น้ำมันยาง

By -

ได้จากน้ำยางที่ไหลออกมาเมื่อใช้ไฟลนโพรงที่เจาะเข้าไปในลำต้นของต้นยางหลายชนิดที่อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae เช่นยางนา

๑. ยางนา มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Dipterocarpus alatus Roxb. ex G. Don บางถิ่นเรียก ยางขาว ยางนา ยางแม่น้ำ ยางหยวก(ทั่วไป) ยางตัง(ชุมพร) ยางกุง(เลย) ยางควย(หนองคาย) ยางเนิน(จันทบุรี) ราลอย(ส่วย-สุรินทร์) ทองหลัก(ละว้า) จะเตียล(เขมร) กาตีล(เขมร-ปราจีนบุรี) จ้อง(กะเหรี่ยง)

ต้นยางนาเป็นไม้ต้น อาจสูงได้ถึง ๕๐ เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนา ค่อนข้างเรียบ สีเทาอมขาว โคนต้นมักเป็นพูพอน หูใบสีเทาอมเหลือง มีขนนุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ หรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบทู่หรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างหนา มีขนประปราย ดอกออกเป็นช่อสั้นๆ ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีชมพู โคนกลีบเลี้ยงมีครีบตามยาว ๕ ครีบ โคนกลีบดอกเกยซ้อนเวียนเป็นรูปกังหัน ผลรูปกลมรี ยาว ๓-๔ ซม. มีครีบตามยาว ๕ ครีบ มีปีกยาว ๒ ปี ยาวไม่เกิน ๑๖ ซม. ปีกสั้น ๓ ปีก รูปหูหนู เส้นตามยาวและเส้นแขนงของปีกมักคดไปคดมาไม่เป็นระเบียบ

๒. ยางแดง มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Dipterocarpus turbinatus Gaertn. f. บางถิ่นเรียก ยางแคง(เพชรบูรณ์) ยางใบเลื่อม ยางหนู(เชียงราย)

ต้นยางแดงเป็นไม้ต้น อาจสูงได้ถึง ๔๐ เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนา แตกหรือเป็นสะเก็ดห้อยย้อยลง สีเทาแกมน้ำตาล โคนต้นไม่มีพูพอน กิ่งอ่อนเกลี้ยง หูใบมีขนสากสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบทู่หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบมนกว้าง แผ่นใบหนา เกลี้ยง ผิวด้านบนเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อสั้นๆ ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีชมพู โคนกลีบเลี้ยงเรียบหรือมีขนประปราย โคนกลีบดอกเกยซ้อนเวียนเป็นรูปกังหัน ผลรูปกลมรีถึงรูปกระสวย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน ๒.๕ ซม. ผิวเรียบเกลี้ยงและมีคราบขาว มีปีกยาว ๒ ปี ยาวได้ถึง ๑๒ ซม. ปีกสั้น ๓ ปีก ยาวราวกึ่งหนึ่งของตัวผล

๓. ยางพลวง มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Dipterocarpus tuberculatus Roxb. บางถิ่นเรียก กุง(อุบลราชธานี อุดรธานี ปราจีนบุรี) คลง(เขมร-บุรีรัมย์) คลอง(เขมร) ควง(พิษณุโลก สุโขทัย) ตึง(พายัพ) พลวง(ภาคกลาง)

ต้นยางพลวงเป็นไม้ต้น อาจสูงได้ถึง ๔๐ เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนาแตกเป็นร่องลึก สีเทา กิ่งอ่อนอวบเกลี้ยง มีรอยแผลใบ หูใบเกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ปลายใบมนกว้าง โคนใบหยักเว้าลึก แผ่นใบหนา เกลี้ยง ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อสั้นๆ เหนือรอยแผลใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีแดงอมม่วง โคนกลีบเลี้ยงเป็นสันหรือพู ๕ พู โคนกลีบดอกเกยซ้อนเวียนเป็นรูปกังหัน ผลรูปกรวย ส่วนที่อยู่ติดกับปีกเป็นพู ๕ พู แล้วค่อยๆ ตื้นขึ้นไปทางขั้วผล มีปีกยาว ๒ ปีก ยาวได้ถึง ๑๕ ซม. ปีกสั้น ๓ ปีก ยาวไม่เกินกึ่งหนึ่งของตัวผล

น้ำมันยางเป็นของเหลวข้น สีน้ำตาล ถึงดำปนเขียว หรือเทา มีกลิ่นเฉพาะ ได้จากการเจาะโพรงเข้าไปในต้นยางหลายชนิดแล้วเอาไฟลน น้ำยางจะไหลลงมาขังในแอ่งที่เจาะเอาไว้ ตักรวมกันใส่ไว้ในปี๊บ น้ำมันยางที่ได้มีชื่อสามัญว่า “Gurjun Balsam” หรือ “Gurjun Oil” เมื่อนำมากลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันระเหยง่ายในปริมาณสูง น้ำมันยางที่ได้จากต้นยางนา(Dipterocarpus alatus Roxb.) ใหน้ำมันระเหยง่ายราวร้อยละ ๗๐ น้ำมันยางที่ได้จากต้นยางแดง(Dipterocarpus turbinatus Gaertn. f.) ให้น้ำมันระเหยง่ายร้อยละ ๓๗-๘๒ น้ำมันยางที่ได้จากยางพลวง(Dipterocarpus tuberculatus Roxb.) ให้น้ำมันระเหยง่ายราวร้อยละ ๓๓-๗๐ น้ำมันระเหยง่ายนี้มีองค์ประกอบเคมีเป็น α-gurjunene และ β-gurjunene

การเจาะลำต้นของไม้ยางเพื่อเก็บน้ำมันยางนั้น ต้องเลือกต้นที่โตวัดขนาดผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า ๑๕๐ ซม. โดยวัดขนาดที่ระดับสูงจากพื้นดิน ๑๓๐ ซม. กำหนดจำนวนหลุมที่จะเจาะตามขนาดของลำต้น คือ ขนาดผ่าศูนย์กลาง ๑๕๐-๒๕๐ ซม. เจาะได้ไม่เกิน ๑ หลุม ขนาด ๒๕๐-๓๕๐ ซม. เจาะได้ไม่เกิน ๒ หลุม และขนาดที่โตกว่า ๓๐๐ ซม. เจาะได้ไม่เกิน ๓ หลุม หลุมที่เจาะต้องมีขนาดผ่าศูนย์กลางไม่เกิน ๓๐ ซม. ลึกไม่เกิน ๒๐ ซม. และห่างกันไม่น้อยกว่า ๕๐ ซม. โดยเจาะเป็นแอ่งหรือแนวลาดเฉียงลงด้านล่างเพื่อให้ก้นของหลุมเป็นที่เก็บน้ำมันที่ไหลซึมออกมา มักเริ่มเจาะตอนปลายฤดูฝน ราวเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนตุลาคม โดยห้ามเผาหรือกระทำการอื่นใดที่อาจทำให้ต้นไม้เป็นอันตราย

ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า น้ำมันยางมีรสร้อยเมาขื่น มีสรรพคุณห้ามหนองและสมานแผล ใช้ทาแผลเน่าเปื่อย แผลมีหนอง แผลโรคเรื้อน แก้โรคหนองใน

น้ำมันยางผสมกับเมล็ดกุยช่าย(Allium tuberosum Roxb.) คั่วให้เกรียม บดให้ละเอียด ใช้อุดฟันแก้ฟันผุ น้ำมันยาง ๑ ส่วนผสมกับแอลกอฮอล์กิน ๒ ส่วน กินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้แผลในทางเดินปัสสาวะ แก้มุตกิดระดูขาว จิบเป็นยาขับเสมหะ

***น้ำมันยางใช้ประโยชน์ได้มาก ใช้ทาไม้ ผสมชันอื่นๆ อุดยาแนวเรือ แนวรอยต่อไม้ใช้ยาตะกร้าที่ทำด้วยไม้ไผ่สำหรับใช้บรรจุน้ำ ใช้ผสมกับน้ำมันทัง(Tung oil) ทาฝาเรือน ตู้ โต๊ะ เครื่องเรือน ให้ขึ้นเงาดี ใช้ผสมกับขี้เลื่อยและเศษใบไม้เปลือกไม้ผุที่บดละเอียดห่อด้วยใบยางพลวง ทำ “ไต้” สำหรับจุดไฟ ใช้ทาร่มเพื่อป้องกันน้ำในงานหัตถกรรม เมื่อเอามากลั่นจะได้น้ำมันระเหยง่าย เอามาใช้ในอุตสาหกรรมทำสี น้ำมันชักเงา หมึกพิมพ์ เป็นต้น***

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์