ลักษณะของต้นเหมยเป็นอย่างไร

By -

ดอกเหมย
ดอกเหมยเป็นดอกไม้ของจีนที่ค่อนข้างจะคุ้นหูคนไทยอีกชนิดหนึ่ง แต่เห็นจะมีน้อยคนเต็มทีที่จะเคยเห็นดอกเหมย คนจีนในเมืองไทยก็ไม่ค่อยจะได้เห็นดอกเหมยกันกี่คนนัก เพราะในเมืองไทยไม่มี แต่ถึงกระนั้นเราก็มักจะพูดถึงสาวจีนว่างามเหมือนดอกเหมย ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเหมยงามอย่างไร เรารู้แต่กิตติศัพท์ว่าดอกไม้ ที่เรียกว่าเหมยนั้นงามนัก

ดอกเหมยมิใช่จะมีความงดงามอย่างเดียว หากมีคุณลักษณะอันสูงที่มักจะนำเอามาเป็นตัวอย่างแก่คนได้ด้วย ลักษณะของต้นเหมยเป็นอย่างไร เห็นจะต้องพึ่งคำอธิบายของ “เนียน” เพราะท่านผู้นี้เคยอยู่ในเมืองจีน จึงอธิบายได้ละเอียดดีมาก

“ต้นบ๊วย (อ่านตามสำเนียงภาษาแต้จิ๋ว) หรือเหมย (อ่านตามสำเนียงภาษากลาง) เป็นต้นไม้ผล ขนาดไม่ใหญ่ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีใบเป็นรูปมนๆรีๆ ร่วงในฤดูใบไม้ร่วงและมีดอกแย้มบานในระหว่างปลายฤดูหนาวติดต่อกับต้นฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่อากาศกำลังหนาวจัด และต้นไม้อื่นๆ ยังไม่ผลิดอกออกใบเลย ดอกเหมยชนิดนี้มีสีขาวแกมเขียวน้อยๆ เรียกว่า ชี้งเอ้อเหมย Plum flower ดอกเหมยที่มีสีชนิดนี้ จัดว่าเป็นดอกเหมยที่มีสีที่ถูกแบบคือเป็นสีที่นิยมกันโดยทั่วไป ยังมีต้นเหมยอีกชนิดหนึ่งที่มีดอกเป็นสีแดงชมพูเข้ม ดอกเหมยที่มีสีนี้งามสู้ดอกเหมยที่มีสีขาวดังกล่าวแล้วนั้นไม่ได้ จึงไม่จัดว่าเป็นดอกเหมยที่มีสีที่ถูกแบบ หรือสีที่นิยมกันสำหรับดอกเหมย ส่วนต้นเหมยชนิดที่มีดอกเป็นสีเหลืองประดุจสีขี้ผึ้ง หรือที่เรียกว่าหล้าเหมยนั้น ไม่จัดเข้าในจำพวกต้นเหมย เรียกว่า ต้น¬หนาน ถึงแม้คนโดยมากจะเข้าใจกันว่าเป็นต้นเหมยก็ดี เพราะฉะนั้น ดอกเหมยที่จะกล่าวถึงในที่นี้ จึงขอกล่าวถึงแต่ดอกเหมยชนิดที่มีสีขาว และแย้มบานในฤดูหนาว ต้นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นดอกเหมยที่ได้รับรองกันในวงจินตกวีทั้งหลายว่าเป็นดอกเหมยที่เกิดจากพันธุ์แท้

ลักษณะหรือรูปร่างของดอกเหมยเป็นดังนี้คือ ดอกหนึ่ง มีกลบมนๆ สีขาวโดยรอบ มีเกสรสีเหลืองอ่อนกระจายอยู่ตรงใจกลาง ดอกเหล่านี้ติดอยู่ประปรายตามกิ่งซึ่งปราศจากใบ ความบริสุทธิ์สดชื่นสวยงามที่มีอยู่ในรูปร่างลักษณะอันเรียบๆ แต่เป็นระเบียบนี้งามยิ่งนัก…อันกลิ่นหอมของดอกเหมยนี้ มีลักษณะค่อนข้างประหลาดพิสดารมาก กล่าวคือมีกลิ่นหอมรวยๆ รื่นๆ คล้ายกับเราได้กลิ่นดอกไม้ เมื่อเรายืนอยู่ทางปลายลม เราไม่รู้ว่ากลิ่นหอมนั้นแอบแฝงอยู่ที่ไหน แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็รู้ได้ว่ากลิ่นหอมนี้กำลังมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าเราลองเอาจมูกไปดมที่ดอกอย่างใกล้ชิด เพื่อจะสูดเอากลิ่นอันหอมหวนนั้นเข้าไปให้เต็มปอด หรือเพื่อที่จะชื่นใจเต็มที่ สิ่งที่เราสูดเข้าไปก็คืออากาศเราดีๆ นี่เอง ไม่มีกลิ่นหอมอะไรสักนิด แต่ทุกครั้งที่เราแง้มบานหน้าต่างหรือเปิดประตูออกไป เราจะรู้สึกได้ทันทีว่าดอกเหมยในสวน หรือในสนามเราได้กำลังบานแล้ว และขณะที่เรากำลังเดินอยู่ในกลางแจ้ง อากาศรอบๆ ตัวเราจะมีกลิ่นหอมหวนอวนอบ ไปด้วยกลิ่นหอมอันประหลาดพิสดารนี้ ทั้งๆ ที่เรายังไม่ทันจะได้มองเห็นต้นของดอกเหมยเลยแม้แต่ต้นเดียว พูดง่ายๆ ก็คือกลิ่นของดอกเหมยไม่ได้อยู่ที่ในตัวของดอกเหมย แต่อยู่ในอากาศรอบๆ ตัวของดอกเหมยนั่นเอง เพราะฉะนั้นดอกเหมยจึงเป็นดอกไม้ชนิดที่เราทุกคน เพียงแต่ได้ยืนชมดมกลิ่นอยู่ห่างๆ อันการจะอาจเอื้อมไปเด็ดมาดมเล่นนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์ทีเดียวฯ

อันกลิ่นหอมของดอกเหมยนั้นเล่าก็เป็นลักษณะ (character) อันหนึ่งของสุภาพชนเหมือนกัน คือสุภาพชนจะต้องเป็นผู้ที่มีธรรมจรรยาและความรู้อันสูงคล้ายดอกเหมยที่มีกลิ่นหอมอันพิสดาร ฉะนั้น ทั้งนี้เพื่อจะให้ผู้ที่อยู่ข้างเคียงได้แต่เพียงนิยมนับถืออยู่ห่างๆ มิอาจมาลวนลาม หรือกระทำให้เสื่อมเสียได้ ในปัจจุบันนี้ดอกเหมยเป็นดอกไม้ที่รัฐบาลและประชาชนชาวจีนยกย่องให้เป็นกว๋อฮว้า หรือดอกไม้ประจำชาติจีน”

เรื่องดอกเหมยหรือดอกบ๊วย ดอกบ๋วยนี้ ในเรื่องของจีนมีกล่าวไว้มาก พระเจนจีนอักษรได้รวบรวมไว้เป็นเรื่องน่าศึกษาจึงขอนำมารวมไว้ด้วยดังต่อไปนี้

เมื่อครั้งวงศ์ถังแผ่นดินพระเจ้าไถ่จงบุ๋นฮองเต้ (พระเจ้าไถ่จงบุ๋นบู๊ฮองเต้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ปิเตงหาย ตรงปีกุน พุทธศักราช ๑๑๗๑ ปี ลำดับกษัตริย์ที่ ๒ ขนานนามแผ่นดินว่า เจงกวน พระเจ้าไถ่จงบุ๋นฮองเต้อยู่ในราชสมบัติ ๒๓ ปี) ในระหว่างแผ่นดินเจงกวนเวลาวันหนึ่ง ซิ่วเอี๋ยงกงจู๊ (ราชธิดา) เสด็จโดยถนนเลียบชายคาพระที่นั่งฮำเจียงเต้ย เพื่อจะไปเฝ้าฮองเฮา เมื่อเสด็จไปนั้นดอกบ๋วยร่วงติดอยู่บนเกศา ๕ ดอก ซิ่วเอี๋ยงกงจู๊ก็ไม่รู้สึกว่าดอกบ๋วยติดมา ครั้นฮองเฮาทอดพระเนตรเห็นดอกบ๋วยบนเกศาซิ่วเอี๋ยงกงจู๊จึงรับสั่งว่า ดอกบ๋วยที่กงจู๊แซมเกศามานั้นงามยิ่ง นัก ควรเรียกว่าบ๋วยฮวยจวง (เกศาประดับด้วยดอกบ๋วย) ซิวเอี๋ยงกงจู๊ทูลว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เอาดอกบ๋วยแซมเกศาเลย หรือจะเป็นดอกบ๋วยข้างถนนอยู่ใกล้ชายคาพระที่นั่งฮำเจียงเต้ยร่วงติดมาก็ไม่ทราบ ในครั้งนั้นพวกเกงหยินก็หาดอกบ๋วยแซมเกศาทุกคน

เตียจือ ขุนนางในวงศ์โส่ง (วงศ์โส่งพระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้เป็นปฐมกษัตริย์ ขึ้นครองราชย์สมบัติปีแกซิน ตรงปีวอก จุลศักราช ๓๒๒ วงศ์โส่งลำดับกษัตริย์ ๑๖ พระองศ์ จำนวนในรัชกาล ๓๑๖ ปี) พอใจชมดอกบ๋วยยิ่งกว่าดอกไม้อย่างอื่น ได้สร้างสวนไว้สำหรับปลูกต้นบ๋วยสวนหนึ่ง ถึงฤดูดอกบ๋วยบานบริบูรณ์ เตียจือก็ไปชมเห็นดอกบ๋วยบานงามประหนึ่งเง็ก จึงตั้งชื่อว่า เง็กเจี่ย

เมื่อขณะก้วงเผง เป็นอุปราชในวงศ์โส่ง ก้วงเผงชอบชมดอก¬บ๋วย พวกขุนนางต่างก็แต่งหนังสือบ๋วยฮวยหู่ (หนังสืออธิบายดอกบ๋วย) มาให้เป็นอันมาก ครั้นถึงฤดูดอกบ๋วยบานก้วงเผงก็มีการประชุม ชมดอกบ๋วย แล้วสั่งให้เจ้าพนักงานอ่านหนังสือบ๋วยฮวยหู่ ชมดอกบ๋วยโดยความยินดี แลเอานามดอกบ๋วยมาตั้งชื่อเดือน เรียกว่า บ๋วยฮวยหง้วย (คือเจียหง้วย เดือนที่ ๑ บางปีก็ตรงเดือน ๓ บางปีก็ตรงเดือน ๔)

ดอกเหมยนอกจากจะเป็นดอกไม้ที่มีชื่อว่ากลิ่นหอมและสวยงามแล้ว ยังเป็นดอกไม้ที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ในเทศกาล ชิงหมิง ซึ่งเป็นเทศกาลที่ชาวจีนไปเยี่ยมคำนับศพบรรพบุรุษ มักจะเก็บดอกเหมยไปวางที่ฮวงซุ้ยด้วย นอกจากนี้ก็เก็บเอาไปแขวนไว้ในบ้าน กล่าวกันว่ามีอำนาจที่จะขับไล่วิญญาณหรือภูติผีปีศาจที่จะมารบกวนได้อีกด้วย

ที่มา:ส.พลายน้อย