ปัจจัยทางเคมีที่ส่งผลกระทบต่อปลา

By -

สารหรือตัวทำละลายที่รู้จักกันดีก็คือ น้ำ ซึ่งมีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตมาก หากมีสารละลายอื่นปนเข้ามาในน้ำที่ปลาอาศัย มันจะไวต่อคุณภาพน้ำที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก มีปัจจัยทางเคมีมากมายหลายอย่างที่ละลายในน้ำ และมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของปลา เช่น

ออกซิเจน
ออกซิเจนและก๊าซต่างๆ จะผสมอยู่อากาศมากมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสัตว์บกน้อยกว่าสัตว์น้ำ เพราะในน้ำจะมีปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่น้อยกว่าในอากาศมาก ในแหล่งน้ำต่างๆ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ก็มีความผันแปรแตกต่างกันไป ออกซิเจนสามารถละลายได้ดีและมากกว่าในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำ ในน้ำที่มีอุณหภูมิ 1 องศาเซลเซียส ออกซิเจนสามารถละลายอิ่มตัวได้ประมาณ 14 ส่วนในล้าน(ppm) แต่ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส สามารถละลายได้เพียง 8 ส่วนในล้าน แต่อัตราเมตะบอลิซึมของปลาจะลดต่ำลงในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำ ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ต้องการก็ลดน้อยลงกว่าในที่อุณหภูมิสูงด้วย เช่น ปลาเพิร์ชเหลืองจะไม่ตาย เมื่อน้ำมีอุณหภูมิต่ำลงเหลือ 4 องศาเซลเซียส มันจะตายก็ต่อเมื่อปริมาณออกซิเจนลดลงต่ำกว่า 1 พีพีเอ็ม แต่ปลาเพิร์ชเหลืองจะตายทันทีในอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำกว่า 2.25 พีพีเอ็ม

ความตายของปลาทุกชนิด เกิดจากสภาวะขาดออกซิเจน ปลาจะเริ่มลดกิจกรรมต่างๆ ลงเมื่อถึงจุดวิกฤติ เพื่อใช้ออกซิเจนให้น้อยที่สุด อัตราการเจริญและการสืบพันธุ์ของปลาจะลดลงอย่างมากที่สุด ถ้าสภาวะออกซิเจนต่ำดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน การมีปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำมักมีสาเหตุมาจากภาวะมลพิษ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนมากในการเน่าสลายของสารอินทรีย์ในน้ำ ในบริเวณน้ำจืดเขตร้อนจะพบปัญหานี้ได้มาก สัตว์น้ำต้องปรับตัวขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำเมื่อมีปริมาณออกซิเจนในน้ำลดต่ำลง ปลาหลายชนิดจำเป็นต้องปรับตัวและมีวิวัฒนาการของอวัยวะช่วยหายใจแบบต่างๆ เพื่อให้หายใจในอากาศแทนได้ในที่สุด อวัยดังกล่าวก็อย่างเช่น ลาบัยรินธ์ เดนไดรท์ และปอดของพวกปลามีปอด

ความเค็ม(salinity)
เครื่องแบ่งกั้นขอบเขตที่อยู่อาศัยของปลา ว่าเป็นปลาน้ำจืดหรือปลาทะเลก็คือ ปริมาณความเค็มในน้ำ ปลาน้ำจืดเช่น ปลาซิว ตะเพียน ปลาดุก ปลากราย ปลาไหลนา ปลาช่อน ปลาหมอ ฯลฯ ปลาน้ำจืดที่สามารถปรับตัวมาอยู่ในทะเลได้มีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น แต่ปลาทะเลที่สามารถปรับตัวเข้ามาอยู่อาศัยในน้ำจืดได้มีอยู่หลายชนิด ปลาที่เรียกว่า สทีโนฮาลีน(stenohaline) เป็นปลาที่สามารถปรับตัวอยู่ได้ในน้ำจืดหรือน้ำทะเลที่มีช่วงความเค็มแคบๆ ส่วนปลาที่เรียกว่า ยูรัยฮาลีน(euryhaline) เป็นปลาที่สามารถปรับตัวอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดหรือน้ำทะเลที่มีช่วงความเค็มกว้างมาก ความเค็มที่ไม่เกิน 3-5 พีพีที(ส่วนในพัน)ปลาน้ำจืดสทีโนฮาลีน จะสามารถทนได้ แต่ความเค็มที่สูงกว่า 30-35 พีพีที(น้ำทะเลมีความเค็ม 35 พีพีที) ปลาน้ำเค็มสทีโนฮาลีนก็จะหลีกเลี่ยงไป ในบริเวณที่มีความผันแปรของระดับความเค็ม ปลาพวกยูรัยฮาลีนจะชอบอาศัยอยู่ เช่นในบริเวณน้ำกร่อย ทะเลสาบ บริเวณที่มีน้ำขึ้น-ลง หรือในที่ค่อนข้างจะแห้งแล้ง ในสภาพที่มีปริมาณความเค็มต่ำ ตัวอ่อนของปลาทะเลมักจะสามารถทนอยู่ได้ดีกว่าปลาตัวโต เพราะในแหล่งน้ำกร่อยบริเวณปากแม่น้ำหรือปากอ่าวจะมีความปลอดภัยและมีอาหารอุดมสมบูรณ์มากกว่าในทะเลเปิด ซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งอนุบาลลูกปลาได้เป็นอย่างดี หรือแม้แต่ปลาแบสลาย ซึ่งเป็นปลายูรัยฮาลีนตัวเต็มวัยแล้ว ก็ยังชอบหากินในบริเวณแหล่งน้ำกร่อยเสียเป็นส่วนใหญ่

ส่วนใหญ่ปลาที่อาศัยตามบริเวณน้ำขึ้น-ลงจะเป็นพวกยูรัยฮาลีน เพราะน้ำทะเลในบริเวณดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงความเค็มอยู่ตลอดเวลา เมื่อฝนตกก็จะเป็นเหตุให้ความเค็มลดลง และเมื่อน้ำทะเลระเหยไปมากก็จะทำให้ความเค็มมีเพิ่มขึ้น ในแคลิฟอร์เนียน้ำที่มีความเค็มตั้งแต่ 12-83 พีพีที พวกปลามัดซักเกอร์ลองจอว์(ปลาบู่ชนิดหนึ่ง) สามารถอาศัยอยู่ได้ และในน้ำจืดและน้ำที่มีความเค็มถึง 142 พีพีที ปลาชีพเฮดท็อปมินโนว์(sheephead topminnow) ก็สามารถที่จะอยู่ได้เช่นกัน

พีเอช(pH)
มาตราที่ใช้วัดปริมาณความเข้มข้นของไอออนในน้ำ และผลสะท้อนของสภาวะความเป็นกรดเป็นด่าง คือ พีเอช พีเอชของน้ำที่มีสภาวะเป็นกลางจะเท่ากับ 7 ส่วนน้ำที่มีค่าพีเอชมากกว่า 7 ขึ้นไปจะมีสภาวะเป็นด่าง แต่ค่าพีเอชของน้ำที่มีสภาวะเป็นกรดจะต่ำกว่า 7 ในมหาสมุทรจะมีเกลือแร่ต่างๆ ช่วยควบคุมสภาพความเป็นกรด-ด่าง ทำให้มีพีเอชค่อนข้างคงที่ เมื่อมีพีเอชในน้ำประมาณ 5-9 ปลาน้ำจืดก็จะสามารถดำรงชีพอยู่ได้ตามปกติ ปลาอาจถึงแก่ความตายได้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงพีเอชอย่างกะทันหัน และเมื่อพีเอชต่ำกว่า 4 และสูงเกิน 10 ขึ้นไปก็จะทำให้ปลาตายเป็นส่วนใหญ่

ปลาจะเจริญเติบโตได้ดีในน้ำที่มีสภาวะเป็นด่างเล็กน้อย มีปลาเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่สามารถอาศัยอยู่ได้ในน้ำที่มีค่าพีเอชสูงกว่า 8.5 เช่น ในบริเวณซาคราเมนโตของคาร์ลิฟอร์เนียที่มีน้ำค่อยข้างเป็นด่าง จะพบว่ามีปลาซาคราเมนโตเพิร์ช(ปลาซันฟิชน้ำจืดชนิดหนึ่ง)อาศัยอยู่ ปัจจุบันปลานี้จะหายากมากเพราะอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว ปลาเทราต์สายรุ้งในทะเลสาบอีเกิล ก็เป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่สามารถอยู่ได้ในน้ำที่มีค่าพีเอชถึง 9.5 ซึ่งเป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่นักตกปลาโปรดปรานมาก

ความเป็นกรดในน้ำมักเกิดจากสารพิษโลหะหนักซึ่งเป็นพิษต่อปลา จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ปลาไม่สามารถทนต่อสภาวะความเป็นกรดอย่างนี้ได้ และหลังจากฝนตกก็จะทำให้น้ำมีสภาพความเป็นกรดมากขึ้น เพราะในน้ำฝนมักจะมีสภาพความเป็นกรดอยู่ จึงมักทำให้ปลาหายไป จากการลดอัตราการเจริญเติบโต ลดอัตราการสืบพันธุ์ และปลาจะตายทันทีเมื่อความเป็นกรดเหลือเพียง 4.5 ฝนกรดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลาหลายชนิดในโลกนี้เริ่มลดจำนวนลงและใกล้สูญพันธุ์ เกือบจะไม่มีปลาอาศัยอยู่เลยในทะเลสาบบางแห่งของแคนาดาและยุโรป เพราะมีฝนกรดตกลงมามาก นอกจากนี้แหล่งน้ำที่เป็นอันตรายต่อปลาเช่นกันคือ ในที่ที่มีการทำเหมือง โดยเฉพาะเหมืองแร่เหล็กและดีบุก

ที่มา: จากหนังสือเรื่อง มีนวิทยา
เรียบเรียงโดย: สุภาพร สุกสีเหลือง
ภาควิชาชีววิทยา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ