บัวเบญจพรรณหมายถึงบัวอะไรบ้าง

By -

ดอกบัว

บัว
ในตำนานทางพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงดอกบัวว่า เป็น
ดอกไม้ที่มีกำเนิดขึ้นก่อนดอกไม้อื่นๆ ในโลก ดังปรากฏในหนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัยกถา มีความว่า ภูมิประเทศอันเป็นที่ตั้งแห่งพระรัตนบัลลังก์ ใต้ร่มพระมหาโพธิอันเป็นที่พุทธาภิเษกทรงพระวิมุตติเศวตบวรฉัตรนั้น เมื่อโลกถึงกาลอวสานแล้ว ที่อันนั้นจึงสลายต่อภายหลัง และ เมื่อตั้งโลกก็ตั้งในที่อันนั้นก่อน ที่ทั้งปวงตั้งขึ้นต่อภายหลัง

ณ สถานอันเป็นที่ตั้งแห่งพระรัตนบัลลังก์นี้ จะมีปทุมชาติกอหนึ่งเป็นบุพพนิมิต กอปทุมชาตินั้นถ้าไม่มีดอก แผ่นดินนั้นก็ห สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาอุบัติตรัสบมิได้ ถ้ามีดอกๆ หนึ่ง แผ่นดินนั้นก็จะมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ถ้ามี ๒, ๓, ๔, ๕ ดอก แผ่นดินนั้นก็จะมีพระพุทธเจ้า ๒, ๓, ๔, ๕ พระองค์ และดอกบัวนั้นถึงจะเป็น ๒, ๓, ๔, ๕ ดอก ก็คงมีก้านเพียงก้านเดียวเท่านั้น

ดังนี้ จะเห็นว่าดอกบัวได้รับการเชิดชูว่าเป็นดอกไม้ชนิดแรก ที่ปรากฏเมื่อเริ่มแผ่นดินมาทีเดียว และดอกบัวก็มีส่วนพัวพันกับพระพุทธศาสนามาโดยตลอด เริ่มแต่เมื่อพระพุทธองค์ประสูติแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไป ๗ ก้าว มีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท เป็นต้น และด้วยเหตุนั้นการบูชาพระจึงนิยมใช้ดอกบัวถือว่าได้อานิสงส์มากกว่าดอกไม้อื่นๆ ซึ่งมีเรื่องกล่าวไว้มากมายหลายแห่ง

คติเกี่ยวกับดอกบัวเห็นจะมีมาแต่ดึกดำบรรพ์หลายชาติหลายศาสนา มีเรื่องเกี่ยวกับดอกบัว เช่นชาวฮินดูถือว่า ดอกบัวมีกำเนิดทิพย์ เพราะชำแรกแทรกขึ้นมาจากโคลนตม ดุจดังจะหลบหลีกความสกปรกแห่งโคลนขึ้นมาฉะนั้น อัจฉริยบุคคลของฮินดูมักจะมีกำเนิดจากดอกบัว เช่นมีเรื่องกล่าวว่า เมื่อครั้งยังไม่มีแผ่นดิน มีแต่นํ้า พระวิษณุบรรทมอยู่เหนืออนันตนาคราช ขณะที่บรรทมหลับอยู่นั้น ได้มีดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภีดอกหนึ่ง มีพระพรหมอุบัติขึ้นในดอกบัวนั้น หรือที่ในรามเกียรติ์ตอนกำเนิดท้าว อโนมาตันปฐมกษัตริย์แห่งอยุธยามีกลอนกล่าวไว้ว่า

“บังเกิดเป็นปทุมเกสร
อรชรรับแสงพระสุริยฉาน
ขึ้นในอุทรแล้วเบิกบาน
มีพระกุมารโฉมยง
อยู่ในห้องดวงโกเมศ
ดั่งพรหมเรืองเดชครรไลหงส์
จึงพระจักรกฤษณ์ฤทธิรงค์
อุ้มองค์กุมารนั้นเหาะมา”

นอกจากนี้ในนิยายนิทานโบราณมากมายหลายเรื่อง ได้กล่าวถึงนางงามที่เกิดในดอกบัว ถ้าจะกล่าวถึงทั้งหมดก็จะยืดยาวนัก กล่าวเฉพาะในอินเดียเรื่องของดอกบัวมีส่วนพัวพันทั้งในพระพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู แต่ในพระพุทธศาสนาถือเอาดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญทั้งในด้านประติมากรรมและสถาปัตยกรรม รูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนดอกบัว หรือรูปพระอวโลกิเตศวรปัทมปาณีถือดอกบัวหรือสิ่งก่อสร้างในทางพระพุทธศาสนา จะต้องมีรูปดอกบัวตกแต่งอยู่ทั่วไป ชื่อคัมภีร์ของฝ่ายมหายานก็มีสัทธรรม ปุณฑริกสูตร ในเนปาลและทิเบตก็มีมนต์ที่นิยมกล่าวกันว่า“โอม มณิ ปัทเม หุม” (Om Mani Padme Hum) เป็นต้น

อนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์ว่า ในอียิปต์ก็เคยนิยมทำแท่นบูชาเป็นรูปดอกบัว เทพบางองค์ประทับบนดอกบัว เช่นเทพหอรัส (Horus) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้ข้อสังเกตว่า พานชนิดหนึ่งของอียิปต์ในสมัยโบราณเหมือนกับพานของไทยคือทำเป็นรูปกลีบบัว และมีผู้กล่าวว่าดอกไม้ประจำชาติของอียิปต์คือดอกบัว ผู้เขียนเคยศึกษารูปของฮาปิ (Hapi) ซึ่งถือกันว่าเป็นเทพารักษ์แห่งแม่นำไนล์หรือเป็นบิดาแห่งเทพเจ้า เพราะได้ระวังรักษาเทพทั้งหลายประดุจบิดาคุ้มครองบุตร ก็เห็นว่าเครื่องประดับของฮาปิคือมงกุฎทำด้วยต้นปาปิรัสอยู่ทางด้านเหนือและมีต้นบัวอยู่ทางด้านใต้ มีคำอธิบายว่า กิ่งปาปิรัสเป็นเครื่องหมายถึงแม่นํ้าไนล์ตอนเหนือ และต้นบัวเป็นเครื่องหมายของแม่นํ้าไนล์ตอนใต้

มีเรื่องน่าศึกษาต่อไปอีกว่า บัวของอียิปต์เป็นบัวอะไร ในหนังสือเล่มหนึ่งกล่าวว่า เคยมีผู้พบดอกบัวขาวฝังอยู่ในหลุมฝังศพของกษัตริย์ Rameses แห่งอียิปต์กว่าสามพันปีมาแล้ว และคิดว่าเป็นบัวหลวงซึ่งใช้ศัพท์สามัญว่า lotus จึงเรียกบัวนั้นว่า บัวศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำไนล์ ต่อมาได้มีผู้นำบัวแห้งดอกนั้นมาศึกษาลักษณะจึงรู้ว่าไม่ใช่บัวหลวง แต่เป็นอุบลชาติพันธุ์บานกลางคืนดอกสีขาว จึงได้ตั้งชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Nymphaea lotus Linn. ในอียิปต์ถือเป็นราชินีของดอกไม้ พบทั้งในภาพวาด ภาพแกะสลัก และดอกไม้แห้ง บูชาในปีรามิดของอียิปต์

ส่วนอินเดียที่ว่าใช้ดอกบัวเป็นดอกไม้ประจำชาตินั้น ผู้เขียนยังไม่ทราบว่าชนิดใด เท่าที่มีผู้สอบถามไปทางสถานทูตอินเดียก็ได้ความแต่เพียงว่าเรียก กมล หรือ กมลา และเป็นบัวบาน คำว่ากมลก็เป็นเพียงคำกลางเรียกบัวทั่วไป ไม่ใช่ชื่อเฉพาะพันธุ์ ดอกบัวมีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็แปลกสีแปลกกลิ่น กันออกไป และคนโบราณยังมีความเชื่อกันอีกว่าดอกบัวนั้นเกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์และพระจันทร์ กล่าวคือดอกบัวชนิดที่เรียกว่า บัวปทุม จะบานเมื่อต้องแสงพระอาทิตย์ ส่วนบัวอุบลจะบานเมื่อต้องแสงจันทร์

ในวรรณคดีมักจะกล่าวถึงบัวเบญจพรรณ แต่ก็ไม่มีใครทราบได้ว่าบัวเบญจพรรณที่กล่าวถึงนั้นจะหมายถึงบัว ๕ ชนิด หรือบัวอะไรบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านที่จะไม่ต้องพลิกดูหนังสือหลายเล่ม จะขอคัดคำวินิจฉัยเรื่องบัวเบญจพรรณของพระธรรมนิเทศทวยหาร ซึ่งตอบปัญหาของสมาคมวรรณคดี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ มารวมไว้ด้วย ดังนี้

ตามที่กล่าวในวรรณคดี ณ ที่ต่างๆ นั้น นึกถึงใจของผู้กล่าว ก็ดูจะหมายความเพียงว่า มีบัวอยู่หลายอย่างเท่านั้น จะไม่ถึงกับได้นับหนึ่งสองสามสี่ห้าแล้วลงไว้ตามนั้นจริงๆ นัก เช่นเดียวกันกับที่เรียกรวมๆ ว่า ไม้เบญจพรรณ จำนวนจริงในที่นั้นอาจมีมากกว่า ฤๅไม่ถึง ๕ ก็ได้ ที่ใช้ศัพท์ว่าเบญจพรรณ ก็ดูเป็นมุ่งให้เข้าที่มากกว่าอื่นแต่เหตุไรจึงเจาะจงเอาจำนวน ๕ และว่าไว้เหมือนๆกัน ทำไมไม่ว่า โทพรรณ ตรีพรรณ จัตวาพรรณ ฤๅหกพรรณ เจ็ดแปดเก้าสิบพรรณ บ้างเล่า จึงน่าจะลองนับดูสักที

การนับนั้น ถ้ามุ่งเพียงให้ได้บัวมา ๕ อย่าง ก็ไม่สู้ยาก เช่นใน พระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาตอนบุษบาเล่นธาร แห่งเดียวก็ได้พรรณนาไว้ถึง ๕ อย่าง คือ

นีลุบลพ้นน้ำขึ้นรำไร                     ตูมตั้งบังใบอรชร
ดอกขาวเหล่าแดงสลับสี              บานคลี่ขยายแย้มเกสร
บัวเผื่อนเกลื่อนกลาดในสาคร     บังอรเก็บเล่นกับนารี
นางทรงหักห้อยเป็นสายบัว          สรวมตัวกำนัลสาวศรี
แล้วปลิดกลีบปทุมมาลย์มากมี    เทวีลอยเล่นเป็นนาวา

เพียงเท่านี้ก็มีจำนวนถึง ๕ แล้ว คือ ๑ นีลุบล ๒ บัวขาว ๓ บัวแดง ๔ บัวเผื่อน ๕ บัวหลวง แต่จะยืนยันว่า ที่เรียกบัวเบญจพรรณในวรรณคดีไทยนั้น หมายเอา ๕ อย่างชุดนี้ ยังไม่ได้ก่อน เพราะยังไม่พบจังๆ ที่กล่าวไว้แห่งเดียวครบด้วยองค์ ๒ คือตั้งจำนวนรวมว่าเบญจพรรณเป็นส่วนอุเทศแล้ว ได้จำแนกหนึ่งสองสามสี่ห้าไว้เป็นส่วนนิเทศด้วย อีกประการหนึ่งชื่อบัวในภาษาไทยมีมากกว่า ๕ มากจนเรียกกันสับสน จึงกลับเป็นการยากที่จะยืนยันว่า บัวเบญจพรรณนั้นหมายเอาบัว ๕ อย่างชุดไหนแน่ ไม่สะดวกที่จะนับเหมือนชื่อบัวในมคธ ซึ่งจะนับอย่างไรก็ไปสุดลงที่จำนวน ๕ แม้ศัพท์บัวมากก็เพียงใช้เป็นไวพจน์ไม่ก้าวก่าย คงนับได้ ๕ อย่างอยู่นั่นเอง สมกับที่เรียกว่า บัวเบญจพรรณแท้ ทั้งศัพท์ที่แปลว่าเบญจพรรณก็ได้มีมาในมคธตรงๆ ด้วย แต่ยังไม่พบที่พรรณนาครบองค์ ๒ ดังกล่าวแล้ว เป็นแต่ครบจำนวน ๕ ด้วยนับ ผสมเอา อาจผิดพลาดได้ จึงควรกล่าวถึงการที่นับผสมแทรกไว้ในนี้ด้วยพอเป็นทางสอบสวน

ในมคธจัดบัวเป็น ๒ ชนิด และมีศัพท์เรียกประจำต่างหากกัน ดังนี้

๑. บัวสาย ก้านอ่อนไม่ชูตั้ง สมกับที่เรียกว่า บัวสาย และเกลี้ยงเหนียวไม่มีตุ่ม เป็นเครื่องเล่นได้อย่างหนึ่ง ซึ่งเหมาะแก่คำว่า “นางทรงหักห้อยเป็นสร้อยบัว สรวมตัวกำนัลสาวศรี” ดอกมีกระพุ้งน้อยกลีบแคบ ไม่พอที่จะลอยเล่นเป็นเรือได้ ตั้งต้นบานเวลาคํ่า จำพวกนี้มีชื่อรวมว่าอุบล ท่านจัดเป็นชนิดหนึ่ง เรียกว่า อุบลชาติ

๒. บัวหลวง ก้านเปราะและขรุขระเป็นตุ่มเล็กๆ แต่ว่าแข็ง สามารถชูดอกและให้ตั้งอยู่ได้โดยไม่มีนํ้าหล่อ ควรจะเรียกว่าบัวก้านให้เข้าคู่กับบัวสาย แต่เพราะดอกและใบใหญ่กว่าบัวสาย จึงได้เรียกว่าบัวหลวง ดอกมีกระพุ้งมาก ตั้งต้นบานเวลาเช้า กลีบกว้าง และค้อมมากจึงลอยนํ้าเล่นได้ เหมาะแก่คำว่า “แล้วปลิดกลีบประทุมมาลย์มากมี เทวีลอยเล่นเป็นนาวา” จำพวกนี้มีชื่อรวมว่า ประทุม ท่านจัดเป็นชนิดหนึ่ง เรียกว่าประทุมชาติ

ในทูเรนิทานแห่งอรรถกถาชาดก กล่าวไว้แห่งหนึ่งว่า ปญฺจวณฺณปทุมฺสญฺฉนฺนํ ดาดาษด้วยบัวเบญจพรรณ ในที่นี้เป็นแต่ตั้งจำนวนไว้ ไม่ได้จำแนกเหมือนแสดงว่าเป็นสิ่งที่เข้าใจกันอยู่เป็นพื้นฤๅมีระบุไว้ที่อื่นแล้ว ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง ทั้งใช้ศัพท์ปทุมะ ซึ่งผู้เรียนมคธย่อมเข้าใจว่า กินความถึงอุปปละด้วย โดยนยะอันเดียวกันกับในที่บางแห่ง เช่น อุปปลํว ยโถทเก เปรียบเหมือนอุบลที่เกิดในนํ้า ซึ่งกินความถึงประทุมด้วยฉะนั้น เพราะลำพังประทุมในมคธมีไม่ถึง ๕ จะนับอย่างไรก็ได้ตัวจริงเพียง ๒ โดยวัณณะเท่านั้น

ในคาถาเวสสันดรชาดก ตอนมหาพนกล่าวไว้ว่า ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา ดาดาษด้วยประทุมและอุบล ทั้งจำแนกไว้ว่า ตีณิอุปฺปลชาตานิ ฯลฯ อุบลชาติมี ๓ อย่าง คือขาบขาวแดง ส่วนประทุมระบุไว้แต่อย่างเดียวคือดอกขาว ทั้งได้กล่าวถึงบัวจงกลนีอีกอย่างหนึ่งด้วย จึงรวมเป็น ๕ แต่ถ้าถือเอาเกณฑ์ที่ตั้งไว้ว่า อุบลชาติ มี ๓ อย่าง โดยวัณณะดังนี้เป็นประมาณแล้ว ก็ต้องรวมจงกลนีเข้าในนั้น เพราะบัวจงกลนีตามที่เราเข้าใจกัน เป็นพรรณย่อยของบัวสายดอกเล็ก สายเล็กและลักษณะบางอย่างต่างกัน จึงเรียกชื่ออีกต่างหาก แต่โดยวัณณะไม่นับเป็นอย่างหนึ่ง จึงนับบัวในมหาชาติได้แต่เพียง ๔

ในบาฬีมุตตกวินิจฉัย ได้กล่าวถึงทั้งอุบลชาติและประทุมชาติ อุบลชาติออกชื่อได้ ๔ อย่าง คือ บัวขาบ บัวแดง บัวขาว บัวจงกลนี ประทุมชาติออกชื่อไว้ ๒ อย่าง คือประทุมและบุณฑริกรวมเป็น ๖ แต่ถ้ารวมจงกลนีเข้ากับบัวสาย โดยเหตุดังกล่าวแล้วข้างบน ก็เป็น ๕

ในอปัณณกชาดกกล่าวไว้ ๔ อย่าง คือ อุบล กุมุท ประทุม บุณฑริก ใน ๔ อย่างนี้ ๒ อย่างข้างต้นเป็นอุบลชาติ ๒ อย่าง ข้างหลังเป็นประทุมชาติ ขาดไป ๑ ไม่ครบ ๕

ในปปัญจสูทนี อรรถกถามัชฌิมนิกาย พรหมายุสูตร มิได้ตั้งจำนวนรวมว่า เบญจพรรณก็จริง แต่ได้ระบุจำนวนแยกไว้เป็นอย่างชัดเจนกว่าที่อื่นซึ่งเห็นมาดังนี้ว่า นีลุปฺปล0 เสตุปฺปล0 รตฺตุปุ ปล0 ปทุมํ ปุณฑรีก0 แห่งนี้แหละที่ในประถมสมโพธิ ฉบับสมเด็จกรมพระปรมานุชิตทรงไว้ว่า นีลอุบล เสตอุบล รัตตอุบล ประทุมชาติ ปุณฑริกชาติ สัตบงกชบัวขาว ถ้าไม่เทียบอาคตสถาน ก็ทำให้นับเป็น ๖ อย่าง ทั้งสัตบงกชบัวขาวด้วย ที่จริง ๕ เท่านั้น เพราะคำว่าสัตบงกชบัวขาว มิได้เป็นอีกอย่างหนึ่งต่างหาก เป็นอธิบายของคำว่า ปุณฑรีกชาตินั้นเอง ในสุมังคลวิลาสินีอรรถกถาทีฆนิกายมหาปทานสูตร์ ก็จำแนกไว้ชัดเจนอย่างนี้เหมือนกัน ต่างแต่ลำดับ รตฺตุปฺปลํ ไว้ก่อน เสตุปฺปลํ เท่านั้น

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า บัวเบญจพรรณในมคธ ควรจะเป็น ๕ อย่าง คือ ชนิดอุบล ๓ ชนิด ประทุม ๒ รวมเป็น ๕ ดังระบุไว้ใน ปปัณจสูทนีและสุมังคลวิลาสินีนั้น เพราะจะนับอย่างไรก็รวมอยู่ใน ๕ นี้ แต่คำว่าเบญจพรรณนั้นจะแปลว่า ๕ อย่าง ฤๅ ๕ สี เป็นปัญหาอยู่ด้วยแปลได้ทั้งสองอย่าง และหมายความต่างกัน ถ้าแปลว่า ๕ อย่างก็นับได้ง่าย เมื่อมีส่วนต่างกันก็นับเป็นอย่างหนึ่งได้ แต่ถ้าแปลว่า ๕ สีก็นับยาก เพราะสีต้องต่างกันจริงๆ ด้วย ถึงกระนั้น เมื่อพูดถึงบัว ๕ อย่างนี้แล้ว ก็อาจแปลศัพท์เบญจพรรณว่า ๕ สีได้ เพราะบัวทั้ง ๕ สีนี้ไม่เหมือนกัน และบางชนิดก็ต่างกัน ด้วยสีดอก แม้จะมีแดงขาวด้วยกัน ก็ยังแดงและขาวไม่เหมือน¬กัน คือ แดงของชนิดอุบลเป็นแดงจัด ของชนิดประทุมเป็น แดงนวล ซึ่งไม่ทราบจะเรียกว่าแดงอะไร นอกจากจะเทียบว่าคล้าย สีปูนแดง ส่วนขาวของชนิดอุบลเป็นขาวผ่องของชนิดประทุมเป็นสีขาวอมเขียวนิดๆ

อนึ่ง ศัพท์เบญจพรรณในมคธที่หมายถึงสีดอกไม้มักจะเอาสีขาบขึ้นต้น เช่น ปปัญจสูทนี อรรถกถามัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ แห่งหนึ่งกล่าวไว้ว่า นีลาทิปญฺจวณฺณกุสุมปฏิมณฺฑิตํ ประดับ แล้วด้วยไม้ดอก ๕ สี มีสีขาบเป็นต้น ดังนี้เป็นตัวอย่าง แม้ในเรื่องบัวก็เหมือนกัน ถ้ากล่าวถึงบัวสายหลายๆ อย่างแล้ว เป็นยกสีขาบขึ้นต้นเสมอ ถ้ากล่าวถึงบัวหลวงทั้งสองอย่างแล้ว เป็นยกเอาบุณฑริกไว้สุดท้ายเสมอ และถ้ากล่าวถึงทั้งบัวสายบัวหลวงในที่แห่งเดียวกันด้วยแล้ว เป็นลำดับของบัวสายไว้ก่อนเสมอ เพราะฉะนั้นจึงสันนิษฐานว่า บัวเบญจพรรณในมคธ ควรจะเป็นบัว ๕ อย่างที่ท่านระบุไว้ในปัญจสูทนี และสุมังคลวิลาสินี ซึ่งไปปรากฏอยู่ในประถมสมโพธิฉบับนั้น จึงขอกล่าวข้อปลีกย่อยที่มีอยู่ในบัว ๕ อย่างนั้นไว้ด้วย ดังนี้

๑. อุปฺปลํ ใช้ออกชื่อตนเองด้วย ใช้เรียกชื่อชาติของตนด้วย ใช้เป็นสาธารณะด้วย ที่ใช้ออกชื่อตนเองนั้น แม้ไม่มีนีละนำหน้าก็ต้องเข้าใจว่าบัวขาบ ที่ใช้เรียกชื่อชาติของตนนั้น แม้เพียงศัพท์เดียวกันก็หมายความถึงอุบลชาติทั้ง ๓ สี ที่ใช้เป็นสาธารณะนั้น แม้ไม่กล่าวถึงบัวหลวงก็กินความไปถึงด้วย เช่นในอุทาหรณ์ว่า อุปฺปลํว ยโถทเก เป็นตัวอย่าง ต่อใช้เรียงแถวกับพวกของตน ซึ่งมีรัตตะและเสตะนำหน้า จึงเรียกเต็มที่ว่า นีลุปฺปลํ

๒. รตฺตุปฺปลํ เป็นศัพท์ผสม แปลว่าอุบลแดง ยังไม่พบชื่อเฉพาะ

๓. เสตุปฺปลํ เป็นศัพท์ผสม แปลว่าอุบลขาว มีชื่อเฉพาะว่า กุมุท และศัพท์กุมุทนี้เป็นพวกอุบลแน่นอน ไม่ใช่พวกประทุม มีคำว่า กุบุทุปฺปลานิ ซึ่งแปลว่าดอกอุบลชื่อกุมุท ในอรรถกถาธรรมบทเป็นเครื่องตัดสิน

๔. ปทุมํ ใช้เป็นสาธารณะด้วย สำหรับชาติของตนด้วย สำหรับชื่อของตนด้วย ใช้เป็นสาธารณะนั้น แม่ไม่กล่าวถึงพวกอุบล ก็กินความไปถึงด้วย เช่นในอุทาหรณ์ว่า “ปญฺจวณฺณปทุมสญฺฉนฺนํ” เป็นตัวอย่าง สำหรับชาติของตนนั้นได้แก่ที่เรียกว่าประทุมชาติ ย่อมหมายความถึงบุณฑริกด้วย สำหรับชื่อของตนนั้นคือหมายความจำกัดเฉพาะบัวหลวงอย่างแดงเท่านั้น โดยไม่ต้องมีศัพท์ผสมและที่ความหมายจำกัดดังนี้ มีชื่อเฉพาะว่า โกกนท คำว่าโกกนทเป็นบัวหลวงอย่างดอกแดงแน่นอน เพราะมีคำว่า “ปทุม0 ยถา โกกนทํ สุคนฺธํ ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธ0” ในอรรถกถาชาดกและธรรมบทเป็นเครื่องตัดสินในคำนั้นบ่งชัดว่า โกกนท เป็นบัวหลวงอย่างดอกแดง ชื่อเรียกเป็นสามัญว่าประทุม ทั้งระบุไว้ด้วยว่าตั้งต้นบานเวลาเช้า และในอภิธานนัปปทีปิกา ก็บอกว่าบัวแดง จึงยุติว่า ประทุมกับโกกนทเป็นสิ่งเดียวกัน

๕. ปุณฺฑรีกํ บัวหลวงอย่างดอกขาว ที่ทราบเป็นชนิดบัวหลวงนั้นมีหลักฐานแน่นอน เพราะในที่ทุกแห่งถ้ากล่าวถึงบัวหลวงด้วยแล้ว ชื่อนี้เป็นควบอยู่กับประทุมเสมอ ไม่เข้าพวกกับอุบลเลยในอภิธานนัปปทีปิกาก็ว่าบัวขาว ที่เล่าเรียนกันมาก็ว่าบัวขาว แต่เสียงที่ว่าปุณฑรีกนั้นไม่ถูกหูและลิ้นไทยเป็นแน่ จึงไม่มีใครเรียกว่าปุณฑรีก ถ้าจะให้ไพเราะก็เรียกว่าปุณฑรีกชาติ มิฉะนั้น ก็ผสมศัพท์เอาใหม่ว่าสัตบงกช ดังมีแจ้งในประถมสมโพธิฉบับนั้น ทั้งอรรถทั้งแปลว่าปุณฑรีกชาติสัตบงกชบัวขาว ดังนี้ คำว่า สัตบงกช ฟังดูเป็นศัพท์ก็จริงแต่ที่ผสมอย่างนี้ไม่เคยพบในมคธ เฉพาะคำว่าบงกช เป็นมคธ และเป็นไวพจน์ของศัพท์ที่แปลว่า บัว แต่ที่ผสมว่าสัตบงกช หาใช่สำนวนที่เคยพบในภาษามคธไม่ ถ้าจะว่าเป็นศัพท์มคธก็ต้องเป็นมคธที่ผสมขึ้นในเมืองไทยนี้เอง เพราะการใช้ศัพท์มคธเรามีวิธีอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องถือเอาให้สะดวกแก่หูและลิ้นของเราด้วย แม้แต่กุมุทบัวขาวชนิดอุบลยังไม่เรียก ตามเดิมว่ากุมุท นอกจากในหนังสือที่แปลมาตรงๆ คำสามัญชอบเรียกว่า โกมุท เช่น ในบทเพลงลาวคำหอมว่า โอ้เจ้าดวงพวงโกมุท เป็นตัวอย่าง

อันที่จริง บัวหลวงที่เราทราบกันอยู่นั้นมีถึง ๔ อย่าง คือดอกฉลวยอย่าง ๑ ดอกป้อมอย่างหนึ่ง และมีสีแดงสีขาวด้วยกันทั้งสองอย่าง คือดอกฉลวยก็มีทั้งแดงทั้งขาว ดอกป้อมก็มีทั้งแดงทั้งขาว จึงแยกเป็น ๔ แต่ในมคธนับเอาสีดอก ไม่นับสัณฐานจึงรวมเป็น ๒ ประทุม ๑ ปุณฑริก ๑ ด้วยประการฉะนี้ ถึงอย่างนั้นก็ยังตอบไม่ได้ว่า บัวเบญจพรรณในวรรณคดีไทย ได้แก่ ๕ อย่าง ดังกล่าวมา เพราะฉะนั้นต้องขอย้อนไปกล่าวถึงตำราไทยอีกนิดหน่อย ดังต่อไปนี้

ในตำรายาไทยชื่อ ครรภรักษา ได้กล่าวถึงบัว ๕ อย่างครบด้วยองค์ ๒ คือ มีทั้งอุเทศและนิเทศ แต่เรียกว่าบัวนํ้าทั้งห้าและผสมไม่เหมือนกัน ตามที่ทราบมามีถึง ๓ ชุด ดังนี้

ในตำราของท่านพระยาพิษณุฯ กล่าวไว้ว่า
บัวนํ้าทั้งห้าคือ สัตบุษย์ ๑ สัตบรรณ ๑ ลินจง ๑ จงกลนี ๑ นีลุบล ๑ ตำรานี้เป็นฉบับที่ได้ชำระสอบสวนแล้ว และเป็นตำรับเรียนของหมอไทยเป็นที่นิยมเชื่อถือในหมู่หมอ มิใช่ฉบับที่เย้ยหยันกันว่า ดินอปะระสิวอขาวอ กินกไดทากได และในตำราของท่าน พระเทวพรหมา ก็ได้กล่าวไว้ตรงกันอย่างนี้

ของท่านพระยาแพทย์พงศาฯ
บัวเผื่อน ๑ บัวผัน ๑ สัตบุษย์ ๑ สัตบรรณ ๑ สัตบงกช ๑

ของหมอไทยทั่วไปที่ใช้กันมาก
บัวเผื่อน ๑ บัวผัน ๑ สัตบุษย์ ๑ สัตบรรณ ๑ บัวขม ๑

แม้ถึงเช่นนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่า บัว ๕ อย่างชุดไหน เรียกเบญจพรรณในวรรณคดีไทย ให้นึกสงสัยไม่หาย ว่าจะเป็นคำพูดรวมๆ ส่งเดชไว้ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แม้ที่ชี้แจงมานี้เล่า ก็ดูเป็นเรื่องยุ่งยิ่งกว่าเป็นความรู้ แต่ได้เขียนมาทั้งทีแล้ว ก็ควรมุ่งให้เป็นคุณประโยชน์บ้าง คือบัวไทยทั้งสิ้นตามที่มีชื่อแล้วนั้นมีหลายอย่างทีเดียว ที่ยังเรียกกันสับสน บัวอย่างเดียวกัน ฝ่ายหนึ่งเรียกดังนี้ แต่ฝ่ายหมอและชาวสวนชาวนา ซึ่งมีธุระกับดอกบัวสายบัวนั้น เรียกกันอย่างหนึ่ง จะพึ่งปทานุกรมให้ตัดสินก็ไม่ตลอดเพราะบอกลักษณะไว้ก็มี ไม่บอกก็มี แย้งกับที่อื่นก็มี จงกล บอกว่าชื่อ บัวชนิดหนึ่ง แต่เป็นพวกบัวสายหรือบัวหลวงและดอกสีอะไรก็ไม่ได้บอก ลินจง ว่าชื่อบัวชนิดหนึ่ง ชนิดอะไร สีอะไรไม่บอกอีก สัตบรรณก็แบบเดียวกัน สัตบงกชบอกว่าสีแดงแก่ดอกป้อมแย้งกับ พระนิพนธ์ประถมสมโพธิที่ทรงไว้ว่าสีขาว สัตบุษย์บอกว่าคล้าย สัตบงกช แต่สีขาว ส่วนชาวสวนที่ปลูกบัวต่างๆ ขาย ว่าดอก¬ฉลวยคู่กับบัวหลวงดูออกจะยุ่ง อีกประการหนึ่งเมื่อเบญจพรรณในเรื่องบัวเป็นปัญหาได้ แม้ในเรื่องอื่นก็ต้องเป็นได้เหมือนกัน

การที่คัดเรื่องบัวเบญจพรรณมาลงไว้ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อความสะดวกในการศึกษา เพราะเป็นการค้นคว้าสอบสวนที่ละเอียดดีมากจนได้รับคำชมเชยจากที่ประชุมว่าดีมาก ลำพังผู้เขียนเองก็หมดปัญญา ที่จะสอบสวนทีเดียว แต่ถึงกระนั้น เรื่องของบัวก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาสรุปเอาง่ายๆ เพราะถ้าอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับบัวก็จะพบข้อขัดแย้งอยู่ร่ำไปในเรื่องบัวเบญจพรรณข้างต้น อ้างหนังสือประถมสมโพธิว่ามีคำ “ปุณฑรีกชาติสัตบงกชบัวขาว” ซึ่งในหนังสือ “ชื่อ พรรณไม้แห่งประเทศไทย” ของกรมป่าไม้ อธิบายถึงดอกบัวหลวง ว่ามีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera และอธิบายขยายความว่า ถ้าเรียก “สัตตบงกช” ก็เป็นพรรณดอกแดงซ้อนทรงป้อม ถ้าเรียก “สัตตบุษย์” ก็เป็นชนิดดอกขาวซ้อน ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ยืนยันว่าทั้งสองชื่อนี้อยู่ในวงศ์ตระกูลเดียวกัน (Nymphaeaceae) ต่างกันแต่สีเท่านั้น ใครจะถูกใครจะผิดก็ไม่ทราบ

ในหนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัยกถาพรรณนาถึงดอกบัวใน คุณาลสระไว้ ๕ ชนิด คือ “อุปลํ คือ อุบลเขียว เขียวชื่นเขียวสด เล่ห์ประหนึ่งว่าหยาดนํ้าจะหยดจะย้อยลง ปทุมํ คือ บัวแดง แดง บรรจง แดงงาม ยิ่งกว่าชาดแต้ม นลินํ คือบัวขาว ขาวงามสะอาด และขาวละออ เล่ห์ดังเอาผ้าขาวโขมพัสตร์ไปปูลาดไว้ สตฺปตฺตํ คือ สัตบันชูดอกไสวบานกระจายกลิ่นอยู่สะพรึบ กุมุทํ คือดอกกุมุท ตูมในกลางวัน ต้องแสงพระจันทร์จึงบานในราตรี โสคนธิกํ คือจงกลนีงามดังสีแก้วบานเป็นแถวๆ แลละลิ่วล้วนละลานตา” ดอกกุมุทนั้นถ้าเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานดูก็จะพบคำอธิบายสั้นๆ ว่า “บัว, บัวขาว, บัวสาย” อ่านแล้วก็ยังต้อง ตีความต่อไปอีก แต่ในหนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัยกถาได้พรรณนาไว้อย่างพิสดารว่า “ดอกกุมุททั้งหลายนั้น บานด้วยแสงจันทร์ บานในกลางคืน ส่งกลิ่นหอมอันรวยรื่น ควรจะชมเชยบันเทิงใจบรรเทา ร้อนในลำดับป่ากุมุทแดงนั้น ถ้าป่ากุมุทขาวกว้างได้ถึงโยชน์ กุมุทขาวทั้งหลายนั้นก็บานด้วยจันทรรังสี บานในราตรีสีขาว ระดาดาษอย่างประหนึ่งว่า เอาผ้าขาวไปปูลาดไว้ ถัดป่ากุมุทขาวออกไปถึงป่ากุมุทเขียว เขียวขจิตรเปรียบประดุจแก้วอินทนิล ทั้งกลิ่นก็หอมงามบริสุทธิ์สะอาด”

สรุปว่าดอกกุมุทมี ๓ สี คือ กุมุทแดง กุมุทขาว และ กุมุทเขียว เช่นเดียวกับอุบลซึ่งมีทั้งแดง ขาว เขียว

ผู้เขียนได้ลองจำแนกความสำคัญของดอกบัวที่เราได้นำมาใช้เรียกสิ่งของและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑. เป็นดอกไม้ประจำพระพุทธศาสนา ที่ว่าเป็นดอกไม้ประจำ พระพุทธศาสนานั้น เราก็อาจจะเห็นได้จากโบราณวัตถุ เช่นที่พระพุทธรูปคันธารราษฎร์ปางมหาปาฏิหาริย์อันเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่องค์หนึ่ง ซึ่งมิได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แม้จีนและทิเบตก็มี เหมือนกัน อีกประการหนึ่งกล่าวกันว่า ที่จังกมนะอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในจำนวน ๗ แห่งของประเทศอินเดียนั้น ก็มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ๑๐ รอย ซึ่งเกิดจากการเสด็จจงกรมไปมา และรอยเหล่านี้ได้สร้างขึ้นเป็นรูปดอกบัวทั้งสิ้น และดอกไม้ที่เราใช้บูชาพระก็มักใช้ดอกบัวซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ประจำพระพุทธศาสนามาตั้งแต่กาลก่อนนั้นแล้ว อนึ่ง พระพุทธองค์ก็ได้ทรงเปรียบบัวว่าเหมือนกับบุคคลที่จะรับคำสั่งสอนของพระองค์ คือทรงอ้างถึงดอกบัวสี่เหล่า บางเหล่าเพิ่งจะแตกออกจากเหง้าจมอยู่ใต้นํ้า บางเหล่าก็เจริญขึ้นมาเกือบถึงผิวน้ำ บางเหล่าก็ขึ้นมาเสมอนํ้า บางเหล่าก็ชูดอกขึ้นพ้นนํ้า บัวที่ชูดอกพ้นนํ้านั้นเมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็จักบานในวันนี้ บัวที่ขึ้นมาเสมอนํ้าจักบานในวันพรุ่งนี้ บัวที่ปริ่มนํ้าคือยังไม่ถึงผิวนํ้าดีจักบานในวันต่อไป ส่วนที่อยู่ใต้นํ้าเพิ่งแตกจากเหง้านั้นมีโอกาสบานยาก ดอกบัวมีโอกาสที่จะบานได้ต่างกันฉันใด เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ก็ต่างกันฉันนั้น ด้วยผู้มีกิเลสน้อย มีอินทรีย์แก่กล้า สามารถเข้าใจ คำสั่งสอนได้ง่าย ก็อาจรู้ธรรมพิเศษได้รวดเร็ว ส่วนผู้ที่มีกิเลสหนา ศรัทธาและความเข้าใจช้าหน่อยก็บรรลุธรรมได้ไม่ถึงขนาด ยิ่งพวกที่ไม่เอาใจใส่ ไม่ยอมรับรู้อะไรเสียเลยด้วยแล้ว ก็ยิ่งยากที่จะสั่งสอนเหมือนบัวเพิ่งโผล่จากเหง้า จะพ้นจากปากเต่า ปากปลาหรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ

๒. เป็นลวดลายใช้ในการก่อสร้าง ในข้อนี้เราจะเห็นได้จากฐานพระพุทธรูป ซึ่งทำเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย กับตามปลายเสาโบสถ์วิหาร หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ดังสุนทรภู่ได้พรรณนาไว้ในนิราศพระบาทว่า

“พื้นผนังหลังบัวที่ฐานปัทม์
เป็นครุฑอัดยัดเหยียบภุชงค์ขยำ”

ความข้อนี้ถ้าจะศึกษาให้ละเอียดแล้วจะต้องศึกษาเรื่องสถาปัตยกรรมของอินเดียและไทยอย่างละเอียดจึงจะเห็นได้ชัดเจน ในอินเดียมีรูปดอกบัวหลายแห่ง และทำในลักษณะต่างๆ กัน

๓. เป็นชื่อคน ในข้อนี้เราจะเห็นตัวอย่างได้มากมาย เป็นต้นว่าในหนังสือ “ขุนช้างขุนแผน” ก็มีบัวคลี่ ในนิทานเวตาลก็มีนางปัทมาวดี ในพระอภัยมณีก็มีนางปทุมเกสร อนึ่ง พระนมของพระนารายณ์มหาราชก็มีชื่อ บัว ซึ่งเรียกกันว่า เจ้าแม่วัดดุสิต เป็นต้น เกือบจะกล่าวได้ว่าในหนังสือวรรณคดีแทบทุกเรื่องจะต้องกล่าวถึงบัวหรือมีคนชื่อบัว คนไทยเอานามของดอกบัวมาตั้งเป็นชื่อกันมาก

๔. เป็นชื่อขนม ชื่อขนมนี้เท่าที่รู้และได้ยินมานับว่ามีน้อยมาก และที่รู้กันดาดดื่นก็คือ ขนมบัวลอย และลูกบัวเปียก กล่าวกันว่าในอียิปต์ เมล็ดบัวเป็นอาหารสำคัญอย่างหนึ่งทีเดียว (อียิปต์ ถือดอกบัวเป็นดอกไม้ประจำชาติ) และมีขึ้นอยู่ตามสองฝั่งแม่น้ำไนล์ ตามภาพสลักเก่าๆ ของอียิปต์มีภาพบัวอยู่มากแห่ง เมืองจีนก็นิยมเมล็ดบัวกันมาก

๕. เป็นชื่อตำบล เมือง วัด ข้อนี้นับว่ามีมากพอๆ กัน กับข้อ ๓ เพราะไทยเรานิยมเอาชื่อดอกบัวมาขนานนาม เช่น ตำบล คลองสระบัว (เพราะมีบัวมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา) อำเภอลาดบัวหลวง, จังหวัดอุบลราชธานี ในนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ก็กล่าวไว้ว่า “ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี ชื่อประทุมธานี เพราะมีบัว” นอกจากนี้ยังเป็นชื่อวัด เช่น วัดปทุมคงคา วัดสระบัว วัดสระปทุม วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) เป็นต้น

๖. เป็นชื่อเครื่องใช้บางอย่าง เช่น ฝักบัวสำหรับรดนํ้า โคมบัว กระทะใบบัว กบบัว

๗. ในการกวีนิพนธ์ นักกวีมักจะเปรียบดอกบัวกับถันของผู้หญิงดังสุนทรภู่ว่า “นามปทุมคิดปทุมที่พุ่มถัน” หรือ “เคยพบพานโฉมเฉลาที่เขาทอง ชวนเข้าถํ้าคลำพุ่มปทุมทิพย์” และในอนิรุทธคำฉันท์ว่า “บัวตูมติดขั้วบังใบท้าวไท ว่าเต้าสุดาดวงมาลย์” หรือในทวาทศมาสว่า “คิดคลึงบัวมาศสร้อย สระศรี” นอกจากนี้ ยังมีกล่าวในเพลงโคราชอีก เช่น “ตัวน้องเปรียบเหมือนบัวในบึง ตัวพี่เปรียบเหมือนผึ้งร่วมพุ่ม มาเจอะอีแม่เต้าบัวตูม ในเมื่อกำลังจะตั้ง อีแม่บัวหลวงช่างผุด อยู่ในลำอุททะกังลัย”

นอกจากนี้คนโบราณยังนำเอาดอกบัวไปเปรียบเป็นเครื่องหมายอย่างอื่นๆ อีก เช่น เปรียบพระทัยของพระพุทธเจ้าว่า เหมือนดอกบัว “หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว” และในตำราพราหมณ์ว่าดอกบัวเป็นเครื่องหมายของมดลูก

อนึ่ง ตามคัมภีร์เก่าๆ เช่น ไตรติริยสันหิตา ซึ่งเป็นของพวกพราหมณ์นั้น ก็ได้กล่าวถึงกำเนิดของเทพบางองค์ เช่นพระลักษมีเทวีแห่งโชคว่า ในขณะที่ผุดขึ้นมาจากทะเล (คราวเทวดา และอสูรกวนเกษียรสมุทรทำนํ้าอมฤต) นั้น ก็นั่งมาในดอกบัว และมือก็ถือดอกบัวด้วย จึงมีนามอีกนามหนึ่งว่าปัทมา หรือกมลา ฉะนั้นในเวลาสรงสนานเทวรูปพระลักษมีจึงต้องใช้ดอกบัวลอยในนํ้า เพราะถือว่าดอกบัวเป็นดอกไม้ประจำองค์พระลักษมี และใช่ว่าดอกบัวจะมีแต่พระลักษมีองค์เดียวก็หามิได้ หากพระสุรัสวดี ผู้เป็นเจ้าแม่แห่งการศึกษาก็ปรากฏว่าถือดอกบัวด้วย และยังมีเทพอีกหลายองค์ที่ถือดอกบัว เป็นต้นว่า พระคงคา พระอัคนี พระ อาทิตย์ เป็นต้น

อนึ่ง เพื่อให้เรื่องราวเกี่ยวกับดอกบัวละเอียดเท่าที่ควรจึงขอคัดเรื่องทางฝ่ายจีนมารวมไว้ด้วย ตำนานทางฝ่ายจีนนั้น พระเจนจีนอักษร ได้แปลจากหนังสือจีน (ยังไม่เคยพิมพ์) เข้าใจว่าจะเป็นประโยชน์ในทางตำนานอยู่บ้าง

เหนยฮวย (ดอกบัว)
เหนยฮวยมีหลายชื่อ เช่น อ๋อฮวย จุ๊ยจือ เจ๊กจือ จุ๊ยหุน จุ๊ยฮวย จุ๊ยตั่ง เง็กหวน ในเขตทะเลหลำไฮ้ (ทะเลฝ่ายทิศหัวนอน) ที่แม่นํ้าแห่งหนึ่งมีสุยเหนย (บัวนอน) เวลากลางคืนใบแลดอก สุยเหนยก็จมลงในนํ้า ต่อรุ่งขึ้นเวลาเช้าใบและดอกสุยเหนยจึงลอยขึ้นอยู่บนนํ้า

จุ๊ยโอ๋ว (บึง) ในแขวงเมืองชังจิ่วมีกิมเหนยฮวย (ดอกบัวเหลืองสีทอง) ดอกกิมเหนยฮวยนั้นคล้ายผีเสื้อ พวกผู้หญิงเก็บเอามาปักผม และนับถือเป็นของป้องกันป่วยไข้

ที่ตำบลแห่งหนึ่ง (หนังสือเดิมไม่ปรากฏว่าอยู่แขวงเมืองใด) มีแปะจื้อเหนย (บัวร้อยเมล็ด) ใบใหญ่เท่าร่ม ดอกโตสีแดง

เมื่อวงศ์ไซรห่างระหว่างแผ่นดินพระเจ้าสีจงเห่าบู๊ฮองเต้ (พระเจ้าสี่จงเห่าบู๊ฮองเต้ขึ้นครองราชสมบัติปีชินทิ้วตรงปีฉลู พุทธศักราชล่วง ๔๐๕ ปี ลำดับกษัตริย์ที่ ๖ ขนานนามแผ่นดินว่า เกี๋ยนหงวน หงวนกวง หงวนซวก หงวนซิ้ว หงวนฮง ไถ่ชอ เทียนห่าง ไถ่สี้ เจงหัว อ๋าวหงวน พระเจ้าสี่จงเห่าบู๊ฮองเต้อยู่ในราชสมบัติ ๕๔ ปี) ที่ชายทะเลตังไฮ้ (ทะเลฝ่ายทิศตะวันออก) มีกลีบอั๋งเหนยฮวย (บัวแดง) ยาวตึ๋งเศษ (๑๐ ฉุ่นเป็นเชียะ ๑๐ เชียะเป็นตึ๋ง ฉุ่นตรงกับนิ้ว) ลอยมา ในกลีบอั๋งเหนยฮวยมีคนหนวดยาวงามสีหน้าเหมือนเง็ก (หยก) มีเขาขึ้นบนศีรษะ ๑ เขา แต่เบื้องล่างนั้น นุ่งใบไม้ นอนดูหนังสือมาในกลีบอั๋งเหนยฮวยคนหนึ่ง คิมเทียนกํ่า (โหร) ตรวจดูฤกษ์บนแล้วพูดว่าคนที่นอนมาในกลีบอั๋งเหนยฮวย นั้นคือดาวไถ่อิดแช

ในระหว่างวงศ์จิ่น (ลำดับวงศ์กษัตริย์จีนและจำนวนปีในรัชกาลมีอยู่ในเรื่องดอกหลัง) ราษฎรแขวงอำเภอเก๋าอิ่วกู้ย ชื่อเตียฉุน ไปหาเง่าบัวที่ไต่จุ๊ยโอ๋ว (บึงใหญ่) เตียงฉุนขุดพบเง่าบัวใหญ่เกินประมาณ ก็ขุดลึกลงไปถึง ๒ ตึ๋งเศษ ครั้นเอาเง่าบัวขึ้นมา แล้วมีกระบี่อยู่ในเง่าบัว ๑ เล่ม ยาว ๒ เชียะเศษ เหล็กกระบี่นั้นสีเขียวแก่ค่อนข้างจะดำแต่มีสนิม

วงศ์ถังระหว่างแผ่นดินเทียนป๊อ (พระเจ้าหงวนจงเหมงฮองเต้ ขึ้นครองราชสมบัติปีกุ่ยทิ้ว ตรงปีฉลูจุลศักราช ๗๕ ปี ลำดับกษัตริย์ ที่ ๖ ในวงศ์ถัง ขนานแผ่นดินว่า คายหงวนเทียนป๊อ พระเจ้าหงวนจงเหมงฮองเต้อยู่ในราชสมบัติ ๔๓ ปี) ที่ไถ่เอ็กตี่ (สระนํ้าในสวนหลวง) ดอกบัวขาวบานบริบูรณ์ พระเจ้าหงวนจงเหมงฮองเต้ พร้อมด้วยอ๋องฮุย (สนมเอก) เสด็จไปชมดอกบัว พระเจ้าหงวนจงเหมงฮองเต้ชี้พระหัตถ์ตรงอ๋องฮุย แล้วรับสั่งแก่ข้าราชการฝ่ายในซึ่งตามเสด็จว่า ผิวพรรณของอ๋องฮุยนี้ประหนึ่งดอกไม้เว้นเสียแต่พูดได้

วงศ์ถังระหว่างแผ่นดินพระเจ้าหงวนเหมงจงฮองเต้ (หนังสือเดิมไม่ปรากฏว่าปีใด) ที่แม่นํ้าแห่งหนึ่งมีบัวประหลาด บัวก้านหนึ่งมี ๓ ดอก ชาวชนที่ใกล้เคียงชักชวนกันไปชมเป็นอันมาก

ในหนังสือจดหมายระยะทางไปพิษณุโลก พระนิพนธ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงบันทึกถึงเรื่องบัวที่เมืองพิจิตรไว้ว่า “บัวที่ปลูกชาวบ้านว่ามี ๔ ชนิด เก็บได้สามคราว คราวที่ ๑ เป็นบัวแก่เร็ว เรียกชื่อบัวสายพาด ขึ้นพอพ้นนํ้าก็แก่ เก็บได้คราวที่ ๒ เป็นบัวแก่กลางเรียกชื่อบัวกระโดงไชยสูงนํ้ามาก จึงแก่ กับบัวกระโดงเตี้ย สูงนํ้าประมาณศอกหนึ่งแก่ เก็บได้คราวที่ ๓ เป็นบัวแก่ช้า เรียกบัวจีโบ ว่าหลุบเหมือนผมฝรั่ง”

ที่มา:ส.พลายน้อย