ปลา สิ่งแวดล้อม และมนุษย์เกี่ยวข้องกันอย่างไร

By -

ตัวกำหนดชะตาชีวิตและมีอิทธิพลต่อการดำรงชีพของปลาในน้ำก็คือ อุณหภูมิและกระแสน้ำ ปลาต้องหาแหล่งวางไข่ที่ปลอดภัยให้กับลูกที่จะเกิดมา ต้องหาอาหารกิน ในเขตร้อนบริเวณเส้นศูนย์สูตรจะมีอุณหภูมิในน้ำประมาณ 20 องศาเซลเซียส บริเวณที่สูงขึ้นไปหรือต่ำจากเส้นศูนย์สูตรลงมาจะเป็นเขตอบอุ่น อุณหภูมิในน้ำเขตอบอุ่นจะมีประมาณ 12-20 องศาเซลเซียส ตลอดแนวชายฝั่งของทวีปในบริเวณเขตอบอุ่นนี้จะมีปลาชุกชุมที่สุด และแหล่งปลาหน้าดินที่หนาแน่นมากก็จะอยู่ถัดจากแนวอบอุ่นนี้ไป ชาวยุโรปจะนิยมบริโภคปลาหน้าดินมาก ปลาชนิดนี้ได้แก่ ปลาคอด ปลาซีกเดียว ปลาแฮดดอก ปลาเรด

ในบางครั้งปลาอาจเกิดการอดอยากจนถึงแก่ความตายเป็นจำนวนมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในน้ำอย่างกะทันหัน ชาวประมงในแหล่งนั้นจะประสบกับหายนะอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์เหล่านี้ เช่น ในปี ค.ศ.1882 ได้เกิดพายุแรง พัดพาเอากระแสน้ำเย็นมายังบริเวณก้นมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนเสียหายอย่างหนัก ของกิจกรรมประมงปลางัวทางใต้ของเกาะนิวอิงแลนด์ ปลางัวในบริเวณนั้น ตายลอยสู่ผิวน้ำประมาณ 1,500 ล้านตัว และต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าที่สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นจะกลับคืนสู่สภาพเดิม

ปรากฏการณ์ เอ็ลนิโย
ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ในชายฝั่งตะวันตกของอเมริกา กระแสดน้ำฮัมโบลต์ ได้พัดไหลมาจากตอนใต้ และไหลมาตามชายฝั่งสู่เขตร้อนไปยังประเทศเปรูตอนใต้และชิลีตอนเหนือ จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดอากาศที่เย็นสบายขึ้น กระแสน้ำนี้ชาวประมงท้องถิ่นให้ชื่อว่า “เอ็ล นิโย” ซึ่งแปลว่า บุตรพระคริสต์ และการเกิดของกระแสน้ำนี้ก็อยู่ใกล้กับช่วงคริสต์มาสด้วย

แต่ความหมายของ “เอ็ลนิโย” ในทุกวันของนักวิทยาศาสตร์จะหมายถึง “ปรากฏการณ์ผกผันทางธรรมชาติของกระแสน้ำที่ไหลกลับทิศทาง เมื่อกระแสลมอ่อนตัวลง” ชื่อเต็มๆ ของปรากฏการณ์นี้มีว่า EL Nino-Southern Oscillation หรือเรียกย่อๆ ว่า เอ็นโซ(ENSO event) ภูมิอากาศ กระแสลม และปรากฏการณ์ อัพเวลลิง(upwelling)จะมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดปรากฏการณ์นี้ ทุกๆ 2-6 ปีก็มักจะเกิด เอ็นโซ ขึ้น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของเอ็ลนิโยที่อุ่นขึ้นมา จะใช้คำว่า southern oscillation เพื่อจำแนกปรากฏการณ์นี้ ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดถึงปัจจัยที่ทำให้เอ็ลนิโยอุ่นขึ้นมา แม้จะมีสัญญาณล่วงหน้าจากความกดอากาศมาเกี่ยวข้องก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ ซึ่งทำให้มีน้ำอุ่นไหลจากแปซิฟิกตะวันตกไปยังตอนกลางและทางตะวันออก จนทำให้ฝูงปลาในท้องทะเลของชาวประมงเปรูและชิลีหายไป ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ปริมาณของแพลงตอนก็ลดน้อยลงไปกว่าระดับปกติถึง 20% และปลาเศรษฐกิจของชาวเปรูอย่างปลาแองโชวี ก็จะถูกทำลายไปมากที่สุด

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและกระแสน้ำ มักทำให้บริเวณนอกชายฝั่งของประเทศเปรูประสบหายนะที่คล้ายคลึงกันแบบนี้อยู่เป็นประจำ โดยปกติกระแสน้ำเย็นจากก้นมหาสมุทรที่พาเอาธาตุอาหาร เช่น ฟอสฟอรัส จากส่วนล่างของมหาสมุทรมายังผิวน้ำ จะทำให้แหล่งน้ำบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ขึ้น เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า อัพเวลลิง(upwelling) ปลา พืช และสัตว์น้ำที่หากินอยู่ในบริเวณนั้นจึงมีแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์จากธาตุอาหารที่ถูกพัดพาขึ้นมานี้ และธาตุอาหารนี้ก็จะถูกลมพัดออกจากชายฝั่งเป็นการกระจายไปสู่ทะเลที่ห่างไกลออกไปด้วย กระแสลมที่ลดกำลังลงหรือเปลี่ยนทิศทางในบางปี จะไม่มีความแรงพอที่จะทำให้กระแสน้ำนำเอาธาตุอาหารจากก้นมหาสมุทรขึ้นมาสู่ผิวน้ำได้ การกระจายธาตุอาหารออกนอกชายฝั่งก็ไม่เกิดขึ้น กระแสน้ำอุ่นบริเวณเส้นศูนย์สูตรก็ไหลลงมาทางใต้และอยู่เหนือกระแสน้ำเย็น ธาตุอาหารก็ไม่มีการไหลเวียนขึ้นสู่ผิวน้ำ ธาตุอาหารก็หมดไปอย่างรวดเร็วเพราะอุณหภูมิที่ผิวหน้าน้ำสูงกว่าปกติ จะเกิดการขาดธาตุอาหารในบริเวณชายฝั่งและน่านน้ำใกล้เคียง เกิดการขาดตอนของห่วงโซ่อาหาร แพลงตอนพืชและสัตว์ก็จะตายไป ฝูงปลาและสัตว์จะพากันล้มตายเป็นจำนวนมากเพราะขาดอาหาร ซากปลาที่ตายลอยเป็นระยะทางไกลหลายร้อยไมล์ ปลาที่ทำรายได้หลักให้กับชาวประมง อย่างปลาแมว(anchovy) ก็จะหายไป บางครั้งอาจต้องรอนานถึง 6 เดือน กว่าจะกลับเข้าสู่สภาพที่เป็นปกติดังเดิม

เอ็นโซ หรือเอ็ลนิโย ในปี ค.ศ. 1972 ตามแถบชายฝั่งแคลิฟอร์เนียจะเกิดพายุฤดูหนาวที่รุนแรงมาก เป็นผลให้ในมลรัฐฟลอริดาและบริเวณใกล้เคียงเกิดน้ำท่วมและอากาศหนาวจัดกว่าปกติ เหตุการณ์รุนแรงมากๆ เช่นนี้จากสถิติที่ได้บันทึกไว้พบว่า ทุก 25 ปีมักจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 1986 ก็ได้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น และยืดเยื้อมาจนถึงปี ค.ศ.1988 ส่งผลให้ฤดูร้อนในปี ค.ศ. 1987 ของมลรัฐวอชิงตัน และออเรกอน เกิดความแห้งแล้งขึ้น

เอ็นโซ หรือเอ็ลนิโย ในปี ค.ศ. 1982-1983 ทำให้นกที่อาศัยอยู่ตลอดมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางหลายตัวพากันอดตาย ที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ก็ไม่มีการผสมพันธุ์ บริเวณเกาะคริสต์เคยเป็นแหล่งวางไข่สำคัญของนกประมาณ 18 ล้านตัว ใน 18 ชนิด สถานที่นี้จะอยู่ห่างจากทางตอนใต้ของเกาะฮอโนลูลูไปประมาณ 2,000 กิโลเมตร 95%ของนกพวกนี้พากันทิ้งรัง ไม่ยอมฟักไข่ และทิ้งลูกน้อยไปเมื่อเกิดเอ็ลนิโย พบปริมาณนกหลงเหลือเพียง 150,000 ตัวเท่านั้นจากการสำรวจในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1983 แม้แต่เกาะฟอลคอนที่อยู่ห่างจากฝั่งซานฟรานซิสโกไปประมาณ 45 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันนี้ ก็มีนกพากันอดตายเป็นจำนวนมาก ไข่จำนวนมากต้องฝ่อลงไม่สามารถฟักเป็นตัวได้เนื่องจากแหล่งวางไข่ถูกรบกวน

ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ(red tide)
ธาตุอาหารที่มีอุดมสมบูรณ์มากในท้องทะเล และเมื่อมีอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงและเหมาะสมจะทำให้มีการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของแพลงตอนจำพวก ไดโนแฟลกเจลเลท กลุ่มโกนิโอแลกซ์(Gonyolax) และ โปรโตโกนิโอแลกซ์(protogonyolax) จึงทำให้บริเวณผิวหน้าของน้ำทะเลดูเป็นสีแดงเต็มไปหมด จึงเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า red tide แต่ปรากฏการณ์นี้ชาวไทยจะเรียกว่า ขี้ปลาวาฬ ในแพลงตอนไดโนแฟลกเจลเลทพวกนี้จะมีสารที่เป็นพิษต่อระบบประสาท จึงทำให้ปลาตายลอยอยู่ตามผิวน้ำเป็นจำนวนมาก คิดเป็นระยะทางยาวหลายไมค์ทีเดียว ในปี ค.ศ.1957 บริเวณทะเลอาหรับได้เกิดเหตุการณ์ขี้ปลาวาฬขึ้น ทำให้ปลาตายหลายล้านตัว กินบริเวณกว้างถึง 80,000 ตารางไมล์ ความเปลี่ยนแปลงของปริมาณธาตุอาหาร อุณหภูมิ แสงอาทิตย์ และกระแสน้ำ ที่มีผลต่อการเกิดปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ ในทุกวันนี้นักชีววิทยาฟลอริดาต้องใช้เรือ เครื่องบิน และดาวเทียมเพื่อช่วยสำรวจเหตุการณ์ เพราะสารพิษที่สะสมในเนื้อปลา หอย และสัตว์น้ำในบริเวณที่เกิดขี้ปลาวาฬ หากบริโภคเข้าไปอาจทำให้ถึงตายได้ หากพบความเปลี่ยนแปลงก็จะได้ป้องกันหรือเตือนภัยไว้ก่อน

เมื่อ พ.ศ. 2541 กลางเดือนเมษายน บริเวณรอบเกาะฮ่องกงและแหล่งใกล้เคียง ได้เกิดปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬขึ้น ทำให้กิจการประมงในบริเวณนั้นเกิดความเสียหายอย่างมาก จึงมีประกาศจากรัฐบาลจีนว่า ให้ระงับการจับปลา สัตว์น้ำ และห้ามซื้อขายหรือบริโภคปลาและสัตว์น้ำในบริเวณที่เกิดปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬด้วย และเมื่อปลายเดือนเมษายนของปีเดียวกันในประเทศนี้ก็เกิดปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬขึ้นเป็นครั้งที่สอง เป็นครั้งที่สองที่รัฐบาลจีนต้องประกาศเตือนประชาชน และหาทางกำจัดแพลงตอนไดโนแฟลกเจลเลทให้หมดไปโดยเร็ว

มนุษย์ที่ทำให้น้ำเกิดมลพิษได้อย่างไร
บางครั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของการตายของปลาและสัตว์น้ำเสมอไป แต่มนุษย์ก็สามารถก่อให้เกิดมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำพวกนี้ได้ เช่น ในปี ค.ศ.1969 บริเวณอ่าวเวสต์ฟอลเมาธ์ มลรัฐแมสสาจูแสทต์ มีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากถึง 750,000 แกลลอนลำหนึ่ง ได้ทำน้ำมันหกลงในทะเลกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ทำให้ปลาและนกน้ำบริเวณนั้นถึงแก่ความตายภายในไม่กี่ชั่วโมง ที่รอดชีวิตก็มักจะเป็นหมัน ทั้งปลาและสัตว์น้ำอีกหลายชนิดยังได้รับผลกระทบในเรื่องพัฒนาการของไข่และตัวอ่อนด้วย

ในปี พ.ศ. 2538 ได้มีข่าวจากหนังสือพิมพ์ของโซเวียต และสื่อต่างๆ เตือนประชาชนให้ระมัดระวังการบริโภคปลาที่มีรูปร่างผิดปกติ ในแหล่งน้ำจืดหลายแห่ง เพราะมีสารพิษตกค้างอยู่ อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ สารพิษพวก ดีดีที ยาฆ่าแมลง และสารปรอท ที่สะสมมาเป็นเวลานานในแหล่งน้ำเหล่านี้ ทำให้ปลาหลายตัวมีรูปร่างพิการ จากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ

แหล่งประมงแหล่งใหญ่ที่ชาวยุโรปและชาวโซเวียตเคยได้รับผลผลิตก็คือ ทะเลดำ(the Black Sea) แม้ทะเลเมดิเตอเรเนียนจะอยู่ใกล้ๆ กัน แต่ผลผลิตจากแหล่งนี้ก็มีมากกว่าถึง 5 เท่า แม่น้ำที่เป็นน้ำจืดของ 13 ประเทศที่อยู่ล้อมรอบทะเลดำจะไหลลงมา ทำให้มีการสะสมสารพิษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี ค.ศ.1950-1980 ได้ค้นพบว่า แม่น้ำที่ไหลมาจากยุโรปมีปริมาณของไนเตรทและฟอสเฟตจากของเสียและปุ๋ย เมื่อไหลมายังทะเลดำทำให้ทะเลดำมีสารนี้เพิ่มเป็น 5 เท่า และยังมีสารพิษจากยาฆ่าแมลง เช่น ลินเดน ดีดีที ที่ไหลมาจากแม่น้ำทางโซเวียตอีก รวมทั้งคราบน้ำมันจากเรือเดินสมุทรด้วย ปัญหาใหญ่ทางมลพิษเกิดจากการเจริญเติบโตทางด้านอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับที่เกิดกับทั่วโลก แหล่งอาหารของปลาจากระบบนิเวศก็จะถูกทำลาย เกิดการตายของสาหร่ายสีแดงที่อยู่ใต้ก้นทะเลทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะแหล่งอาหารและแหล่งออกซิเจนของลูกปลาทะเลเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ปลาแมว ปลาเทอบอต ปลาแมคเคอเรล ปลาซีกเดียว และปลาสเตอเจียน ล้วนมาจากสาหร่ายสีแดงนี้ทั้งสิ้น สาหร่ายสีแดงจึงได้รับฉายาว่า “ปอดของทะเลดำ” ในปี ค.ศ. 1980 นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า สาหร่ายชนิดนี้ 95% ได้ตายไปแล้ว บริเวณนี้ระบบนิเวศทางทะเลจะถูกทำลาย สัตว์น้ำอื่นๆ เช่น ฟองน้ำ สัตว์น้ำตัวเล็กๆ ที่อยู่ก้นทะเล ลูกกุ้งลูกปู ก็จะตายกันไป ในแหล่งนี้เคยมีปลาที่ทำรายได้อย่างใหญ่หลวงถึง 26 ชนิด ก็พลอยล้มตายและลดจำนวนลงไปอย่างมาก

ที่ยังพอจะจับได้บ้างในปัจจุบันนี้ก็เหลือเพียง ปลาแมคเคอเรลและหอยนางรม เส้นทางที่บรรพบุรุษของปลาสเตอเจียนเคยอพยพก็เต็มไปด้วยสารพิษ จึงทำให้ไม่สามารถที่จะอพยพหนีไปได้ ยังคงหลงเหลือปลาเศรษฐกิจอยู่เพียง 4 ชนิดเท่านั้น ทะเลก็แปรเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม หาดทรายขาวสะอาด มีน้ำใสมองลึกลงไปได้ถึง 50 เมตร ก็จะเป็นทรายก้นทะเลที่เต็มไปด้วยคราบสิ่งสกปรก ตามชายหาดบริเวณคอนสแตนตา ในโรมาเนีย โอเดสซา ในยูเครน แหล่งท่องเที่ยวต้องปิดตัวลงเพราะเต็มไปด้วยมลพิษ เต็มไปด้วยซากปลาตายที่ลอยมาติดชายหาด ตามชายฝั่งปริมาณของเชื้อโรค Cholera ก็เพิ่มขึ้นมาก และเพื่อกำจัดขณะและมลพิษก่อนที่น้ำจากแม่น้ำต่างๆ จะไหลลงสู่ทะเลดำ ได้มีการอนุมัติเงินกว่า 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของธนาคารโลก แต่ก็ยังมีการกล่าวอ้างของนักวิชาการหลายท่านว่า ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ใน 13 ประเทศที่ปล่อยน้ำลงสู่ทะเลดำควรจะมีการป้องกันที่ครอบคลุมมากกว่านี้

ที่มา: จากหนังสือเรื่อง มีนวิทยา
เรียบเรียงโดย: สุภาพร สุกสีเหลือง
ภาควิชาชีววิทยา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ