ดินสอพอง

By -

ดินสอพอง(Marl) เป็นแคลเซียมคาร์บอเนต(calcium carbonate, CaCO3) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีสีขาวขุ่น ร่วม ละเอียด พบมากที่จังหวัดลพบุรีดินสอพอง

การทำดินสอพองนั้นทำได้โดยการขุดหลุมหรือบ่อบริเวณที่มีดินสอพองสะสมอยู่ ซึ่งส่วนมากมักมีทรายปนอยู่ด้วย เอาน้ำฉีดลงไปในบ่อ แล้วระแนงกวน ทรายซึ่งหนักกว่าจะตกตะกอนเร็วกว่า ดินสอพองจะแขวนตะกอนลอยอยู่ในน้ำนานกว่า ตักน้ำที่มีดินสอพองขึ้นมากรองเอาสิ่งสกปรกต่างๆ ออกจนสะอาดใส่ภาชนะทิ้งไว้จนดินสอพองตกตะกอน จึงเอามาทำให้แห้ง โดยการเทและเกลี่ยผึ่งแดดไว้บนผืนแผ่นผ้า (น้ำจะซึมลงไปภายใต้ ทิ้งให้ดินสอพองแห้ง) จากนั้นจึงอาจเอาไปเตรียมเป็น “ดินสอพองแผ่น” หรือ “ดินสอพองแท่ง” หรือ “ดินสอพองเม็ด” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

คนไทยสมัยโบราณนิยมใช้ดินสอพองที่ผสมน้ำหอม แล้วหยอดเป็นเม็ดเล็กๆ เป็นเครื่องประทินผิว โดยนำมาละลายน้ำแล้วประตามเนื้อตัวเพื่อคลายร้อน ทำให้สบายตัว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ติดตัวตลอดทั้งวัน ช่างศิลป์เอาดินสอพองไปย่างไฟอ่อนๆ บดให้เป็นผงละเอียด ห่อด้วยผ้าทำเป็นลูกประคบ ใช้ตบบนพื้นที่ลงรักสีดำให้ลวดลายที่วาดไว้ปรากฏขึ้นชัดเจน

แพทย์โบราณมักนำมา “สะตุ” ก่อนนำดินสอพองมาใช้เป็นยา การสะตุดินสอพองทำเพื่อฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับดินสอพอง ทำได้โดยเอาดินสอพองมาใส่ในหม้อดิน ปิดฝา แล้วยกขึ้นตั้งไฟ ให้นานพอสมควร เมื่อเห็นว่าดินสอพองนั้นสุกดีแล้ว จึงนำมาใช้ได้

*การสะตุ อาจหมายถึง การทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลง เช่น การสะตุรงทอง หรือทำให้ตัวยามีฤทธิ์แรงขึ้น เช่น การสะตุสารส้ม หรือทำให้พิษของตัวยาลดลง เช่น การสะตุหัวงูเห่า หรือทำให้ตัวยาสะอาดขึ้น เช่น การสะตุมหาหิงคุ์ หรือทำให้ตัวยาสะอาดปราศจากเชื้อ เช่น การสะตุดินสอพอง หรือทำให้ตัวยานั้นสลายตัวลง เช่น การสะตุเกลือสมุทร

โบราณใช้ดินสอพองทาตัวเด็ก ทำให้ผิวหนังเย็น แก้พิษ แก้ผื่น ผด คัน และเป็นยาห้ามเหงื่อ

แพทย์แผนโบราณตามชนบทใช้ดินสอพองเผาไฟให้โชน ผสมกับพิมเสนบดโรยแผลกามโรคและแผลเรื้อรังทุกชนิด เป็นยาดูดน้ำเหลืองได้ดี ทำให้แผลไม่ขบสะเก็ด

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์