ถิ่นเดิมของต้นพุทธรักษา

By -

ดอกพุทธรักษา
ในสมัยก่อนโน้น ตามรั้วบ้านตามริมคลองคูตลอดจนตามวัด เรามักจะเห็นต้นพุทธรักษาขึ้นอยู่ดาษดื่น เวลาออกดอกจะเห็นเหลืองปนแดงดูอร่ามตา ดอกพุทธรักษามีขนาดใหญ่ ออกเป็นช่องดงามมาก ถ้าตัดมาช่อหนึ่งก็แทบจะเต็มแจกันทีเดียว ต้นพุทธรักษาปลูกง่าย ขึ้นเป็นกอใหญ่ บางแห่งปลูกไว้ริมคูคลองมองดูเป็นดง เขาว่ากันตลิ่งพังได้ดีอีกด้วย การที่นิยมปลูกตามบ้าน ในสมัยก่อนก็เพราะชื่อ “พุทธรักษา” ฟังเป็นมงคล หมายความว่า พระพุทธเจ้าคุ้มครองป้องกัน บางคนก็เชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่ป้องกันภูติผีปีศาจ ไม่ให้เข้าไปรบกวนภายในบ้านได้อีกด้วย

ถิ่นเดิมของต้นพุทธรักษาปรากฏว่าเป็นไม้ถิ่นร้อน มีชื่อตามตำรา พฤกษศาสตร์ว่า Canna Indica Linn, วงศ์ Cannaceae ซึ่งบ่งว่าเป็น ไม้อินเดีย ชื่อที่เรียกกันในเมืองไทยทั่วไปก็คือ พุทธรักษา แต่ทางภาคพายัพเรียกว่า พุทธศร ทางลำปางเรียกว่า ดอกบัวละวงศ์ ชื่อไหนจะเป็นชื่อที่เก่าที่สุดไม่สามารถจะบอกได้ แต่พอจะกำหนดได้อย่างหนึ่งว่า ชื่อพุทธรักษาได้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว ทั้งนี้เพราะมีหลักฐานกล่าวไว้ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ตอนหนึ่งว่า

ไผ่เทศงามเงื่อมแต้ม          เลขา
เล็บครุฑพุทธรักษา            โทษคุ้ม
ทองสิบอย่างตรูตา              งามเลิศ
เข้าตอกแตกดวงกลุ้ม         แปลกด้วยดอกขาว

นี่แสดงว่าอย่างน้อยเราก็ได้เรียกดอกไม้ชนิดนี้มากว่า ๒๐๐ ปีแล้ว นับว่าเป็นไม้ที่เก่าแก่มากชนิดหนึ่ง

ชื่อพุทธรักษาดูเหมาะที่จะเป็นชื่อที่ไทยเราตั้งมากกว่าชาติอื่น เพราะไทยเราเป็นชาวพุทธ อีกประการหนึ่งปรากฏว่า เมล็ดของพุทธรักษาซึ่งมีขนาดเมล็ดถั่วเล็กๆ แข็งมาก มีลักษณะกลม หรือรูปไข่ ในหนังสือบางเล่มกล่าวว่าได้นำเอาไปใช้ทำเป็นลูกประคำ ซึ่งใช้ในการภาวนา เมื่อแรกได้รู้เรื่องนี้ก็นึกสดุดใจ เพราะเคยอ่านพบเรื่องลูกประคำ (ภาษาสันสกฤตเรียกลูกประคำว่า ชปมาลา แปลว่า พวงสำหรับพรํ่าบ่น) ของชาวฮินดู เขาก็ว่าลูกประคำทำจากเมล็ดรุทรรักษา หรือรุทรากษ (รุทร+อักษ) ฟังดูก็คล้ายกับพุทธรักษามาก “รุทรากษ” แปลตามตัวอักษรว่าหมายถึง ตาของ รุทร คำว่า รุทร เคยใช้เรียกเทพองค์หนึ่ง (ศิวะ) แต่ทำไมจึงมาเรียกว่า ตาของรุทร (รุทรากษ) ยังนึกหาต้นเรื่องไม่ได้ แต่มีนิยายเรื่องหนึ่งเล่าว่า ในกฤตยุคมีอสุราตนหนึ่งชื่อตรีปุระได้รับพรจาก พระพรหม แล้วเที่ยวรังแกพราหมณ์และเทวดา พระศิวะจึงได้ประหาร เสีย ในครั้งนั้นเหงื่อของพระศิวะสองสามหยดได้หล่นลงไปบนพื้นโลก และได้เกิดเป็นต้นรุทรากษขึ้น (บางแห่งกล่าวว่าไม่ใช่เหงื่อ แต่เป็นนํ้าตาของพระศิวะที่ไหลออกมาเวลาโกรธก็ดูจะเข้าเค้ากับชื่อ แต่น่าจะชื่อว่านํ้าตาของรุทรมากกว่า)

ผู้เขียนยังค้นไม่พบว่า ต้นรุทรากษ นั้นคือต้นอะไรแน่ (เข้าใจกันว่าจะเป็นไม้ประเภทในสกุลลูกรอกหรือลูกมะกอก ซึ่งมีชื่อในภาษาละตินว่า Eleocarpus ganitons) แต่ที่นำมาเล่าก็เพื่อให้เปรียบเทียบกันดูเท่านั้น เมื่อเล่าถึงตำนานของต้นรุทรากษแล้ว ก็จะขอเล่าถึงนิทานต้นเรื่องพุทธรักษาไว้ด้วย

นิทานต้นเรื่องที่จะเกิดพุทธรักษานั้น มีเรื่องเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า สมชื่อ คือเขาเล่าว่า เมื่อครั้งพระเทวทัตมีใจริษยาพยาบาท คิดจะทำร้ายพระพุทธเจ้า ได้ขึ้นไปบนเนินเขาแห่งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมา เทวทัตก็กลิ้งหินลงมา ก้อนหินนั้นได้แตกกระจาย สะเก็ด หินชิ้นหนึ่งได้กระเด็น ไปถูกพระบาท จนพระโลหิตหยดลงบนพื้นดิน และได้เกิดเป็นต้นพุทธรักษาขึ้นมา

ตามเรื่องที่เล่ามานี้ดูจะแปลกไปกว่าพุทธประวัติในภาษาไทย ซึ่งดูเหมือนว่าจะใช้ว่า “ห้อพระโลหิต” ไม่ถึงกับพระโลหิตตก แต่อย่างไรก็ตามขอให้นึกว่าเป็นเพียงนิทานอย่าได้คิดถึงข้อเท็จจริงอะไรมากไปเลย

มีท่านที่นับถือท่านหนึ่งท้วงว่า ถ้าต้นพุทธรักษาเกิดจากพระโลหิตของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ไม่น่าจะได้ชื่อว่า พุทธรักษา ควรจะเรียกว่าต้น พุทธโลหิตมากกว่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของความเข้าใจซึ่งตามความจริงแล้ว คนที่ตั้งชื่อพุทธรักษา เห็นจะไม่รู้หรือไม่เคยฟังนิทานเรื่องนี้มาก่อนเลยก็ได้ ฉะนั้นก็ไม่ควรจะไปคิดอะไรมาก ฟังกันเล่นเพลินๆ ก็แล้วกัน

ที่มา:ส.พลายน้อย