ปลาใน Subclass Elasmobranchii

By -

Order Heterodontiformes
ฉลามในวงศ์ Heterodontidae เช่น ฉลามบัลเฮด ฉลามฮอร์น หรือฉลามพอร์ตแจคสัน มีสกุลเดียวที่หากินในเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วไป คือ Heterodontus ซึ่งมีความยาวประมาณ 1 เมตร แต่อาจยาวถึง 1.6 เมตรในบางตัว มีอยู่ด้วยกัน 8 สปีชีส์

Order Orectolobiformes (carpet sharks, whale shark)
ครีบหลังของฉลามในวงศ์นี้มีอยู่ 2 อัน และไม่มีหนาม มีปากที่สั้นมาก การพัฒนาของจมูกดีมาก ช่องจมูกมีแผ่นกั้นที่เด่นชัด มีหนวดเล็กๆ อยู่ภายในมากมาย มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 7 วงศ์ 14 สกุล 31 สปีชีส์ ที่น่าสนใจคือ

1. Family Orectolobidae (wobbegons) มีลักษณะของส่วนหัวและลำตัวที่แบนลง มีปากเกือบถึงปลายจะงอย ชอบหากินตามหน้าดิน ความยาวของบางตัวมีถึง 3.2-3.6 เมตร มี 3 สกุล คือ Eucrossorhinus, Orectolobus, Sutorectus บางตำราจะรวมไว้กับวงศ์ฉลามหินและฉลามวาฬ

2. Family Hemiscylliidae (bamboo sharks) ที่ช่องจมูกของฉลาดพวกนี้จะมีหนวดสั้นมาก มีสไปราเคิลขนาดใหญ่ ครีบก้นกลมและต่ำ ความยาวเฉลี่ยของลำตัวประมาณ 1 เมตร มีอยู่ 2 สกุลคือ Chiloscyllum และ Hemiscyllum เช่น ฉลามกบ ฉลามหิน (ridge-back cat shark) C. indicum และ C. punctatum

3. Family Gingiymostomatidae (nurse shark) เป็นฉลามขนาดใหญ่ สไปราเคิลของฉลามกลุ่มนี้จะเล็ก มีจมูกสั้น ในช่องจมูกมีหนวดยาวปานกลาง ความยาวของบางตัวมีถึง 3.5 เมตร มีอยู่ 3 สกุล คือ Ginglymostoma, Nebrius, Pseudoginglymostoma ในน่านไทยตัวอย่างที่พบได้แก่ ฉลามหิน G. sp.

4. Family Stegostomatidae (zebra sharks) เป็นฉลามขนาดใหญ่ สไปราเคิลของฉลามวงศ์นี้มีขนาดปานกลาง มีครีบหางยาวมาก อาจเท่ากับหรือเกือบเท่ากับความยาวของลำตัว ความยาวของบางตัวมีถึง 3.5 เมตร มีนิสัยไม่ดุร้าย มีลายบนตัวคล้ายเสือ หรือม้าลาย มีอยู่ชนิดเดียวคือ ฉลามเสือ Stegostoma fasciatum

5. Family Rhincodontidae (Rhiniodontidae) เป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฉลามในวงศ์นี้มีเพียงสปีชีส์เดียวคือ ฉลามวาฬ(whake shark) Rhincodon(=Rhiniodon) typus ความยาวของตัวที่โตเต็มที่แล้วมีถึง 12 เมตร ที่มีบันทึกเป็นความยาวสูงสุดไว้คือ 18 เมตร

ในวงศ์ 1-4 บางตำราจะรวมเป็นวงศ์เดียวกัน แต่แบ่งเป็น 2 วงศ์ย่อยเท่านั้น คือวงศ์ 1-3 และ4

Order Carcharhiniformes (ground sharks)
ที่พบทั่วไปจะเป็นฉลาม 7 วงศ์ 47 สกุล 208 สปีชีส์ เช่น ฉลามในวงศ์ Carcharhinidae มีสมาชิกในวงศ์เกือบ 60 ชนิด ตรงขอบครีบหลังจะโบกพริ้วได้ ที่ฐานของครีบหางจะมีร่องอยู่ มีหนังตาที่สาม ภายในผนังลำไส้เป็นแบบม้วน สไปรัลวาล์วไม่มี ฉลามเสือ Galeocerdo cuvier บางชนิด มีความยาวถึง 7.4 เมตร ที่ปรับตัวเข้ามาอาศัยในน้ำจืดได้มี 7 สปีชีส์ เช่น ฉลามบัล Carcharinus leucas ฉลาทที่อยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อยก็มีอยู่บางชนิด เช่น ฉลามแกงส์ Glyphis gangeticus และยังมี

-ฉลามหัวฆ้อน(hammerhead sharks) บริเวณส่วนหัวจะแผ่ขยายไปทางด้านข้าง ส่วนหัวที่แผ่ออกไปจะมีตาอยู่ที่ปลาย ไม่มีสไปราเคิล มีอยู่ 2 ชนิดที่พบในประเทศไทย คือ sphyrna blochii และ S. tudes ฉลามหัวค้อนจะถูกแยกไปอยู่อีกวงศ์หนึ่งต่างหากในบางตำรา

-ฉลามหนู(dog shark) Scoliodon palasorrah

-ฉลามหนู ฉลามหัวขาว ฉลามหัวแหลม(dog shark) Scoliodon sorrakowah

-ฉลามครีบดำ ฉลามหูดำ Carcharhinus melanopterus

Order Lamniformes ฉลามแมคเคอเรล ฉลามทราย ฉลามโกลบิน
สไปราเคิลของฉลามพวกนี้อาจมีขนาดเล็กอยู่บริเวณหลังตา ไม่มีหนังตาที่สาม มีอยู่ 7 วงศ์ 10 สกุล 16 สปีชีส์ เช่น

1. ฉลามทราย(sand tigers) Carcharias, Odontaspis ในวงศ์ Odontaspididae (Carchariidae)

2. ฉลามโกลบิน(globin sharks) Mitsukurina owstoni ในวงศ์ Mitsuburinidae

3. ฉลามจระเข้ (crocodile sharks) Pseudocarcharias kamoharai ในวงศ์ Pseudocarchariidae

4. ฉลามเทรเชอร์(thresher sharks) Alopias spp. ที่ครีบหางส่วนบนยื่นยาวและโค้งงอ ความยาวของบางตัวมีถึง 5.5 เมตร อยู่ในวงศ์ Alopiidae

5. ฉลามบาสคิง(basking shark) อยู่ในวงศ์ Cetorhinidae มีขนาดใหญ่รองจากฉลามวาฬคือ Cetorhinus maximus ซึ่งมีความยาวไม่น้อยไปกว่า 10 เมตร ที่เคยบันทึกความยาวได้สูงสุดคือ 15.2 เมตร ลักษณะซี่กรองเหงือกของฉลามพวกนี้จะยาวคล้ายเส้นด้าย ใช้เพื่อดักแพลงตอนกินเป็นอาหาร

6. ฉลามแมคเคอเรล ฉลามขาว ฉลามกินคน (mackerel sharks, white sharks, maneating sharks) ที่อยู่ในวงศ์ Lamnidae ความยาวของบางชนิดมีถึง 6 เมตร เช่น ฉลามขาวใหญ่ Carcharodon carcharias เป็นฉลามที่มีความดุร้าย พบเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เสมอว่าชอบทำร้ายมนุษย์

Order Hexanthiformes
เป็นออเดอร์ของฉลามฟริลล์ มีลำตัวยาวได้ถึง 1.9 เมตร ครีบหลังมีอันเดียว ไม่มีหนังตาที่สาม และยังมีฉลามวัว(cow sharks) ที่มีความยาวถึง 4.7 เมตรด้วย

Order Squaliformes
เป็นออเดอร์ของฉลามที่มีครีบหลังสองอัน ที่ครีบหลังของบางชนิดจะมีเงี่ยงแหลม เช่น ฉลามในสกุล Centroporus สามารถหากินได้ในระดับน้ำลึกถึง 6,000 เมตร ในออเดอร์นี้มีสมาชิกอยู่ 4 วงศ์ 23 สกุล 74 สปีชีส์ เช่น

1. Family Dalatidae ฉลามนิทรา(sleeper sharks) ฉลามพวกนี้มีลักษณะพิเศษคือ อวัยวะเรืองแสงส่วนใหญ่ที่พื้นผิวล่างของลำตัวจะเป็นจุดดำ

2. Family Squalidae ได้แก่ ฉลามด็อกฟิช ฉลามสไปนีด็อกฟิช(spiny dogfish) Squalus acanthias ที่หน้าครีบหลังจะมีเงี่ยงแหลมอยู่

Order Squatiniformes
มีอยู่วงศ์เดียวคือ Squatinidae เช่น พวกฉลามนางฟ้า(angel sharks) รูปร่างของมันจะมีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างฉลามและกระเบน ความยาวสูงสุดมีถึง 2 เมตร มีสกุลเดียวคือ Squatina มี 12 สปีชีส์

Order Pristiophoriformes
มีอยู่วงศ์เดียวคือ Pristiophoridae คือปลาฉลามฉนาก(saw sharks) มีอยู่ 2 สกุล 5 สปีชีส์ มีจะงอยปากที่ยื่นยาวเป็นพิเศษ และสองข้างจะงอยปากนี้จะมีฟันเรียงรายอยู่ มีหนวดยาว 1 คู่ ไม่มีครีบก้น มีสไปราเคิลขนาดใหญ่ มีอยู่ด้วยกัน 2 สกุล คือ Pliotrema และPtristiophorus

Order Rajiformes (Hypotremata)
ได้แก่พวกกระเบนทั้งหลาย มีช่องเปิดเหงือกอยู่ทางด้านท้อง ขนาดของครีบหูขยายเชื่อติดกับลำตัว คล้ายปีกโบกพัดเมื่อว่ายน้ำ ครีบก้นไม่มี ด้านบนของลำตัวจะมีตาและสไปราเคิลอยู่ มีลำตัวแบนลง มีจะงอยปากยื่นยาว และอาจยาวมากในบางชนิด แบ่งปลากลุ่มนี้ออกได้เป็น 12 วงศ์ 62 สกุล 456 สปีชีส์ ที่สำคัญได้แก่

1. Family Pristidae ปลาฉนาก(saw fishes) จะงอยปากมีลักษณะยื่นยาว สองข้างขอบของจะงอยปากมีฟันคมเรียงรายอยู่ ไม่มีหนวด มีอยู่ 2 สกุล 6 สปีชีส์ ได้แก่ Pristis microdon

2. Family Torpinidae (+Narcinidae) คือพวกกระเบนไฟฟ้า หรือปลาเสียว(electric rays) มีลำตัวกลมค่อนข้างนิ่ม จะงอยปากไม่ค่อยเจริญ บริเวณสองข้างครีบหูค่อนมาทางด้านล่างลำตัวจะมีอวัยวะสร้างไฟฟ้าอยู่ มีครีบหางขนาดใหญ่ ครีบหลังในบางชนิดจะไม่มี และตาบอด มีอยู่ประมาณ 38 สปีชีส์ เช่น Torpedo, Narke, Hypnos, Temera, Narcine เป็นต้น

3. Family rhinidae คือพวกโรนิน หรือกระเบนท้องน้ำ(bow-mouthed angel fish) Rhinaancylostoma และ Rhynchobatus spp. ครีบหางมี 2 หยัก ที่หน้าหรือเหนือครีบท้องจะเป็นจุดเริ่มต้นของครีบหลัง เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 3 เมตร

4. Family Rhinobatidae ได้แก่ โรนัน อีมุด อีมด หรือปลากีตาร์ (guitarfishes) Rhinobatus djiddensis, Trygonorrhina, Zapteryx ฯลฯ จุดเริ่มต้นครีบหลังจะอยู่เลยไปจากครีบท้อง ไม่มีหยักที่ครีบหาง มีอยู่ 7 สกุล 45 สปีชีส์

5. Family Rajidae(skates) ได้แก่ กระเบนสเกต ครีบหางอาจมีหรือไม่มีก็ได้ มีหางยาวเรียว มีครีบหลัง 0-2 อัน ทั้งหมดจะเป็นปลาทะเล กล้ามเนื้อหางจะดัดแปลงไปเป็นอวัยวะสร้างกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ออกลูกเป็นไข่ และมีแคปซูลห่อหุ้มไข่แต่ละใบไว้ และที่แคปซูลทั้งสี่มุมจะมีสายยาวยื่นออกมา มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 18 สกุล 200 กว่าสปีชีส์ เช่น Raja, Dactylobatus, Dipterus

6. Family Dasyatidae (Trygonidae) คือพวก กระเบน กระบาง(sting rays, whiprays) หางจะยาวเป็นแส้ ไม่มีครีบหาง มี 8 สกุล 70 สปีชีส์ เป็นปลาน้ำกร่อยในบางสปีชีส์ หรืออาจปรับตัวเข้ามาอาศัยในน้ำจืดได้ในบางสปีชีส์ เช่น

-กระเบนปากแหลม กระบาง กระเบนตุ๊กตา(scaly sting ray) Dasyatis imbricatus

-กระเบนขาว กระเบนน้ำจืด ฮังฮื้อ (whiptail sting ray) D. bleekeri (Hymantura bleekeri)

-กระเบนจมูกโต กระเบนจมูกวัว(spotted sting ray) D. kuhlii

-กระเบนธง(cowtail ray) Hypolophus sephen

-กระเบนทอง กระเบนหิน (blue-spotted fantailray) Taeniura lymna

-กระเบนลายเสือ (banded whip-tail sting ray) Himantura uarnak

7. Family Gymnuridae ได้แก่ พวกกระเบนเผือก หรือกระเบนผีเสื้อ(butterfly rays) ด้านข้างของลำตัวจะแผ่นออกไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน มีหางสั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 สกุล 12 สปีชีส์ คือ Gymnura micrura (Pteroplatea micrura)

8. Family Myliobatidae ได้แก่ กระเบนนก(eagle rays) ส่วนหัวจะยกขึ้นจากลำตัว ความยาวของหางจะยาวกว่าลำตัวมาก มีเงี่ยงพิษในบางชนิด ครีบหูทางด้านข้างจะขยายออกคล้ายปีกนก และคลุมไปถึงจะงอยปาก จะงอยส่วนหน้าด้านล่างจะยื่นยาวคล้ายปากนก มีบางชนิดที่สามารถทะยานขึ้นเหนือน้ำและร่อนไปในอากาศได้สูง มีอยู่ด้วยกัน 7 สกุล 42 สปีชีส์ เช่น

-กระเบนนก(Nieuhof’s eagle ray) Aetomylaeus nichofii
-กระเบนค้างคาว(bat ray, bull ray) Rhinoptera javanica
-กระเบนเนื้อดำ หรือยี่สน(spotted eagle ray) Aetobatus narinari
-กระเบนราหู (manta, devil rays) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีรยางค์ 3 คู่ กลุ่มเดียว โดยแผ่นเนื้อที่รยางค์หัวจะยื่นออกไปสองข้างเพื่อช่วยในการหาอาหาร มีคำกล่าวของบางท่านว่า รยางค์ส่วนหัวเป็นส่วนของครีบหูหรือครีบท้องที่แบ่งออกมา รยางค์คู่ที่สองคือ ครีบหู รยางค์คู่ที่สามคือ ครีบท้อง ความกว้างของกระเบนราหูบางตัวมีถึง 6.1 เมตร มีน้ำหนักถึง 1,360 กิโลกรัม มีอยู่ด้วยกัน 2 สกุล 13 สปีชีส์ กระเบนราหูจะถูกจัดให้อยู่ในวงศ์ Mobulidae ในตำราบางเล่ม แต่กระเบนราหูถูกเนลสัน(1994) จัดอยู่ไว้ในวงศ์ย่อยของวงศ์นี้ ได้แก่ Manta sp., Mobula diabolis

ที่มา: จากหนังสือเรื่อง มีนวิทยา
เรียบเรียงโดย: สุภาพร สุกสีเหลือง
ภาควิชาชีววิทยา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ