น้ำมันงูเห่า

By -

เตรียมได้โดยการเอาเปลวมันในตัวงูเห่าใส่ขวด ตากแดดจัดๆ จนเปลวมันละลาย ใส่เกลือไว้ก้นขวดเล็กน้อยเพื่อกันเหม็นเน่า

งูเห่ามีหลายชนิด จัดอยู่ในวงศ์ Elapidae ได้แก่

งูเห่าหม้อ หรือ งูเห่าไทย (Common Cobra หรือ Siamese Cobra) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naja naja kaouthia Lesson เป็นงูพิษขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ เมื่อโตเต็มที่มีความยาวราว ๑๓๐ ซม. ขนาดผ่าศูนย์กลางของลำตัวราว ๕ ซม. มีลวดลายสีสันแตกต่างออกไปในแต่ละตัว สีที่พบมากคือ สีเทาดำ นอกนั้นอาจมีสีน้ำตาลเข้ม เขียวหม่น หรือเขียวอม มักมีสีเดียวกันตลอดทั้งลำตัว ลวดลายบนตัวมีความหลากหลายมาก โดยเฉพาะลวดลายที่คอหรือดอกจัน

งูเห่าไทยที่พบบ่อยมีดอกจันเป็นวงกลมวงเดียว จึงมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า “Monocellate Cobra” บางชนิดมีดอกจันวงกลมตัดกัน ๒ วงคล้ายแว่นตา เรียก “งูเห่าแว่น” บางชนิดมีดอกจันรูปดอกส้านหรือลายตาอ้อย เรียก “งูเห่าดอกส้าน” บางชนิดมีลายดอกจันเป็นรูปอานม้า ก็เรียก “งูเห่าอานม้า”

มีงูเห่าไทยชนิดหนึ่งที่พบมากที่จังหวัดสุพรรณบุรี ชนิดนี้ลำตัวมีสีนวล และไม่มีดอกจัน เรียก “งูเห่าสีนวล”

และงูเห่าพ่นพิษ (Spitting Cobra) ซึ่งพบในประเทศไทยมี ๔ ชนิดย่อย ได้แก่

๑. งูเห่าด่างพ่นพิษ(Black and White Spitting Cobra) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naja naja siamensis Nutphand ชนิดย่อยนี้มีลักษณะคล้ายงูเห่าไทย แต่มีขนาดเล็กกว่า ลำตัวยาวราว ๘๐ ซม. ว่องไว ปราดเปรียว และดุกว่างูเห่าไทย พ่นพิษได้ไกลราว ๒ เมตร ลำตัวมีสีไม่แน่นอน สีด่างถึงขาว ดอกจันรูปตัวพยัญชนะยู(U) ในภาษาอังกฤษ บางทีเรียก “งูเห่าขี้เรื้อน” พบมากทางภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของไทย เช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และตาก นอกนั้นยังอาจพบทางภาคตะวันออกของประเทศ เช่น จันทบุรี ชลบุรี งูที่พบบริเวณนี้มักไม่มีลายด่างขาว

๒. งูเห่าทองพ่นพิษ(Golden Spitting Cobra) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naja sumatranus Var งูชนิดย่อยนี้มีลำตัวยาวราว ๙๐ ซม. มีสีเหลืองปลอดตลอดทั้งตัว บางตัวอาจมีสีเหลืองอมเขียว ไม่มีลายสีอื่นๆ
ไม่มีดอกจัน บนหลังคอและท้องสีขาว ภาคใต้เรียก “งูเห่าปลวก” งูชนิดนี้มีน้อย พบเฉพาะทางภาคใต้ เช่น ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พัทลุง และสตูล

๓. งูเห่าดำเกล็ดด่างพ่นพิษ (Black Spitting Cobra) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naja naja atra Cantor งูชนิดย่อยนี้มีสีดำปลอดตลอดทั้งลำตัว ไม่มีลายด่างหรือสีอื่นปน ท้องสีเทาคล้ำ โดยทั่วไปเกล็ดมักด้าน ไม่เป็นเงามันเหมือนงูเห่าอื่นๆ เกล็ดมักเรียงห่างกันจนเห็นหนังระหว่างเกล็ด ไม่มีดอกจัน พบทางภาคตะวันตกและภาคใต้ของประเทศไทย

๔. งูเห่าอีสานพ่นพิษ(Isan Spitting Cobra) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naja naja isanensis (Nutphand) งูชนิดย่อยนี้ลำตัวเล็กกว่าชนิดย่อยอื่นๆ ยาวราว ๖๐-๗๐ ซม. ดุ ว่องไว ปราดเปรียว พ่นพิษเก่งมาก มีสีเขียวอมเทา เขียวอมน้ำตาล หรือเขียวหม่นทั้งตัว ไม่มีลายชัดเจน มักไม่มีดอกจัน แต่บางตัวอาจมีดอกจันรูปตัวยู(U) ในภาษาอังกฤษชัดเจนกว่างูเห่าด่างพ่นพิษ พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย บางถิ่นเรียก “งูเห่าเป่าตา”

โบราณใช้งูเห่าทั้งตัวย่างไฟจนแห้งกรอบ ดองเหล้ากินแก้ปวดเมื่อย แก้ปวดหลัง และแก้ผอมแห้งแรงน้อยในสตรีที่หลังคลอดบุตร

หัวงูเห่า สุมไฟให้เป็นถ่าน มีรสเย็นเมา แก้ซางชักในเด็ก ลดความร้อน

กระดูกงูเห่า มีรสเมา ร้อน แก้พิษเลือดลม แก้จุกเสียด แก้กระษัย แก้ปวดเมื่อย แก้ซางตานขโมย และปรุงเป็นยาแก้แผลเนื้อร้ายต่างๆ

ดีงูเห่า มีรสขม ร้อน ผสมยาหยอดตา แก้ตาฝ้า ตาฟาง ตาแฉะ ตาต้อ และบดเป็นกระสายยาช่วยให้ฤทธิ์ยาแล่นเร็ว

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์