ต้นอัคคีทวาร

By -

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rotheca serrata (L.) Steane & Mabb.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clerodendrum serratum (L.) Moon, Clerodendrum serratum var. wallichii C.B.Clarke
ชื่อวงศ์ LAMIACEAE หรือ LABIATAE
ชื่ออื่นๆ ชะรักป่า พายสะเมา พรายสะเลียง สะเม่าใหญ่ หมากดูกแฮ้ง แข้งม้า แคว้งค่า มักแค้งข่า อัคคี ตรีชวา ผักห้าส้วย ฮังตอ หูแวง มักก้านต่อ ผ้าห้ายห่อคำ หลัวสามเกียน หมอกนางต๊ะ คุ้ยโดโจ ยาแก้ ควิโดเยาะ สามสุม ตั่งต่อ ปอสามเกี๋ยนต้นอัคคีทวาร

อัคคีทวาร เป็นไม้ทรงพุ่มขนาดเล็ก ที่จัดอยู่ในวงศ์ของกะเพรา มีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศจีน ปากีสถาน อินเดีย พม่า อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทยพบได้ในพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 500-1,000 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดและค่อนข้างชื้นบริเวณป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
มีลักษณะกลม ตั้งตรง มีความสูงประมาณ 1-4 เมตร เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีเทาเข้มหรือสีน้ำตาลอ่อน แตกกิ่งก้านเป็นช่อๆ บริเวณกิ่งและยอดอ่อนมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและมีขนขึ้นปกคลุม

ใบ
มีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปใบหอก โคนและปลายใบแหลม มีติ่งสั้นๆ ที่ปลายใบ ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย แผ่นใบมีสีเขียวเป็นมัน ด้านบนใบจะมีสีเข้มกว่าด้านล่าง ขนาดความกว้างของใบมีประมาณ 4-10 ซม. ยาวประมาณ 15-28 ซม. ก้านใบสั้นหรืออาจไม่มีก้านใบ มักออกเป็นใบเดี่ยวๆ เรียงซ้อนตรงข้ามกันเป็นวงบริเวณข้อประมาณ 3-4 ใบ

ดอก
ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบหรือที่ปลายยอด ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยสีม่วงอ่อน ม่วงเข้ม หรือม่วงอมชมพูอยู่มากมาย กลีบดอกย่อยเป็นรูปทรงกระบอก มีอยู่ 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด มีกลีบเลี้ยงขนาดเล็กรูปไข่สีชมพูอ่อนจำนวน 2 กลีบ มีเกสรเพศผู้รูปทรงกระบอกที่บริเวณกลางดอกจำนวน 4 อัน อาจติดดอกในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม หรือในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ซึ่งขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ สภาพอากาศ และความสมบูรณ์ของต้นดอกอัคคีทวาร

ผล
มีลักษณะกลมแป้น ผิวผลเรียบ ผลอ่อนมีสีเขียว และจะกลายเป็นสีดำเมื่อแก่ ภายในผลมีเมล็ดสีดำรูปกลมรีอยู่เพียง 1 เมล็ด

การขยายพันธุ์
ทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การปักชำ หรือการตอนกิ่ง อัคคีทวารเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ชอบความชื้น และต้องการแสงแดดในขนาดปานกลาง

ประโยชน์
ยอดอ่อนและช่อดอก-นำมารับประทานเป็นผักสด หรือลวกจิ้มกับน้ำพริก หรือใช้ปรุงเป็นอาหารประเภทผัด แกง ยำ ก็ได้ ซึ่งชาวอีสานมักนิยมนำช่อดอกย่างไฟกินคู่กับแกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ หรือหมกหน่อไม้ เป็นต้น ต้นอัคคีทวารสามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้ เนื่องจากมีช่อดอกที่สวยงาม

สรรพคุณทางยา
อัคคีทวาร เป็นพืชสมุนไพรที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้นานกว่าสามพันปีมาแล้ว เนื่องจากมีชื่อปรากฎอยู่ในตำราอายุรเวท ทุกส่วนของลำต้นสามารถนำมาใช้เป็นยาได้ เช่น

ราก-มีรสขมเผ็ดร้อน สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยขับลม ย่อยอาหาร ทำให้เจริญอาหาร แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน อาการปวดเกร็งในท้อง รักษาริดสีดวงทวาร ช่วยละลายเสมหะ แก้ไอ หอบหืด อาการแพ้อากาศ ริดสีดวงจมูก แก้ไข้ ส่วนรากแห้งใช้ฝนกับน้ำปูนใสใช้ทารักษาริดสีดวงทวาร แผลบวม หรือพอกฝีให้ยุบ

ลำต้น-ตากแห้งใช้ฝนกับน้ำปูนใสใช้พอกฝี หรือทารักษาแผลบวม ลดการอักเสบของริดสีดวงทวาร

ใบ-ใช้ใบสดหรือตากให้แห้งแล้วบดเป็นผงรับประทานรักษาโรคผิวหนัง ริดสีดวงทวาร แก้อาการอักเสบ หรือใช้ตำพอกรักษากลากเกลื้อน ดูดฝีหนอง แก้ปวดข้อ แก้อาการปวดหัวเรื้อรัง หากนำมาต้มกินจะช่วยแก้อาการท้องอืดได้ หากสตรีหลังคลอดบุตรคั้นเอาแต่น้ำจากใบมากินจะช่วยแก้อาการอักเสบและทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น การต้มใบอัคคีทวารกับขิงแล้วนำมาดื่มจะช่วยแก้อาการหลอดลมอักเสบได้

เนื้อไม้-ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ลดความดัน แก้ปวดท้อง แก้ไข้ป่า

ผล-ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ แก้ไอ หรือให้สัตว์เลี้ยงประเภทโค กระบือ กินผลเพื่อช่วยรักษาอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลดการบีบตัวของลำไส้ ลดความดันโลหิต ช่วยขับลมและฆ่าเชื้อโรค