ปลูกสาเกเป็นไม้ผลหรือไม้ประดับ

By -

ชื่อภาษาอังกฤษ Breadfruit, kada-chakkai, Bread nut
ชื่อวิทยาศาสตร์ Artocarpus altilis
ชื่อวงศ์ Moraceae
ชื่ออื่นๆ ขนุนสำปะลอ, อุลุ, สุกุน, โคโลสาเก

สาเกเป็นไม้ผลพื้นเมือง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบหมู่เกาะทางด้านตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย และทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ต่อมาได้มีการกระจายพันธุ์ไปยังหมู่เกาะอินดีสตะวันตก และแพร่ขยายไปยังภูมิภาคเขตร้อนทั่วไป และทุกส่วนของต้นจะมียางสีขาวขุ่นอยู่ภายใน เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุลเดียวกับขนุน จำปาดะ และมารัง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
สาเกเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ แตกกิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มกว้าง มีความสูงของลำต้นประมาณ 15-20 เมตร มีเปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม

ใบ
ลักษณะของใบเป็นแฉกเว้าลึกจนเกือบถึงเส้นกลางใบ ออกเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบหนามีสีเขียวเข้มเป็นมันสวยงาม เป็นใบขนาดใหญ่ มีความกว้างประมาณ 25-35 ซม. ยาวประมาณ 30-40 ซม. เส้นใบและก้านใบมีสีเหลือง มีกาบใบสีเหลืองแกมเขียวหุ้มส่วนที่เป็นยอดใบอ่อนอยู่

ดอก
ดอกสาเกจะออกเป็นช่อ โดยแยกเป็นช่อดอกตัวผู้และช่อดอกตัวเมีย ช่อดอกตัวผู้จะมีรูปทรงคล้ายกระบองห้อยลงมา มีความยาวประมาณ 20-30 ซม. ส่วนช่อดอกตัวเมียมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม สามารถให้ดอกได้ตลอดทั้งปี

ผล
ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ หรือค่อนข้างกลม เป็นผลรวม เปลือกผลมีสีเขียว เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียวหรือขาว มีขนาดผลประมาณ 15-20 ซม. ไม่มีเมล็ด ในแต่ละต้นจะให้ลูกดกประมาณ 200 ลูก ส่วนสายพันธุ์ที่มีเมล็ดจะเรียกว่า ขนุนสำปะลอ

ต้นสาเกมีอยู่มากกว่า 120 สายพันธุ์ ซึ่งนับเป็นเวลานานกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ที่มนุษย์เราได้นำมาปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ แต่สายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์คือ
1. พันธุ์ข้าวเหนียว-ลักษณะของผลมีขนาดใหญ่ เมื่อผลสุกเนื้อภายในค่อนข้างเหนียว นิยมนำไปทำเป็นขนมหวาน

2. พันธ์ข้าวเจ้า-ลักษณะของผลมีขนาดเล็กกว่า เนื้อภายในหยาบร่วน ไม่ค่อยนิยมนำรับประทานกัน เหมาะแก่การนำไปแปรรูปทำเป็นแป้ง

การขยายพันธุ์
วิธีที่นิยมทำกันในปัจจุบันคือ การสกัดราก ทำได้โดย เลือกรากที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้วที่อยู่บริเวณโคนต้น แล้วตัดให้ขาด เมื่อปล่อยทิ้งไว้ระยะหนึ่ง รากที่ถูกตัดก็จะแตกหน่อออกมาเป็นต้นใหม่ หากมีต้นใหม่หลายต้นก็ให้ทำการแยกมาปลูกชำไว้ในที่ร่ม เมื่อต้นแข็งแรงดีแล้วจึงค่อยย้ายปลูกต่อไป

การปลูก
สาเกเป็นพืชเขตร้อน จึงสามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคในประเทศไทย เติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญได้ดีในดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ หากเป็นดินชนิดอื่นที่ได้ปรับปรุงให้มีสภาพที่เหมาะสมแล้ว ก็สามารถเจริญเติบโตได้รวดเร็วเช่นกัน แหล่งปลูกสาเกต้องมีปริมาณน้ำฝนต่อปีไม่น้อยกว่า 50 ซม. เป็นพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมขัง หรือชื้นแฉะ เป็นพืชที่ชอบแสงแดดจัดๆ จึงไม่ควรปลูกใต้ต้นไม้อื่น หรือในที่ร่ม

ประโยชน์
ในเนื้อสาเกจะอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต พลังงาน แคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี โพแทสเซียม เส้นใย ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน โรคความจำเสื่อม ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ช่วยซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ มีสารต้านอนุมุลอิสระ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

สาเกมีคุณค่าทางสารอาหารสูงกว่าพืชพวกเผือกและมันสำปะหลัง จึงมีการตั้งเป็น “สถาบันสาเก (Breadfruit institute)” ขึ้นในมลรัฐฮาวาย เพื่ออนุรักษ์พืชชนิดนี้ไว้

เนื้อผลดิบยังสามารถนำไปทำเป็นแป้ง นำไปเชื่อม อบกรอบ หรือทำเป็นขนมต่างๆ ได้มากมาย ใบและผลใช้เป็นอาหารสัตว์ เส้นใยจากเปลือกต้นใช้ทอผ้า เนื้อไม้ที่มีความแข็งแรงทนทานสามารถทำเป็นเรือ ใช้สร้างบ้าน หรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้ ส่วนยางที่แห้งเหนียวสามารถนำไปอุดรอยรั่วของเรือได้ ดอกสาเกสามารถใช้ไล่ยุงไม่ให้มารบกวนได้ และสารสกัดที่ได้จากเนื้อไม้ สามารถใช้ยั้งยั้งการสร้างสารเมลานินที่ไม่ทำให้เกิดพิษต่อเซลล์ของร่างกาย ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้

สำหรับคนโบราณมีความเชื่อว่า ผู้ที่เป็นกามโรคไม่ควรรับประทานสาเก เพราะถือเป็นของแสลงที่อาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิมได้ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันกรณีนี้ได้อย่างแน่ชัด

สาเกเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ และยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย สามารถเจริญเติบโตได้เร็ว ให้ผลดก และมีใบที่สวยงาม จึงเหมาะที่จะปลูกไว้เป็นไม้ผลหรือไม้ประดับที่ให้ร่มเงาในบริเวณบ้านเป็นอย่างยิ่ง