การใช้ประโยชน์จากต้นรัก

By -

ดอกรักขาว
ในเวลาแต่งงาน เคยเห็นคนเอาดอกรักและดอกบานไม่รู้โรยจัดใส่แจกันเล็กๆ ไปให้เป็นของขวัญคู่บ่าวสาว ที่จัดดอกไม้สองอย่างนี้ก็เอาชื่อที่เป็นมงคลนั่นเอง หมายความว่ารักไม่รู้โรย บางรายเอาดอกไม้ทั้งสองชนิดนี้ใส่ในหมอนบ่าวสาวด้วย แต่นี่ก็เป็นธรรมเนียมสมัยใหม่ คนหนุ่มที่ไม่รู้จักเขียนจดหมายรัก ก็มักใช้ดอกรักเป็นสื่อ คนที่รับก็พอจะเดาได้ว่าคนส่งหมายถึงอะไร เพราะชื่อดอกรักก็อธิบายอยู่ในตัวแล้ว กวีเมื่อเห็นต้นรัก ดอกรักก็มักจะ รำพันกันไปต่างๆ อย่างเช่นสุนทรภู่ รำพันไว้ในนิราศพระบาทตอนหนึ่งว่า

“เห็นรักร่วงผลิผลัดสลัดใบ
เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา
พี่เวียนเตือนเหมือนอย่างน้ำค้างย้อย
ให้แช่มช้อยชื่นช่อเช่นกอเก่า
โอ้รักต้นฤๅมาต้องกับสองเรา
จึงใจเจ้าโกรธไปไม่ได้นาน”

นายมี หมื่นพรหมสมพัตสร ได้รำพันไว้ในนิราศพระแท่นดงรังอีกตอนหนึ่งว่า

“เห็นดงรักริมคลองทั้งสองฟาก  ยิ่งรักมากมัวจิตพิศวง
ที่รักกอดรักจูบรักรูปทรง             รักจนหลงเหลือรักหนักอุรา
เห็นรักหักเหมือนรักพี่เลิศร้าง      จะเว้นว่างเชยชิดขนิษฐา”

ต้นรักเป็นไม้ขนาดเตี้ยเป็นพุ่มใบหนาและอ่อน มีชื่อเรียกกันต่างๆ เช่น รัก รักดอก ทางเพชรบูรณ์เรียก รักขาว รักซ้อน ทางภาคพายัพเรียกว่า ปอเถื่อน หรือ ป่านเถื่อน ชื่อในทางพฤกษศาสตร์ เรียกว่า Calotropis gigantia

เรื่องของต้นรักและดอกรักฟังแต่เสียงก็ชื่นใจเสียแล้ว ทำไมจึงได้เรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่ารัก เป็นเรื่องที่น่าสงสัย ท่าน “เสฐียร โกเศศ” ได้เล่าไว้ในหนังสือ “ฟื้นความหลัง” ตอนหนึ่งว่า

“ทำไมจึงเรียกว่า ต้นรัก ดอกรัก จะเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ได้ท่าไหน จะมาจากที่ต้นของมันมียางขาวๆ เมื่อถูกต้องตัวก็ติดแน่น อย่างติดตัง ดูก็ไม่เชิงนัก เพราะยางต้นดอกรักเมื่อถูกตัวก็เข็ดล้างออกได้ง่าย ในที่สุดเมื่อพบพราหมณ์ ป.ส. ศาสตรี ซึ่งทำงานอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติเดิมก็ถามถึงเรื่องดอกรัก ว่าทางอินเดียเรียกว่าอะไร แกตอบว่าเรียก อรัก (ส. อรกฺ ป. อกฺก) ถามว่าใช้ดอกรักร้อยกรองเป็นเครื่องประดับหรืออย่างไร ตอบว่าเห็นแต่ในประเทศอินเดียทางใต้ ใช้ดอกรักร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องคอนักโทษที่จะเอาไปประหาร และหญิงที่มีโทษนอกใจสามีขณะเมื่อพาตัวตระเวนประจานไปตามละแวกบ้าน ถามว่าเพราะอะไร ก็ตอบว่าไม่ทราบว่ามีเหตุผลมาอย่างไร ที่เรานำเอาดอกรักมาใช้เป็นเครื่องประดับในงานเกี่ยวกับประเพณี คิดว่าก็ดีแล้วเพราะเป็นเครื่องหมายว่า ไม่ใช่เรียกดอกรัก ว่าดอกอรักอย่างอินเดีย อันอาจแปล ได้ “อย่างกำปั้นทุบดิน” ว่าไม่รักก็ได้ “แปลกอะไรกับชื่อ” ดอกไม้ที่เราเรียก ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนลักษณะ ซึ่งมีอยู่ในตัวของมัน ไปตามความหมายที่เราเรียกด้วยก็หาไม่”

ตามที่พราหมณ์ ป.ส. ศาสตรี กล่าวว่าใช้ดอกรักคล้องคอนักโทษที่เอาไปประหารนั้นออกจะแปลก เพราะเคยอ่านพบในหนังสือเล่มหนึ่งกล่าวแตกต่างออกไปอย่างตรงกันข้าม คือกล่าวว่าตามประเพณีอินเดีย เมื่อมีการแต่งงานเจ้าสาวต้องเอาพวงมาลัยดอกรักคล้องคอเจ้าบ่าว ถ้าพูดกันแบบไทยๆ ก็ว่าเจ้าสาวมอบความรักให้เจ้าบ่าวนั่นเอง แต่ทางอินเดียเขาจะหมายถึงอะไรยังไม่พบคำอธิบาย และไม่เฉพาะแต่เจ้าบ่าวเท่านั้นที่คล้องมาลัยดอกรัก ตามเรื่องเขาว่าหนุมานก็คล้องมาลัยดอกรักด้วยเหมือนกัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวกล่าวไว้อีกว่า ชายคนใดต้องพลัดพรากจากภรรยาถึงสองครั้ง และชายคนนั้นต้องการจะแต่งงานใหม่เป็นครั้งที่สาม เขาก็ให้แต่งงานกับต้นรักนี้เสียก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ภรรยาคนที่สามต้องตายจากไปอีก ในคัมภีร์จตุรมาส มหาตมย กล่าวว่า ต้นรักเป็นภาคหนึ่งของพระสุริยเทพ กิ่งของต้นรักใช้ทำแปรงสีฟัน และกิ่งแห้งใช้บูชาไฟ

การที่มีเรื่องราวแตกต่างกันเช่นนี้ จะเป็นเพราะต่างถิ่นกันหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ที่ไทยเราเอามาใช้ในทางดีนั้น อาจจะรับแบบอย่างที่ดีดังกล่าวมาแล้ว หรือจะเป็นเพราะเห็นว่าชื่อรักมีความหมายดีก็ได้ เพราะเราออกจะถือเรื่องชื่ออยู่มาก

นอกจากที่กล่าวมาแล้วนั้น ในทางไสยศาสตร์ก็ใช้ใบรักมาทำเสน่ห์ เช่นในเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนเถนกวาดทำพิธีฝังรูปฝังรอย มีกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

แล้วปั้นรูปสร้อยฟ้ากับพระไวย
เอาใบรักซ้อนใส่กับเลขยันต์
เถนนั่งบริกรรมแล้วซ้ำเป่า
พอต้องสองรูปเข้าก็พลิกผัน

บางทานว่าใบรักที่เอามาใช้ทำพิธีนี้เป็นพวกรักซ้อน ยังไม่พบตำราที่แน่นอน อีกอย่างหนึ่งนิยมเอารากรักซ้อนขนาดใหญ่มาแกะทำเป็นพระนั่งปิดตา รูปคล้ายพระกัจจายน์ แต่เรียกกันว่าพระควัมปติ หรือภควัม ตามตำนานแห่งหนึ่งกล่าวว่า มีพระภิกษุชาวพม่ารูปหนึ่งบวชมานาน แต่ลาภสักการะไม่ค่อยมี ต่อมาได้สร้างพระควัมปติไว้บูชาก็มีลาภมากขึ้น แสดงว่าพระควัมปตินี้ดีในทางเมตตามหานิยมและทางลาภ นอกจากนี้ก็เอามาแกะทำนางกวักและรักยมอีกบ้าง กล่าวกันว่ารักซ้อน (ดอกสีขาวซ้อนๆ กันจนบานไม่ออก) ถูกขุดเอารากไปแกะทำของขลังจนจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว

เรื่องของต้นรักในวรรณคดีดูจะกล่าวปนๆ กันอยู่ เพราะต้นไม้ที่เรียกว่า “รัก” ในภาษาไทยมีอยู่สองชนิด คือรักดอกกับรักยาง รักที่เอายางมาใช้ทำเครื่องเขินนั้น เป็นไม้ที่เรียกกันตามภาษาพื้นเมืองว่ารักใหญ่ ฮักหรือฮักหลวง (ทางภาคพายัพ) พวกกะเหรี่ยง เรียกซู มีชื่อทางภาษาพฤกษศาสตร์ว่า Melanorrhoea Usitata ในอินเดีย เรียกว่า ลากฺษ หรือ ลากข์

ต้นรักแบ่งออกเป็น ๒ ชนิดคือ รักใหญ่กับรักหมู รักใหญ่ คือชนิดใบใหญ่ รักหมูหมายถึงรักที่มีใบเล็ก อีกชนิดหนึ่งคือรักนํ้า หมายถึงรักที่มีนํ้า ส่วนมากมีอยู่ทางภาคใต้รักชนิดนี้มีกิ่งก้านมาก มักปลูกไว้ริมนํ้าเป็นรักชั้นดีชนิดหนึ่ง

ที่มา:ส.พลายน้อย