ลักษณะของต้นกระทุ่ม

By -

ดอกกระทุ่ม
เหตุที่จะเล่าถึงต้นกระทุ่มก็เพราะมีเพื่อนคนหนึ่งมาถามว่า รู้จักต้นกระทุ่มไหม ผู้เขียนก็ตอบไปว่าเคยเห็นแต่ดอก มีคนเอามาขายที่ตลาดนัดสนามหลวงนานมาแล้ว ส่วนต้นนั้นมีคนบอกว่าโตมาก ดอกกระทุ่มที่เห็นนั้นมีดอกสีเหลือง เพื่อนคนนั้นก็ถามต่อไปว่า คงจะอย่างเดียวกับในเรื่องกามนิตวาสิฏฐีนะ พูดแล้วก็กางหนังสือมาให้ดูตรงข้อความที่ว่า

“ผู้เล่นในขั้นต้นแบ่งกันเป็นสองพวก เอากิ่งกระทุ่มที่มีดอกช่อสีเหลืองอร่ามดั่งทองเป็นอาวุธต่อสู้กัน ถ้าข้างใดถูกเกสรดอกกระทุ่มติดตัวมากจนเหลืองพราวไป ก็ถูกตัดสินเป็นฝ่ายแพ้”

ข้อความตอนนี้เป็นตอนที่กามนิตอธิบายการเล่นให้บิดาฟัง กระทุ่มในเรื่องนี้เข้าใจว่าจะเหมือนกับกระทุ่มชนิดต้นใหญ่ที่มีในเมืองไทย คือเป็นไม้ยืนต้นที่เรียกในภาษาฝรั่งว่า Kadamtree ในภาษาไทยมีชื่อเรียกกันหลายอย่าง แถวภาคกลางเรียกว่า กระทุ่ม กระทุ่มบก แถวสุโขทัยเรียกว่า ตะกู ภาคพายัพเรียกว่า ตุ้มหลวง ตุ้มเหนียง ตุ้มก้านยาว ตุ้มก้านซ้วง แถวขอนแก่นเรียกว่า กระทุ่มพราย แถวชัยภูมิเรียกว่า โกส้ม แถวชลบุรีเรียกว่า แคแสง ตะโกส้ม แถวตราดเรียกว่า ตะโกใหญ่ หลวงพระบาง เรียกว่า กว๋าง ภาคใต้เรียกว่า กระทุ่มขี้หมู แถวตรังเรียกว่า โกหว่า แถวยะลาเรียกว่า กรองปะยัน

ต้นกระทุ่มขนาดใหญ่นั้นหาดูในกรุงเทพฯ ได้ยาก แต่ในชนบทยังหาดูได้ง่าย เช่นแถวอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บางคนสงสัยว่าต้นกระทุ่มขนาดเล็กจะมีบ้างกระมัง เพราะในหนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนมีกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “เจ้าลืมนอนซ่อนพุ่ม กระทุ่มต่ำ” ซึ่งชวนให้คิดว่าจะเป็นไม้พุ่มเล็กๆ แต่ก็ไม่แน่ใจว่า กวีที่แต่งจะหมายความว่าอย่างไร ต้นกระทุ่มนั้นอาจจะยังมีต้นเล็กอยู่ก็ได้ แต่ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งรู้จักต้นกระทุ่มดีให้ความเห็นว่า กระทุ่มในเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนนี้ น่าจะเป็นกระทุ่มเล็กดอกสีคลํ้าที่ชอบขึ้นตามริมนํ้า ท่านเล่าต่อไปว่าที่หมู่บ้านห้วยไร่ จังหวัดเชียงรายมีคนเป็นโรคคอพอก หรือที่ตามภาษาพื้นบ้านเรียกกันว่า คอเอิม กันทั้งหมู่บ้าน ท่านสงสัยว่าจะเกิดจากกระทุ่มชนิดดอกสีคลํ้านี่ก็ได้ เพราะลำคลองที่พวกชาวบ้านใช้อาบกินกันนั้น มีต้นกระทุ่มชนิดดอกเล็กสีคลํ้าขึ้นเต็มไปหมด กระทุ่มชอบธาตุไอโอดินจึงดูดเอาไว้หมด คนจึงขาดธาตุชนิดนี้ ที่ท่านเล่ามานี้ท่านเองก็ไม่ยืนยัน ความจริงจะเป็นอย่างไรก็ขอได้โปรดค้นคว้าดูเอาเอง แต่ที่น่าสังเกตก็คือว่า กระทุ่มชนิดนี้ชอบขึ้นตามริมคลองคือชอบอยู่ใกล้นํ้า หรือที่มีโคลน

ในหนังสือสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานได้อธิบายถึงกระทุ่มไว้ว่า

“กระทุ่มเป็นชื่อเรียกไม้ต้นหลายชนิดในวงศ์ Rubiaceae ซึ่งมีดอกเล็กๆ สีเหลืองๆ ออกเป็นกระจุกกลมๆ มีกลิ่นหอม แต่ทั่วๆ ไปใช้เรียกไม้ต้นที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Anthocephalus Cadamba ซึ่งเป็นไม้โตขนาดกลางถึงขนาดใหญ่สูง ๑๐-๒0 เมตร ลำต้นตรง เปลือกสีดำๆ แตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ กิ่งก้านแผ่สาขา เรือนยอดทึบ ชอบขึ้นในป่าดิบและตามริมนํ้าลำธารทั่วๆ ไป กระจุกดอกสีเหลือง โตวัดผ่าศูนย์กลาง ๑ ๑/๒  ถึง ๒ นิ้ว ออกเดี่ยวๆ ตามปลายกิ่ง” นอกจากนี้ยังมีไม้ที่มีชื่อว่า กระทุ่มอีกหลายชนิดซึ่งจะไม่กล่าวถึง เพราะตำนานที่จะกล่าวต่อไป หมายถึงกระทุ่มที่กล่าวถึงข้างต้นเท่านั้น

ดอกกระทุ่มมีเกสรรอบดอกแบบเดียวกับดอกกระถิน ผู้หญิงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนิยมตัดผมทรงดอกกระทุ่มกันมาก จนมีชื่อเรียกกันว่า ‘‘ผมทรงดอกกระทุ่ม” ในโคลงนิราศกรมหมื่นเดชอดิศรเสด็จไปทัพเวียงจันทน์ในรัชกาลที่ ๓ เมื่อปีจอ พุทธศักราช ๒๓๖๙ ได้ทรงนิพนธ์ถึงทรงผมแบบนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า

ถึงบ้านกระทุ่มทิ้ง      ทอดตน ลงเฮย
เจ็บจรเทิญทรหน      แหบ ไห้
คิดดอกกระทุ่มกล    เกศนุช กูนา
ปีกแม่ขนเหม้นไม้     กรีดนิ้วนางสอย

ในหนังสือฝรั่งเล่มหนึ่งกล่าวว่า ผลกระทุ่มมีขนาดโตเท่าผลหมาก ในอินเดียเคยกินเป็นอาหารได้ คือเมื่อสุกก็กินอย่างสดๆ บางทีก็ปรุงแต่งเป็นอาหารอย่างอื่น แต่ในเมืองไทยยังไม่เคยได้ยินว่ามีคนกิน และยังไม่เคยเห็นลูกกระทุ่มด้วยจึงไม่รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร สรรพคุณในด้านเป็นเครื่องยาสมุนไพรก็ยังไม่เคยพบว่าใช้ทำอะไรได้บ้าง

ในตำนานของอินเดียมีเรื่องต้นกระทุ่มเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่สองสามเรื่อง เรื่องหนึ่งเล่าว่าในสมัยโบราณมีทะเลสาบใหญ่แห่งหนึ่งมีชื่อว่า กาลิยทหะ เป็นที่อยู่ของพญานาคชื่อ กาลิยะนาคา พญานาคตัวนี้มีห้าหัว สมัยเมื่อพระกฤษณะยังเป็นเด็กอยู่ได้กระโดดลงไปในนํ้าแห่งนี้ และถูกพญานาคากาลิยะรัดไว้ แต่พระพลรามผู้เป็นพี่ช่วยไว้ได้ เรื่องตรงนี้กล่าวไม่ตรงกันนักบางทีก็ว่าพระกฤษณะสำแดงฤทธิ์ปราบพญานาคได้เอง และได้ไล่พญานาคกาลิยะให้ไปอยู่ที่อื่น ในที่บางแห่งว่าทะเลสาบแห่งนั้นก็คือแม่นํ้ายมุนานั้นเอง ในสมัยที่พระกฤษณะยังไม่ได้มาอยู่ในบริเวณนั้น พญานาคตัวนี้ก็แผลงฤทธิ์ทำลายสิ่งต่างๆ เสียมาก ตามเรื่องเขาว่าลมหายใจของพญานาคกาลิยะมีพิษร้ายมาก บรรดาพืชและสัตว์ที่อยู่ในระยะรัศมี ๕ โกรศ(ต้นฉบับใช้ว่า Kroses เข้าใจว่าจะเป็นมาตราวัดระยะที่เรียกว่าโกรศ นั่นเอง โกรศหนึ่งเท่ากับ ๕๐๐ คันธนูในประชุมหนังสือเก่า ภาค ๑ อธิบายว่า คันธนูยาว ๙ คืบ ครั้นขึ้นสายแล้วคงอยู่แต่ ๔ ศอก ฉะนั้นโกรศหนึ่งก็ราว ๕๖๐ วา) เมื่อถูกลมหายใจของพญานาคเข้าแล้วเป็นตายหมด ไม่มีพืชหรือสัตว์ใดๆ จะมีชีวิตหลงเหลืออยู่ได้ แต่ตรงกลางทะเลสาบนี้มีเกาะอยู่เกาะหนึ่ง บนเกาะนี้มีต้นกระทุ่มขึ้นอยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเดียว ลมหายใจของพญานาคไม่สามารถจะเผาผลาญให้วอดวายได้ การที่ต้นกระทุ่มต้นนี้กลายเป็นต้นไม้อมต คือไม่ตาย นี้มีเรื่องเล่าว่า

ในสมัยเมื่อพญาครุฑได้ดื่มน้ำอมฤตแล้ว(มีเรื่องละเอียดอยู่ในเรื่องครุฑในหนังสือ “อมนุษยนิยาย” ของ ส.พลายน้อย) เห็นจะเป็นสมัยเดียวกันกับเมื่อครั้งที่เทวดากวนเกษียรสมุทร พญาครุฑได้บินมาเกาะที่ต้นกระทุ่มต้นนี้ นํ้าอมฤตที่จงอยปากได้หยดลงมาถูกต้นกระทุ่ม ด้วยเหตุนี้เองต้นกระทุ่มจึงกลายเป็นต้นไม้อมตคือไม่ตาย ลมหายใจของพญานาคที่ว่ามีพิษสามารถทำลายชีวิตสัตว์และต้นไม้อื่นๆ ให้ตายได้ก็ไม่สามารถจะทำลายต้นกระทุ่มต้นนี้ได้

อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ในสมัยที่พระนารายณ์ได้อวตารลงมาเป็นพระกฤษณะ(ดูเรื่องละเอียดในหนังสือ “เทวนิยาย” ของ ส.พลายน้อย)นั้น ได้เคยพาฝูงวัวและบรรดาชายาทั้งหลายมาพักที่ใต้ต้มกระทุ่ม ด้วยเหตุนั้นต้นกระทุ่มจึงกลายเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นไม้ประจำของพระกฤษณะ บรรดาผู้ที่นับถือพระกฤษณะจึงนิยมใช้ดอกกระทุ่มบูชาพระกฤษณะไปด้วย เทศกาลที่ใช้ดอกกระทุ่มบูชาพระกฤษณะนี้เขาเรียกว่า จุลันชาตรา หมายถึงเทศกาลโล้ชิงช้า กระทำในเดือนศราวณะ (กรกฎาคม-สิงหาคม) ทั้งนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงว่าครั้งหนึ่งพระกฤษณะพร้อมด้วยชายาทั้งหลายได้เคยมาโล้ชิงช้าเล่นที่กิ่งของต้นกระทุ่ม

ตามตำนานกล่าวว่า พระวิษณุถอนผมออกมา ๒ เส้น ขาวเส้นหนึ่งดำเส้นหนึ่ง แล้วเสกให้เข้าท้องนางโรหิณีเส้นหนึ่ง เข้าท้องนางเทวีเส้นหนึ่ง ผมสีขาวออกมาเป็นพระพลรามมีผิวขาว ผมสีดำออกมาเป็น พระกฤษณะมีผิวดำ ตามรูปมักจะเห็นทรงขลุ่ยอยู่เสมอ พระองค์เติบโต ขึ้นมาในท่ามกลางเด็กเลี้ยงวัวแห่งมถุราจึงมักมีรูปวัวอยู่ด้วย ต้นไม้เบื้องหลังนั้นเข้าใจว่าจะหมายถึงต้นกระทุ่ม อันเป็นไม้ประจำของพระกฤษณะ

อนึ่งไม้กระทุ่มเป็นไม้ใหญ่ประจำอมรโคยานทวีป มีอายุยืนได้กัลป์หนึ่ง ลำต้นสูง ๑๐๐ โยชน์คือวัดแต่โคนต้นขึ้นไปถึงค่าคบ ๕๐ โยชน์ แต่ค่าคบขึ้นไปถึงยอด ๕๐ โยชน์ วัดโดยกลมรอบลำต้น ๑๕ โยชน์ มีกิ่งใหญ่ ๔ กิ่ง ทอดออกไปในทิศทั้ง ๔ ทิศ กิ่งแต่ละกิ่งนั้นยาว ๕๐ โยชน์ วัดแต่ปลายกิ่งข้างตะวันออกถึงปลายกิ่งข้างตะวันตกหรือวัดแต่ปลายกิ่งข้างทิศเหนือถึงปลายกิ่งข้างทิศใต้ได้ ๑๐๐ โยชน์เท่ากัน วัดโดยกลมรอบปริมณฑลได้ ๓๐๐ โยชน์

เรื่องราวของต้นกระทุ่มเท่าที่ทราบและพบเรื่องราวในวรรณคดี ตลอดจนในตำนานต่างๆ ก็มีเพียงเท่าที่กล่าวมานี้

ที่มา:ส.พลายน้อย