ต้นคางคก

By -

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pseudolithos
ชื่อวงศ์ Asclepiadaceae (Apocynaceae)ต้นคางคก

ต้นคางคก เป็นพืชอวบน้ำที่มีน้ำยางสีขาวอยู่ภายใน จัดอยู่ในวงศ์ของนมตำเลีย เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศโซมาเลีย ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดดังนี้
-P. migiurtinus (Chiovenda) Bally
-P. cubiformis Bally
-P. caput-viperae Lavranos
-P. (Anomalluma) dodsoniana (Lavranos) Bruyns & Meve
-P. eylensis

สำหรับภูมิอากาศในประเทศไทยมีความชื้นใกล้เคียงกับถิ่นกำเนิดของพืชชนิดนี้ หากรู้วิธีการปลูกที่ถูกต้องก็จะปลูกเลี้ยงได้ไม่ยาก ส่วนการปลูกเลี้ยงในเมืองหนาวอาจต้องใช้เรือนกระจกและเครื่องทำความร้อนที่ราคาแพง ซึ่งมีวิธีการค่อนข้างยุ่งยากจึงทำให้พืชชนิดนี้มีราคาแพง แม้จะเป็นชนิดธรรมดาก็ตาม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
มีลำต้นอวบน้ำคล้ายกับแคคตัสทั่วไป ลักษณะผิวลำต้นขรุขรุคล้ายผิวคางคก ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อพืชชนิดนี้ก็เป็นได้ ส่วนดอกมีสีน้ำตาลขนาดเล็ก มีกลิ่นเหม็นคล้ายซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย สามารถล่อให้แมลงวันเข้ามาช่วยผสมพันธุ์ได้เป็นอย่างดี ให้ดอกได้ตลอดทั้งปี บางสายพันธุ์ก็มีดอกสวยงาม ผลมีลักษณะเป็นฝัก กว่าฝักจะแก่ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ฝักจะหยุดเจริญเติบโตเมื่อแก่เต็มที่และสามารถแตกออกได้ ภายในฝักจะมีเมล็ดขนาดเล็กที่มีขนฟูสีขาวสามารถปลิวลอยไปตามลมได้

การขยายพันธุ์
นิยมปล่อยให้แมลงวันเข้าไปผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีกว่า เนื่องจากเกสรตัวผู้ถูกเก็บไว้ในโครงสร้างพิเศษและมีขนาดเล็กมาก จึงไม่เหมาะกับการผสมด้วยมือและค่อนข้างมีความยุ่งยาก

การปลูก
ต้นคางคก เป็นพืชที่นิยมปลูกในกระถางดินเผา ดินที่ใช้ปลูกเป็นชนิดเดียวกันกับที่ใช้ปลูกแคคตัส และเพื่อให้มีความโปร่งสามารถระบายน้ำและอากาศได้ดี ก็ควรผสมหินภูเขาลงไปด้วย เป็นพืชที่ชอบแสงแดดมาก ควรให้ได้รับแสงแดดโดยตรงไม่น้อยกว่าวันละ 6 ชม. หากได้รับแสงน้อยเกินไปอาจทำให้ลำต้นยืดยาว เจริญผิดรูปไม่สวยงามได้ ใช้หลังคาใสกันฝน เพราะหากได้รับน้ำมากเกินความต้องการจะทำให้ต้นคางคกเน่าตายได้ สามารถเลี้ยงควบคู่ไปกับแคคตัสที่ชอบแดดทั่วไปได้ ให้น้ำจนชุ่มเมื่อสังเกตเห็นว่าดินเริ่มแห้งเท่านั้น

โรคพืช
โรคเน่า-เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ง่ายและลุกลามไปได้รวดเร็ว ซึ่งบางครั้งก็ไม่ทราบสาเหตุของการเกิด เนื่องจากเป็นพืชที่เน่าค่อนข้างง่ายจึงควรใช้ดินที่สะอาดในการปลูก ให้น้ำเมื่อสังเกตว่าดินแห้งเท่านั้น รดน้ำในปริมาณที่น้อยลงเมื่อมีความชื้นในอากาศสูงในช่วงหน้าฝน และรดด้วยยาฆ่าเชื้อราป้องกันการเน่าเป็นครั้งคราว