ต้นแดงพันธุ์ไม้ที่มีคุณค่าต่อระบบนิเวศน์วิทยา

By -

ชื่อสามัญ Iron wood, Irul, Jamba, Pyinkado
ชื่อวิทยาศาสตร์ Xylia xylocarpa (Roxb.) Jaub. Var. kerrii (Craib & Hutch.) Nielsen
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Xylia kerrii Cruib & Hutch. ต้นแดง
ชื่อวงศ์ FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE
ชื่อวงศ์ย่อย MIMOSOIDEAE
ชื่ออื่นๆ จะลาน, จาลาน, ตะกร้อม, สะกรอม, เพ้ย, ปราน, ไปร, กร้อม, ผ้าน, คว้าย, ไคว, เพร่

ต้นแดง เป็นไม้ยืนต้นที่จัดอยู่ในวงศ์ย่อยเช่นเดียวกับต้นกระถิน กระถินเทพา กระถินณรงค์ เหรียง สะตอ ไมยราบ ชะเอมไทย และผักกระเฉด ต้นแดงมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ ชนิดที่เจริญเติบโตในป่าเบญจพรรณ มีขนาดของลำต้นใหญ่ กับชนิดที่เติบโตในป่าเต็งรัง ซึ่งมีลำต้นขนาดเล็กลงมา

1. ชนิดที่มีลำต้นขนาดใหญ่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Xylia xylocarpa มีใบเรียบเกลี้ยง มีต่อมที่ปลายเกสรตัวผู้ มักขึ้นตามป่าชื้นและป่าเบญจพรรณทางเหนือของไทย ไปจนถึงจ.สุราษฎร์ธานีทางภาคใต้

2. ชนิดที่มีลำต้นขนาดเล็ก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Xylia kerrii ชนิดนี้จะมีขนขึ้นปกคลุมบริเวณท้องใบ แต่ไม่มีต่อมที่ปลายเกสรตัวผู้ มักเจริญเติบโตอยู่ตามป่าเต็งรัง พบได้ประปรายในทุกภาคของประเทศไทย ยกเว้นภาคใต้ พบมากบริเวณป่าสัก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ต้นแดงเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ มีความสูงของลำต้นประมาณ 25-37 เมตร มีทรงพุ่มรูปทรงกลมและโปร่ง ลำต้นค่อนข้างเปลาตรง เปลือกลำต้นเรียบมีสีเทาอมแดงหรืออาจเป็นปุ่มปม ตกสะเก็ดเป็นแผ่นบางๆ มีชันจากเปลือกต้นเป็นสีแดง มีขนอ่อนสีเหลืองปกคลุมบริเวณที่เป็นยอดอ่อน เนื้อไม้เป็นสีแดงเรื่อๆ มีความละเอียด เหนียว แข็งแรงทนทานมาก

ใบดอกต้นแดง
เป็นใบประกอบแบบขนนก ก้านช่อใบยาวประมาณ 10-20 ซม. แต่ละก้านมีใบย่อยรูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนานอยู่ประมาณ 4-5 คู่ แผ่นใบบิดเบี้ยว ปลายใบมนหรือแหลม มีความกว้างประมาณ 3-7 ซม. ยาวประมาณ 7-20 ซม. ก้านใบย่อยยาวประมาณ 2-4 มม. บริเวณท้องใบที่แก่แล้วอาจมีขนขึ้นปกคลุมบ้างเล็กน้อย

ดอก
ออกเป็นช่อกลมแบบเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่ม ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของช่อดอกประมาณ 1.4 ซม. ก้านช่อดอกมีขนปกคลุมประปราย และยาวประมาณ 2-5 ซม. มีกลีบรองดอก 5 กลีบ ปกคลุมไปด้วยขนสีเหลือง ส่วนโคนเชื่อมติดกันคล้ายรูประฆัง และแยกออกจากกันที่ปลายกลีบ มีกลีบดอก 5 กลีบ บริเวณฐานกลีบติดกันเล็กน้อย มีเกสรตัวผู้ยื่นยาวออกมานอกดอกประมาณ 10 อัน ใบอ่อนและดอกจะออกมาพร้อมๆ กัน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม

ผล
มีลักษณะเป็นฝักแบนๆ เรียวยาวเป็นรูปขอบขนาน โค้งงอ และแข็ง ฝักมีสีน้ำตาลอมเทา เรียบ ไม่มีก้านไม่มีขนปกคลุม มีความยาวประมาณ 7-10 ซม. ฝักจะเริ่มแก่ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม และแตกออกเป็น 2 ซีกในแต่ละซีกจะมีลักษณะบิดงอ

เมล็ด
ภายในฝักจะมีเมล็ดสีน้ำตาล ลักษณะแบน ยาวรีหรือเกือบกลมอยู่ประมาณ 6-10 เมล็ด เปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง มีความกว้างของเมล็ดประมาณ 0.35-0.5 นิ้ว และยาวประมาณ 0.4-0.7 นิ้วฝักต้นแดง

การขยายพันธุ์
นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เนื่องจากทำให้ได้ต้นกล้าเป็นจำนวนมาก ต้นแดงจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีความชื้นและสามารถระบายน้ำได้ดี และเจริญได้ดีเช่นกันในพื้นที่ของภูเขาที่มีความลาดชันน้อย หรือบริเวณหุบเขาที่มีการระบายน้ำได้ดี มักพบว่าต้นแดงมีลำต้นเปลาตรงเมื่อเจริญในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีหน้าดินลึก ส่วนพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้นหรือพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นก้อนหิน มักจะทำให้ต้นแดงแตกกิ่งก้านต่ำๆ และแตกพุ่มใบมาก

ประโยชน์
มักนิยมปลูกเป็นไม้ประดับในที่โล่งแจ้ง หรือสวนสาธารณะ ต้นแดงมีระบบลากลึกและแผ่ขยายอย่างกว้างขวาง จึงเหมาะที่จะปลูกไว้เพื่อปรับปรุงป่าเสื่อมโทรม เนื่องจากสามารถรักษาความชุ่มชื้น รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน และช่วยชะลอการพังทลายของหน้าดินได้

ต้นแดงมีเนื้อไม้ที่ค่อนข้างแข็งแรงทนทาน ไม่ค่อยมีแมลงหรือปลวกเข้าทำลาย และทนไฟ ส่วนใหญ่จึงนำมาใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ตามความเหมาะสม กิ่งก้านของไม้แดงเมื่อใช้ทำฟืนจะให้ความร้อนที่สูง ส่วนเมล็ดก็สามารถนำมารับประทานได้ด้วยเมล็ดต้นแดง

สรรพคุณทางยา
เปลือก-ใช้เป็นยาสมานแผล ช่วยแก้อาการท้องร่วง
แก่น-ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต แก้ซางโลหิต แก้โรคกษัย ช่วยดับและแก้พิษ แก้ไข้กาฬ ช่วย แก้อาการท้องเสีย บรรเทาอาการปวดและอักเสบจากฝีชนิดต่างๆ
ดอก-ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ไข้

แม้ต้นแดงจะมีประโยชน์ และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากมาย แต่ปัจจุบันก็ไม่ค่อยนิยมปลูกกันมากนัก เนื่องจากเมื่อเทียบกับไม้โตเร็วชนิดอื่นแล้ว ไม้แดงจะให้ผลผลิตที่ช้ากว่ามาก