ปลาที่ดูแลไข่และเลี้ยงลูก

By -

1. ปลาอมไข่ เช่น ปลามีหนวดอเมริกันกาฟทอพเซล และปลาดุกทะเล ไข่ของปลาดุกทะเลในเขตร้อนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ¼ นิ้ว และวางไข่ประมาณครั้งละ 50 ฟอง ไข่จะได้รับอาหารจากถุงไข่แดงของตัวเอง ปลาตัวผู้จะอมไข่ไว้ในปากและไม่ยอมกินอาหารจนกว่าไข่จะฟักออกเป็นตัว

ปลามีหนวดที่อมไข่อีกชนิดหนึ่ง ได้แก่ ปลาอมไข่อียิปต์ตัวเมีย อยู่ในวงศ์ ไซคลิดี การวางไข่ของปลาอมไข่ปากกว้าง จะเป็นในบริเวณที่สะอาด และแม่ปลาจะเป็นตัวที่อมไข่ไว้ในปากตลอดเวลา

แต่ในปลานิล ตัวผู้จะมีหน้าที่อมไข่ พ่อปลาจะทำความสะอาดไข่ในปาก ซึ่งบางครั้งจะดูคล้ายกับว่ากำลังเคี้ยวไข่ แม้ไข่จะฟักออกเป็นตัวแล้ว แต่ลูกปลานิลก็จะอยู่ในปากของพ่อปลาต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้โตและแข็งแรงพอที่จะออกไปหากินตามลำพังได้

2. ปลาที่มีถุงหน้าท้องเลี้ยงลูก พบได้ในม้าน้ำและจิ้มฟันจระเข้ ที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่มีต้นหญ้าทะเลขึ้นอยู่หนาแน่นในทะเลเขตร้อนและอบอุ่น ความยาวของจิ้มฟันจระเข้บางตัวมีถึง 18 นิ้ว ปลาพวกนี้จะใช้ครีบหลังที่คล้ายพัดโบกไปมาว่ายน้ำขึ้นลงในแนวดิ่ง ถุงหน้าท้องที่คล้ายกับจิงโจ้จะมีในตัวผู้ แต่ในจิ้มฟันจระเข้บางชนิด เมื่อถึงเวลาผสมพันธุ์ถุงหน้าท้องจะไม่เจริญและมีลักษณะคล้ายผิวหนังย่นๆ

ก่อนที่ปลาจิ้มฟันจระเข้ฟลอริดาจะผสมพันธุ์กัน ทั้งตัวเมียและตัวผู้จะว่ายไปมาอยู่ระยะหนึ่งก่อน ต่อมาจะเกี่ยวกันเป็นรูปตัวเอส ตัวผู้จะใช้ปากจูบรัดหน้าท้องของตัวเมียจนกว่าตัวเมียจะสอดท่อนำไข่ออกมานอกตัว แล้วใส่ลงในกระเป๋าหน้าท้องของตัวผู้ จึงเกิดการปฏิสนธิขึ้น เพื่อเรียงไข่ในถุงหน้าท้องให้เป็นระเบียบตัวผู้ก็จะทำท่าคล้ายกับเต้นรำ เมื่อตัวเมียหมดหน้าที่แล้วก็จะจากไป ตัวผู้จะเป็นผู้ดูแลไข่ จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ไข่ก็จะฟักออกเป็นตัว และลูกปลาก็จะอยู่กับพ่อปลาต่อไปจนกว่าจะแข็งแรง

ม้าน้ำจะชอบงอตัวเป็นรูปตัวเอส ถุงหน้าท้องที่ปิดสนิทของตัวผู้มีไว้เพื่อฟักไข่และตัวอ่อน อาหารของตัวอ่อนจะได้จากเส้นเลือดที่ผนังหน้าท้องของพ่อ เมื่อลูกโตและแข็งแรงพอ พ่อก็จะเตรียมการคลอดลูกโดยงอหางม้วนพันกับกิ่งไม้ หรือใบหญ้าในทะเล มันจะใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องและแอ่นลำตัวไปมาเพื่อดีดลูกออกทีละตัวจากหน้าท้อง

3. ปลาที่สร้างรังเพื่อวางไข่ เช่น ปลากรูเนียน ปลาเซิร์ฟสเมลท์ ปลาเคปลิน และปลาแซนด์ลอนซ์ ปลาพวกนี้จะเข้ามาวางไข่อยู่ตามบริเวณชายฝั่ง ฤดูการวางไข่ของปลากรูเนียนจะอยู่ราวเดือนมีนาคม-สิงหาคม ตามบริเวณชายฝั่งคาร์ลิฟอร์เนีย พฤติกรรมการวางไข่ของมันเป็นที่น่าสนใจมาก ตอนพระจันทร์เต็มดวงในช่วงที่มีน้ำขึ้นสูงสุด มันจะขึ้นมาวางไข่ในทราย โดยตัวเมียจะใช้หางขุดหลุมเหมือนท่ายืนตรงๆ แล้ววางไข่ลงไป ตัวผู้จะงอตัวรอบตัวเมียก่อนแล้วจึงปล่อยน้ำเชื้อไปผสม มันจะรีบกลับลงทะเลก่อนที่น้ำทะเลจะลดลง ในทุก 2 สัปดาห์ หลังช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด 1 วัน ปลากรูเนียนจะขึ้นมาวางไข่มากกว่าหนึ่งครั้ง แล้วเริ่มวางไข่อีกครั้งเมื่อถึงช่วงน้ำทะเลขึ้นสูงสุดในอีกรอบ อีกสองสัปดาห์ไข่บนพื้นทรายที่กำลังฟักเป็นตัวพอดีก็จะถูกน้ำทะเลพัดพาลงไป

การสร้างรังและวางไข่ใต้น้ำพบได้ในปลาบางชนิด และพบมากในปลาน้ำจืด เช่น ปลายูบิควิตัส และปลาพัมป์กินสีด ซึ่งในฤดูใบไม้ผลิจะเป็นฤดูวางไข่ของมัน ตัวผู้จะมีสีสดและเข้มขึ้นในฤดูนี้ มันจะเริ่มขุดหลุมสร้างรังใกล้บริเวณชายฝั่ง ตัวผู้จะไปเกี้ยวพาราสีตัวเมียเมื่อสร้างรังเสร็จแล้ว ไข่ที่ตัวเมียวางไว้ในหลุมที่ตัวผู้สร้างอาจมีอยู่หลายตัว ตัวผู้จะทำหน้าที่คอยดูแลไข่อยู่ ถ้ามีอะไรตกลงไปในหลุมนั้นมันจะใช้ปากเก็บออกทันที ชาวบ้านจึงมักใช้เบ็ดหย่อนลงไปในหลุมเพื่อจับปลาชนิดนี้ และปลาตัวผู้ก็จะเลี้ยงลูกต่อไปอีกเป็นระยะสั้นๆ แม้ลูกจะฟักออกเป็นตัวแล้ว

ปลาบัลเฮดหรือปลาฮอร์นเพาท์ ตัวเมียจะวางไข่ในหลุมหรือโพรงเก่าของหนูมัสค์(muskrat) มันออกไข่ครั้งละ 2-3 พันฟอง ไข่มีขนาดใหญ่ ตัวผู้จะทำหน้าที่ดูแล ทำความสะอาดไข่และรังที่ลูกกำลังฟักตัวอยู่ตลอดเวลา ลูกปลาจะฟักออกเป็นตัวในอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ลูกปลาในระยะแรกจะมีขนาดเล็ก สีดำ รูปร่างคล้ายพ่อแม่ ว่ายกันเป็นฝูงเพื่อหาที่อยู่ใหม่ พ่อปลาจะเป็นผู้นำฝูงตลอดเวลาจนกว่าลูกของมันจะโตและแข็งแรง

การทำรังและวางไข่ของปลาหลายชนิดจะเป็นที่พื้นน้ำ ก้นลำธาร ก้นหนอง คลอง บึง หรือตามกอพืชใต้น้ำ ที่วางไข่บริเวณผิวน้ำก็มีหลายชนิด ไข่ที่วางผิวน้ำมักจะมีฟองอากาศหรือหยดน้ำมันช่วยในการลอยตัว รังของปลาบางชนิดก็มีความสวยงามไม่แพ้รังของนก

ปลาในวงศ์ปลาหมอไทย เช่น ปลาหมอไทย ปลาแรด ปลาหมอตาล ปลากะดี่ ปลากัดไทย มักนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นและใช้เป็นอาหาร ปลากัดไทยตัวผู้จะเป่าฟองอากาศในปากไปที่บริเวณผิวน้ำที่อยู่ใกล้กับใบไม้หรือกิ่งไม้ที่ลอยอยู่ในน้ำเพื่อสร้างรัง ฟองเหล่านั้นจะมีความเหนียวกว่าฟองอากาศทั่วไปเพราะปลาตัวผู้จะหลั่งสารเมือกเหนียวมาปกคลุมไว้ เมื่อผสมพันธุ์กับตัวเมียแล้วก็จะนำไข่ไปไว้บริเวณฟองอากาศที่มันสร้าง ตัวผู้จะปกป้องไข่ไม่ให้ตัวเมียหรือปลาอื่นเข้ามาใกล้ สีสันของปลากัดตัวผู้และปลาตัวผู้ชนิดอื่นในวงศ์เดียวกันจะมีความสวยงามมาก

ปลาสติกเกิลแบค มีการสร้างรังที่ประณีตสวยงามและโรแมนติคมาก เป็นปลาพื้นเมืองที่พบได้ตามบ่อ ลำธาร ชายฝั่งทะเลในสหรัฐ และยุโรป ซึ่งมีอยู่ด้วยหลายชนิด ก้านครีบแข็งบนหลังจะทำให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจน ซึ่งบางชนิดมี 3, 4, 5 ครีบ หรือมากกว่านั้น

ปลาสติคเกิลแบคที่มีหนามหลัง 3,11 หรือ 15 อัน เมื่อถึงเวลาสืบพันธุ์ตัวผู้จะมีสีแดงเข้มกว่าตัวเมีย ตัวผู้จะใช้กิ่งไม้ใบหญ้าที่หาได้ตามก้นลำธารหรือบริเวณทะเลนั้นมาสร้างรังอย่างประณีต มันจะหลั่งเมือกเหนียวออกมาจากไตเพื่อสานให้รังยึดติดกัน สารเมือกนี้จะแข็งแรงคล้ายกาวซีเมนต์เมื่อโดนน้ำ มันจะใช้ทรายบุก้นรังเพื่อทำให้อ่อนนุ่มและแข็งแรง รังของมันจะมีทางเข้าออกทางเดียว มีลักษณะคล้ายอุโมงค์ใต้น้ำ เมื่อรังถูกสร้างเสร็จแล้วตัวผู้ก็จะเรียกตัวเมียให้ไปวางไข่ หากตัวเมียยังไม่พอใจรังที่สร้าง ตัวผู้ก็จะรื้อแล้วสร้างขึ้นใหม่โดยที่ตัวเมียเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆ เมื่อตัวเมียพอใจมันก็จะเร่งให้ตัวเมียเข้าไปวางไข่ ตัวเมียจะวางไข่ไว้ในรังประมาณ 2-3 ฟอง เมื่อวางไข่แล้วตัวผู้ก็จะไล่ตัวเมียออกไป แล้วไปเรียกตัวเมียตัวอื่นให้มาวางไข่เพิ่มอีกจนกว่าจะเต็มรังด้วยวิธีการเดียวกัน ตัวผู้จะไล่ตัวเมียให้พ้นไปจากบริเวณรังและจะดูแลไข่จนฟักออกเป็นตัว มันจะคอยทำความสะอาดรัง ซ่อมแซมรังที่ชำรุดด้วยครีบหูตลอดระยะเวลาเกือบเดือน จนกว่าไข่จะฟักออกเป็นตัว เมื่อลูกฟักเป็นลูกปลาเล็กๆ แล้วพ่อปลาจะดึงรังส่วนบนออกเหลือไว้เพียงฐานของรังให้เป็นที่อยู่ของลูก พ่อปลาจะดูแลลูกต่อไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าลูกจะโตและแข็งแรงพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้

4. ปลาที่วางไข่เหนือน้ำ ตามลุ่มน้ำอะเมซอนจะมีปลาคาราซิน Copeina arnoldi อาศัยอยู่ การสืบพันธุ์ของมันจะมีลักษณะที่แปลกคือ เมื่อมีการจับคู่กันแล้วระหว่างตัวผู้กับตัวเมีย จากนั้นตัวผู้จะพาตัวเมียไปยังบริเวณที่มีกิ่งไม้ใบหญ้าขนาด 1-2 นิ้ว แขวนลอยอยู่ตามผิวน้ำ แล้วตัวเมียจะยึดกิ่งไม้นั้นด้วยครีบหูทั้งคู่แล้วยกตัวขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อวางไข่ ไข่ที่วางก็จะยึดติดกับกิ่งไม้ใบหญ้านั้นจนแน่น แล้วตัวเมียก็จากไป ส่วนตัวผู้ก็จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสม และเพื่อไม่ให้ไข่โดนแดดเผาจนแห้งหาย ตัวผู้ก็จะคอยดูแลและใช้ครีบหางวิดน้ำสาดกองไข่อยู่ตลอด กว่าไข่จะฟักเป็นตัวก็กินเวลานาน 3 วัน

ปลาสแพลชิงเตตรา(splashing tetra) เป็นปลาพื้นเมืองของอเมริกาใต้ ตัวผู้จะเลือกใบไม้ที่เหมาะในการวางไข่หลังจากที่จับคู่กันแล้ว ตัวผู้จะชักชวนตัวเมียไปที่จะวางไข่นั้น แล้วกระโดดขึ้นเกาะใบไม้ด้วยครีบหูทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อวางไข่และฉีดน้ำเชื้อผสม จากนั้นตัวเมียก็ผละไป ไข่ที่วางก็จะยึดติดกับใบไม้นั้น ส่วนตัวผู้จะคอยดูแลไข่ มันจะทำให้ไข่มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาด้วยการใช้ครีบหางสาดน้ำไปยังกองไข่ที่ติดกับใบไม้นั้น ตัวผู้จะจากไปเมื่อลูกฟักออกเป็นตัวแล้ว

5. ปลาที่วางไข่ในตัวหอย
พฤติกรรมที่พิเศษแตกต่างจากปลาอื่น ในเรื่องการวางไข่ของปลาบิตเตอริงในยุโรปกลาง คือ มันจะใช้อวัยวะที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษที่เรียกว่า โอวิโพสิเตอร์(ovipositor) เพื่อที่จะวางไข่เข้าไปในช่องเหงือกของหอยกาบซึ่งเป็นหอยสองฝา ลักษณะของโอวิโพสิเตอร์ จะเป็นท่อยาวที่สามารถสอดเข้าไปในช่องเหงือกของหอยได้โดยที่หอยไม่ต้องเปิดฝา แล้วตัวผู้จะฉีดน้ำเชื้อไปรอบๆ ช่องเหงือกของหอย ตัวอสุจิของตัวผู้จะเข้าไปผสมกับไข่ในช่องเหงือกเมื่อหอยเปิดฝาเพื่อกินอาหาร

6. ปลาตัวผู้ที่เป็นปรสิตของตัวเมีย
ในทะเลที่ลึกต่ำกว่าระดับผิวน้ำลงไปตั้งแต่ 3 เมตร จะเป็นแหล่งอาศัยของปลาแองเกลอร์ ปลากบ ปลาอุก ปลาคางคก ฯลฯ อีกหลายชนิด จึงทำให้บริเวณนี้มีความมืดมากตลอดเวลา ปลาแองเกลอร์จะมีสายเบ็ดล่อเหยื่อที่ยื่นออกจากส่วนหัว ตรงส่วนปลายเบ็ดจะมีความเรืองแสง สามารถเปิดปิดแสงได้ตามต้องการ ในบรรดาปลาทะเลลึกเหล่านี้ ปลาแองเกลอร์ทะเลลึกเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวเมียจะมีความยาว 1 เมตรขึ้นไปเมื่อโตเต็มวัย สามารถวางไข่ได้หลายล้านฟอง เมื่อตัวผู้มีความยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร ก็พร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ ความมืดของท้องทะเลจึงเป็นปัญหาในการหาเพศตรงข้ามมาผสมพันธุ์ ธรรมชาติจึงสร้างให้ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมียมากและเป็นปรสิตติดอยู่กับตัวเมีย ลักษณะของตัวผู้จะแคระแกรน เล็กกว่าตัวเมียประมาณ 12 เท่า แต่มันจะมีอวัยวะสืบพันธุ์ที่โตพอจะทำการผสมกับตัวเมียได้ ปากของตัวผู้จะมีความคมคล้ายปากนก มันจะเอาปากเกาะจิกเข้าไปในเนื้อเยื่อส่วนข้างหรือส่วนหลังของลำตัวปลาตัวเมีย แล้วกินอาหารทางสายเลือดของตัวเมีย ปลาตัวเมีย 1 ตัว จะมีตัวผู้ประมาณ 2-3 ตัวเป็นปรสิต

ปลาแองเกลอร์ตัวผู้อาจแยกตัวเป็นอิสระจากตัวเมียตัวเดิม เพื่อหาคู่ผสมใหม่เมื่อถึงเวลาผสมพันธุ์ เมื่อไข่ที่วางใต้ทะเลได้รับการผสมแล้วก็จะลอยขึ้นสู่ผิวทะเล เมื่อไข่ฟักเป็นตัวแล้วก็จะกินอาหารพวกแพลงตอน ตัวอ่อนจะว่ายมาหากินในระดับน้ำที่ลึกประมาณ 1,000 เมตร เมื่อมีความยาว 4 มิลลิเมตร เริ่มมีเมตะมอร์โฟซิส ที่บริเวณหน้าผากเริ่มปรากฏอวัยวะล่อเหยื่อขึ้น เมื่อตัวเมียมีพัฒนาการเต็มที่แล้วจะมีอวัยวะเรืองแสงที่ส่วนเหนือตา ฟันที่คมและใหญ่ของตัวผู้ก็จะใช้ในการเจาะหรือกัดติดกับผิวหนังลำตัวของตัวเมีย

ที่มา: จากหนังสือเรื่อง มีนวิทยา
เรียบเรียงโดย: สุภาพร สุกสีเหลือง
ภาควิชาชีววิทยา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ