ต้นสวาดิ

By -

มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Caesalpinia bonduc (L.) Roxb. มีชื่อพ้องว่า Guilandina bonduc L. จัดอยู่ในวงศ์ Leguminosae บางถิ่นเรียก บ่าขี้แฮด มะกาเลง(พายัพ) ว้าด เวียด(สระบุรี สุราษฎร์ธานี) บางตำราเขียนเป็น “สวาด” หรือ “สวาท”ต้นสวาดิ

ต้นสวาดิเป็นไม้เถา มีขนสั้นๆ และมีหนามแหลมตรงหรือโค้งตามกิ่งก้าน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ๒ ชั้น มีหูใบขนาดใหญ่และอยู่ติดทนนาน หูใบลักษณะเป็นหูใบประกอบแบบขนนก ขนาดยาวไม่เกิน ๒ ซม. แกนกลางใบยาว ๓๐-๕๐ ซม. มีช่อใบย่อย ๓-๙ คู่ แต่ละช่อใบย่อยมีใบย่อย ๘-๑๒ คู่ ใบย่อยออกเป็นคู่ตรงกันข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย ใบย่อยรูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง ๑-๒ ซม. ยาว ๒-๔ ซม. โคนใบไม่เท่ากัน ปลายใบเรียวแหลมหรือมน ที่ปลายสุดมีติ่งแหลมและเล็ก ดอกออกเป็นช่อเหนือซอกใบขึ้นไปเล็กน้อย ช่อดอกยาวราว ๖ ซม. อาจแตกแขนงได้ มีริ้วประดับเป็นเส้นงอๆ ยาว ๖-๑๒ มม. ก้านดอกย่อยยาว ๔-๖ มม. มีขนประปราย กลีบดอกสีเหลือง ก้านเกสรตัวผู้มีขน รังไข่มีขนแข็งๆ ผลเป็นฝักรูปป้อมๆ หรือรูปรี กว้างราว ๔ ซม. ยาว ๕-๘ ซม. ปลายมีติ่งแหลม ผิวมีหนามแหลมและขนปกคลุม ฝักอ่อนสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ด ๑-๒ เมล็ด เมล็ดรูปกลมหรือรูปไข่ ขนาดผ่าศูนย์กลางราว ๑.๕-๒ ซม. เมื่อแก่จัดมีสีเทา ผิวเป็นมันเงา สีเทาแบบสีเมล็ดสวาดินี้เรียก “สีสวาด”

ตำราสรรพคุณยาโบราณว่าผลสวาดิมีรสจืด มีสรรพคุณเป็นยาแก้กระษัย แก้ปัสสาวะพิการ ว่าใบสวาดิมีรสร้อน มีสรรพคุณขับผายลม แก้จุกเสียดแน่น และว่าเมล็ดสวาดิเป็นยาแก้ไข้ แก้ไอ และเป็นยาถ่ายพยาธิ

***ผู้นิยมเครื่องรางของขลังใช้เมล็ดสวาดิที่เอาเนื้อในออก แล้วบรรจุเครื่องรางของขลังไว้ภายใน เชื่อว่าเมื่ออมไว้ในปาก จะทำให้เป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น***

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์