ต้นอโศก

By -

ต้นอโศก
ต้นอโศกหรือโศกมีกล่าวถึงในหนังสือวรรณคดีหลายเล่ม ในเรื่องกามนิตวาสิฏฐี ก็มีกล่าวว่า “วาสิฏฐียกมือขึ้นบูชาต้นอโศก ซึ่งอยูตรงหน้า กำลังมีดอกออกช่อไสว แล้วกล่าวคำดังที่นางทมยันตีเคยกล่าว เมื่อระหกระเหินรับความวิโยคเที่ยวตามหาพระนลอยู่ในกลางป่าได้ร้องถามต้นโศกว่า

“อ้าดูอโศกนี้                  ศรีไสววิไลตา
อยู่ระหว่างกลางพนา    เป็นสง่าแห่งแนวไพร
ชุ่มชื่นรื่นอารมณ์           ลมเพยพัดระบัดใบ
ดูสุขสนุกใจ                   เหมือนแลดูจอมภูผา

อโศกดูแสนสุข             ช่วยดับทุกข์ด้วยสักครา
โศกเศร้าเผาอุรา           อ้าอโศกโรคข้าร้าย

อโศกโยกกิ่งไกว         จงตอบไปดั่งใจหมาย
ได้เห็นพระฤาสาย        ผ่านมาบ้างหรืออย่างไร

พระนั้นชื่อพระนล         ผู้เรืองรณอริกษัย
เป็นผัวนางทรามวัย      นามนิยมทมยันตี”
(พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ ๖)

ในเรื่องรามเกียรติ์ก็ปรากฏว่าทศกัณฐ์ได้ลักพานางสีดาไปไว้ในสวนอโศก เพราะมีกล่าวไว้ว่านางสีดาคิดจะผูกคอตายกับกิ่งโศก ดังมีกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

ครั้นเสร็จฝากฝูงเทเวศ     เยาวเรศผู้มิ่งมารศรี
น้าวกิ่งโศกห้อยอินทรีย์    เทวีก็หน่วงขึ้นไป
เอาภูษาผูกศอให้มั่น         แล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่
หลับเนตรดำรงปลงใจ       อรทัยก็โจนลงมา”

ชื่อที่เรียกว่าอโศกนี้เห็นจะเรียกตามแบบอินเดีย คือเขาเรียกไม้ชนิดนี้ว่า อโศกะ หรือ อโศก บางแห่งเป็นอติ ชื่อที่เรียกในภาษาพฤกษศาสตร์และหมายถึงอโศกที่กล่าวถึงนี้มีสองชื่อคือ Saraca indica และ Jonesia asoka ในหนังสือ “ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย” ของกรมป่าไม่ใช้ “โสก” และได้แยกโสกไว้หลายชนิด ตามหนังสือนั้นเข้าใจว่าจะเป็นโสกไทย มีทั้งไม้พุ่ม (โสกเขา) และไม้ยืนต้น แต่อย่างไรก็ตามใคร่จะเสนอความเห็นไว้ในที่นี้ว่า อโศกที่ปรากฏในวรรณคดีอินเดีย เช่น เรื่องพระนล หรือรามเกียรติ์ ก็ควรจะเป็นอโศกตามแบบอินเดีย(ศาสตราจารย์ โชติ สุวัตถิ กล่าวว่าอโศกที่วัดมหาธาตุ สนามหลวง กรุงเทพฯ เป็นอโศกที่มาจากอินเดีย จึงเห็นว่าควรจะเอาเป็นตัวอย่างได้) แต่ถ้ากวีกล่าวถึงในนิราศแบบไทยๆ จะว่าเป็นโสกหรือโสกไทยก็ได้ แต่กวีเองก็เห็นจะฟังแต่ชื่อโศกเท่านั้น ไม่บอกชื่อเต็มซึ่งมีอยู่หลายชนิด สุนทรภู่เขียนถึงต้นโศกไว้หลายแห่ง แต่ไม่เห็นอธิบายว่าโศกอะไร เช่น ในนิราศพระบาทก็กล่าวว่า

“ต้นโศกทอดยอดขวางออกกลางห้วย
พี่ก็ช่วยผูกชิงช้าให้อาศัย
พวกผู้หญิงชิงขึ้นให้ช้าไกว
สนุกใจร้องเตือนให้เพื่อนโยน”

ในนิราศพระประธม สุนทรภู่ก็กล่าวถึงต้นโศกไว้อีกหลายแห่ง เช่น

“ดึกกำดัดสัตว์อื่นไม่ตื่นหมด
แต่นกกดร้องเร้ากระเหว่าโหย
ระรวยรินกลิ่นโศกมาโบกโบย
โอ้โศกโรยแรมร้างมาห่างจร”

“น้ำค้างพรมลมชายระบายโบก
หอมดอกโศกเศร้าสร้อยละห้อยหวน
เหมือนโศกร้างห่างเหเสน่ห์นวล
มาถึงสวนโศกช้ำระกำทรวง”

ดังนี้จะเห็นว่าเป็นการยุ่งยากเพียงใดที่จะกำหนดว่ากวีหมายถึง ต้นโศกชนิดไหน (เพราะโศกมีหลายชนิดดังกล่าวแล้ว) เพื่อตัดปัญหาก็ควรจะสรุปเอาว่าเป็นไม้ตระกูล Saraca ตามบัญชีชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทยของกรมป่าไม้ก็แล้วกัน
อโศกระย้า
ยังมีไม้อีกชนิดหนึ่งเรียกกันว่า “โศกระย้า” (Amherstia nobilis) หรือโสกสาย ในตำนานไม้ต่างประเทศบางชนิดในเมืองไทยของพระยาวินิจวนันดรกล่าวว่า “โศกระย้า” เป็นไม้ของประเทศพม่า ตอนใกล้เคียงกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้กล่าวว่าได้เคยพบโศกระย้าในป่าจังหวัดแม่ฮ่องสอนเหมือนกัน ถ้าเป็นจริงเช่นว่านี้ ก็เป็นอันว่า จะถือต้นโศกระย้าเป็นไม้ต่างประเทศมิได้ แต่อย่างไรก็ดี ก็ควรบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับโศกระย้าไว้บ้างเหมือนกัน แหม่ม คอลลินส์ว่า “เมื่อครั้งสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาสประเทศพม่า เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๑๕ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ตามเสด็จไปด้วยได้นำเอาพันธุ์โศกระย้าจากที่นั้นเข้ามากรุงเทพฯ ตามคำหมอคาร์ทิว ไม้ที่เอาเข้ามาเหล่านั้นปลูกทางฝั่งธนบุรี ในที่ซึ่งภายหลังเป็นโรงเรียนราชวิทยาลัย

โศกระย้า นับกันว่าเป็นไม้ดอกสวยงามน่าดูที่สุดในโลก ในเวลานี้มีปลูกกันอยู่มากแห่งในกรุงเทพฯ”

ที่ยกเอาโศกระย้ามากล่าวรวมไว้ด้วย ก็เพื่อขจัดข้อสงสัยว่า กวีจะหมายไปถึงโศกชนิดนี้ด้วยหรือไม่ ฟังตามตำนานที่กล่าวมาข้างต้นนั้นแล้ว ก็เห็นจะหมดปัญหา เพราะไม่ใช่ไม้ที่แพร่หลายนัก กวีในสมัยก่อนอาจจะไม่เคยเห็นเลยก็ได้

ในอินเดียถือว่าอโศกเป็นสัญลักษณ์ของความรัก และใช้ถวายพระกามเทพ เมื่อมีดอกในระหว่างเดือนเมษายน- พฤษภาคม มักใช้ดอกประดับตามเทวาลัยหรือวิหารของพระผู้เป็นเจ้า ในหนังสือบางเล่มกล่าวว่าศรของกามเทพเล่มหนึ่งในจำนวนห้าเล่ม (ปัญจศร) ก็ใช้ดอกอโศกนี่เอง

ความหมายของชื่อต้นอโศกก็อธิบายอยู่ในตัวแล้วว่า ไม่มีโศก ฉะนั้นที่ถือเป็นเครื่องหมายของความรักก็นับว่าเหมาะดีอยู่

ที่มา:ส.พลายน้อย