ตะไคร้หอม

By -

ตะไคร้หอม ไม่ใช้ปรุงแต่งอาหาร มีลักษณะต้นและดอกคล้ายคลึงกันกับ “ตะไคร้”(lemongrass) ซึ่งมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Cymbopogon Citratus(DC.) Stapf ที่ปลูกเป็นพืชสวนครัว ใช้ต้นปรุงแต่งอาหาร แต่จะแตกต่างกันตรงที่
๑. กาบใบที่โคนต้นของตะไคร้หอมมีสีเขียวปนม่วงแดง ส่วนกาบใบที่โคนต้นของตะไคร้สีเขียว

๒. มักไม่ค่อยพบดอกตะไคร้ที่ปลูกในประเทศไทย มักจะพบแต่ต้นตะไคร้หอมที่ออกดอก(เคยพบออกดอกที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดสระบุรี)

ช่อดอกของตะไคร้ทั้งสองชนิดนี้ จะต่างกันที่กาบช่อดอกย่อยอันล่างของช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้าน (lower glume of sessile spikelet) คือ ของตะไคร้หอมจะเกลี้ยง แบน ปลายเรียวแหลม เป็นสัน ที่สันมีปีกแคบๆ ที่ปลาย และที่ปีกจักเป็นซี่ฟันเล็กๆ มีเส้นตามยาว ๒-๔ เส้น ขอบงอ

ส่วนของตะไคร้ จะค่อนข้างแบนไปยังโคน หรือด้านหลังแบนลง เป็นสัน และสันค่อยๆ แคบไปยังปลาย ราว ๒ ใน ๓ ของสันจักเป็นซี่ฟัน ไม่เห็นเส้นตามยาว

๓. เมื่อขยี้ใบดม จะมีกลิ่นต่างกัน เนื่องจากองค์ประกอบเคมีของสารมีกลิ่นในน้ำมันระเหยง่ายต่างกัน

ตะไคร้หอมที่ใช้เป็นยาจะเป็นส่วนรากและเหง้า ซึ่งมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Cymbopogon nardus(L.) Rendle ในวงศ์ Gramineae บางถิ่นเรียก จะไคมะขูด ตะไคมะขูด(พายัพ) ตะไคร้แดง(นครศรีธรรมราช) มีชื่อสามัญว่า Citronella grassตะไคร้หอม

ต้นตะไคร้หอมเป็นไม้ขนาดเล็กอายุหลายปี ขึ้นเป็นกอ สูงได้ถึง ๒.๕๐ เมตร ยอดโน้มลง มีรากฝอยแตกออกจากโคน ใบเป็นใบเดี่ยว ยาว ใบที่อยู่ล่างๆ กว้างราว ๒ ซม. แต่อาจยาวได้ถึง ๑ เมตร ส่วนใบที่อยู่บนๆ จะมีขนาดเล็กกว่า ขอบและผิวใบสาก ยกเว้นที่ใกล้ๆ โคน ลิ้นใบยาวราว ๕ มม. เกลี้ยง ดอกออกเป็นช่อเล็กเรียว คดไปมา ก้านช่อดอกเป็นปล้องๆ แต่ละปล้องยาว ๑.๕-๒.๕ ซม. มีใบเล็กๆ ที่แต่ละข้อ และตามง่ามจะแตกกิ่งสั้น ประกอบด้วยช่อดอก ๑ คู่ ยาวไม่เท่ากัน ช่อดอกย่อยคู่นี้เป็นช่อดอกย่อยช่อหนึ่งไม่มีก้าน ช่อดอกย่อยอีกช่อหนึ่งมีก้าน มีกาบหุ้มยาว ๑.๕-๒ ซม. ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก

ใบ กาบใบ และเหง้าของต้นตะไคร้หอมมีน้ำมันระเหยง่าย ซึ่งเมื่อกลั่นด้วยไอน้ำจะได้ “น้ำมันตะไคร้หอม(Citronella oil) ซึ่งใช้เป็นยาไล่ยุงและแมลงบางชนิด(insect repellant)

โบราณใช้รากและเหง้าต้มน้ำกินแก้แผลในปาก แก้ปากแตกระแหง เป็นยาทำให้แท้ง ขับประจำเดือน แก้ระดูขาว ขับปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ แก้อาการแน่น จุกเสียด แก้อาเจียน แก้ไข้

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์