บวบเหลี่ยม

By -

ลูกบวบเหลี่ยมได้จากต้นบวบเหลี่ยม ซึ่งมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Luffa acutangula Roxb. จัดอยู่ในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ หลายชื่อ เช่น มะนอย หมักนอย(เชียงใหม่) บวบหวาน(แม่ฮ่องสอน) มะนอยข้อง มะนอยเหลี่ยม(พายัพ)บวบเหลี่ยม

พืชชนิดนี้เป็นไม้เถามีอายุเพียงปีเดียว ยอดอ่อนมีขนนุ่ม ขนนี้จะค่อยๆ หลุดร่วงไปเมื่อแก่ ลำต้นเป็นเหลี่ยม ตามข้อมีมือเกาะเป็นเส้นยาว บางทีแยกเป็นหลายแขนง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน แผ่นใบรูป ๕-๗ เหลี่ยม ขอบใบมีรอยเว้าตื้นๆ โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ก้านใบเป็นเหลี่ยม ยาว ๔-๙ ซม. ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน และมักออกที่ซอกใบเดียวกัน อาจออกเป็นเดี่ยวๆ หรือออกเป็นช่อ ดอกตัวผู้มีกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันที่โคน ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ด้านนอกมีขนสั้นและอ่อนนุ่มปกคลุม กลีบดอกมี ๕ กลีบ รูปไข่กลับสีเหลือง เกสรตัวผู้มี ๓ อัน ดอกตัวเมียมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนดอกตัวผู้ รังไข่รูปขอบขนาน ท่อรังไข่รูปทรงกระบอก ปลายแยกเป็น ๓ แฉก ผลรูปทรงกระบอก ยาวราว ๒๐ ซม. โคนเรียวเล็ก มีเหลี่ยมเป็นสันคม ๑๐ สัน ตามความยาวของผล

ลูกบวบเหลี่ยมมีกรดแอมิโนหลายชนิด เช่น arginine, glycine, threonine, glutamic acid, leucine และมีสารขมชื่อ “ลุฟเฟอีน”(luffeine)

ลูกบวบเหลี่ยมสามารถนำมากินได้ มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เป็นยาเย็น บำรุงร่างกาย แก้ไข้ แก้ร้อนใน เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ยาขับเสมหะ และทำให้ชุ่มคอ

นอกนั้นส่วนอื่นของต้นยังใช้เป็นยาได้ น้ำต้มราก กินเป็นยาระบายและแก้อาการบวมน้ำ น้ำต้มใบกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้ระดูมาไม่เป็นปรกติ และขับเสมหะ

ใบ ตำเป็นยาพอกถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อยและแก้คัน

เนื้อเมล็ด กินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน ขับนิ่ว ขับพยาธิตัวกลม(ให้กินขณะท้องว่าง เด็กกินครั้งละราว ๓๐ เมล็ด ส่วนผู้ใหญ่กินครั้งละ ๔๐-๕๐ เมล็ด วันละครั้ง ติดต่อกัน ๒ วัน) แต่ถ้ากินมากๆ อาจทำให้อาเจียนได้ ใช้ปริมาณน้อยเป็นยาแก้บิดและยาขับเสมหะ

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์