ป๊อบปี้สีฟ้าดอกไม้ประจำชาติภูฏาน

By -

ประเทศภูฏานตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งอยู่ระหว่างประเทศอินเดียและจีน เป็นประเทศขนาดเล็กในภูมิภาคเอเชียใต้ และมีภูเขาอยู่เป็นจำนวนมาก มีชื่อของประเทศที่ใช้เรียกอย่างเป็นทางการว่า ราชอาณาจักรภูฏาน คำว่า ภูฏาน มาจากคำในภาษาสันสกฤตว่า ภู-อุฏฺฏาน ที่หมายถึง “แผ่นดินบนที่สูง”

ดรุกปา ลามะ ได้ลี้ภัยจากทิเบตมาสุ่ภูฏานในปี พ.ศ. 2173 และได้ตั้งตัวขึ้นเป็นธรรมราชา ปกครองแผ่นดินด้วยระบบศาสนเทวราชในเวลาต่อมา ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยจำนวน 4 ตำแหน่ง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22-23 ภูฏานถูกรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้านหลายครั้ง โดยเฉพาะทิเบต แม้จะแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวแล้วก็ตาม ในระยะต่อมาประเทศอังกฤษที่มีอำนาจอยู่ในอินเดียก็ยังเข้ามารุกรานอีก และในปี พ.ศ. 2453 ก็ได้ทำการเจรจาสงบศึกต่อกันป๊อปปี้สีฟ้า

ภูฏานได้รวมรวบเป็นปึกแผ่นและก่อตั้งเป็นประเทศขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 17 โดยนักบวช ซับดุง นาวัง นำเยล(Zhabdrung Ngawang Namgyal) และได้เริ่มบริหารประเทศโดยแยกเป็นฝ่ายฆราวาสและฝ่ายสงฆ์ในปี 2194 ต่อมาในวันที่ 17 ธันวาคม 2450 ได้มีการรวมตัวกันที่เมืองพูนาคาของพระคณะที่ปรึกษาของรัฐ ผู้ปกครองมนฑลต่างๆ และตัวแทนของประชาชน เพื่อเลือกผู้ปกครองเมืองตองซา ที่มีชื่อว่า อูเก็น วังชุก ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของภูฏาน ให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชวงศ์วังชุกองค์แรก เนื่องจากมีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำที่ดี ต้องการให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเคร่งในศาสนา

ปัจจุบันประเทศภูฏานมี สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก เป็นพระมหากษัตริย์ปกครองประเทศ ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2549 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในลำดับที่ 5 ของราชวงศ์วังชุก และมีคณะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษา การออกกฎหมายต่างๆ เป็นหน้าที่ของสภาแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า ซงดู(Tsongdu) ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งหมด 161 คน โดยที่สมาชิกจำนวน 106 คน ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ส่วนที่เหลืออีก 55 คน พระมหากษัตริย์จะเป็นผู้แต่งตั้งขึ้น

การเลือกตั้งทั่วไปของภูฏานจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีพรรคการเมือง 2 พรรคคือ พรรคสันติภาพและความรุ่งเรืองของภูฏาน และพรรคประชาธิปไตยประชาชน

ประเทศภูฏานแบ่งการบริหารปกครองออกเป็น 4 เขต ซึ่งแต่ละเขตก็แบ่งย่อยไปอีกเป็นมนฑล รวมทั้งหมด 20 มณฑล คือ
1. มณฑลบุมทัง 2. มณฑลชูคา 3. มณฑลดากานา 4. มณฑลกาซา 5. มณฑลฮา 6. มณฑลฮุนต์ชิ 7. มณฑลมองการ์ 8. มณฑลพาโร 9. มณฑลเปมากัตเซล 10. มณฑลพูนาคา 11. มณฑลซัมดรุปจงคาร์ 12. มณฑลซัมชิ 13. มณฑลซาร์ปัง 14. มณฑลทิมพู 15. มณฑลตาชิกัง 16. มณฑลชิยังต์ซี 17. มณฑลตงซา 18. มณฑลชิรัง 19. มณฑลวังดีโพดรัง 20. มณฑลเชมกัง

สัตว์ประจำชาติของภูฏานคือ ทาคิน มีตัวขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายวัวผสมแพะ ตามตัวมีขนสีดำ มีเขา 2 เขา ชอบอาศัยอยู่ในป่าโปร่งที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเกินกว่า 4,000 เมตร มักอยู่รวมกันเป็นฝูง อาหารของมันคือ ไม้ไผ่ มีเฉพาะที่ภูฏานเพียงแห่งเดียว และเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว

ต้นไม้ประจำชาติของภูฏานคือ ต้นสนไซปรัส ซึ่งมักนิยมปลูกไว้ตามวัด

ดอกไม้ประจำชาติของภูฏานคือ ดอกป๊อปปี้สีฟ้า พบได้ตามภูเขาในภูฏาน เป็นดอกไม้ป่าชนิดหนึ่ง

อาหารประจำชาติของภูฏานคือ Ema datshi ที่มีส่วนประกอบของพริกสด ซอสเนย หัวไชเท้าต้มเข้าด้วยกัน มันหมูและหนังหมู ส่วนข้าว บะหมี่ ข้าวโพด ถือเป็นอาหารหลัก อาหารพื้นบ้านก็เป็นอาหารแบบเรียบง่ายที่หามาได้ ส่วนประกอบในอาหารส่วนใหญ่จะเป็นพริก ผัก น้ำมันหมู ชาวภูฏานส่วนใหญ่ยังนิยมกินหมากกันอยู่ และชอบอาหารที่มีรสจัด เครื่องดื่มก็จะเป็นชาใส่นมหรือน้ำตาล ไม่นิยมสูบบุหรี่ มีการหมักเหล้าที่มีส่วนผสมของข้าวและไข่ไว้ดื่มในฤดูหนาว และยังมีอาหารทิเบต เช่น ซาลาเปาไส้เนื้อ ชาใส่เกลือและเนย และมีการกินข้าวเป็นหลักแบบอาหารของเนปาลด้วย

ธงชาติภูฏานมี 2 สี คือ สีเหลืองและสีส้ม
สีเหลืองจะอยู่ที่ด้านบน เป็นสีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทั้งในทางโลกและทางธรรม ซึ่งหมายถึง อำนาจของพระมหากษัตริย์

สีส้มที่อยู่ส่วนครึ่งล่างของธงชาติ หมายถึง การปฏิบัติ ความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาพุทธ

ส่วนตรงกลางของธงชาติจะมีรูปมังกรสีขาวบริสุทธิ์อ้าปากคำรามอยู่ ซึ่งหมายความว่าเป็นดินแดนแห่งมังกรสายฟ้า แสดงถึงความจงรักภักดีของคนในประเทศทุกเชื้อชาติทุกภาษา และความมีอำนาจน่าเกรงขามของพระผู้เป็นเจ้าที่ปกป้องคุ้มครองประเทศภูฏานอยู่ทั้งชายและหญิง

ภูฏานเป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก มีพื้นที่ของประเทศประมาณ 38,394 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล

ลักษณะภูมิอากาศของประเทศภูฏานจะไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก ภูมิอากาศส่วนใหญ่เป็นแบบกึ่งร้อน มีฝนตกชุก ยกเว้นบริเวณภูเขาสูงทางตอนเหนือจะมีอากาศค่อนข้างหนาว อุณหภูมิในช่วงกลางวันประมาณ 25-15 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 10-5 องศาเซลเซียส ฤดูต่างๆ มีอยู่ 4 ฤดู คือ
1. ฤดูใบไม้ผลิ เป็นช่วงที่มีอากาศอบอุ่น หรืออาจมีฝนตกลงมาบ้างประปราย จะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

2. ฤดูร้อน ตามเทือกเขาจะเขียวชอุ่ม เพราะช่วงนี้จะมีพายุฝน จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม

3. ฤดูใบไม้ร่วง การเดินเขาในช่วงนี้จะเหมาะมาก เพราะท้องฟ้าแจ่มใส่และมีอากาศเย็น จะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน

4. ฤดูหนาว ช่วงนี้ในตอนกลางคืนและตอนเช้าตรู่อากาศค่อยข้างเย็นจัด บางครั้งอาจมีหิมะตกลงมาโดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม ฤดูหนาวของภูฏานจะอยู่ในช่วงของเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์

ภูฏานใช้สกุลเงินที่เรียกว่า งุลตรัม เป็นอัตราคงที่ที่ผูกไว้กับเงินรูปีของอินเดีย สามารถนำมาชำระหนี้ได้ตามกฏหมาย

แม้ว่าเศรษฐกิจของภูฏานจะมีขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็มีอัตราการเติบโตที่สูงมาก จนได้เป็นอันดับสองของโลก เนื่องจากมีการใช้เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าทาลา ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น รายได้หลักของประเทศก็มาจากเกษตรกร และมีไฟฟ้าพลังน้ำซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญส่งไปยังอินเดียด้วย

ในภูฏานมีพื้นที่ของป่าถึง 60% มีอุทยานแห่งชาติ 4 แห่ง มีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 4 แห่ง และมีเขตสงวนธรรมชาติ 1 แห่ง และในพื้นที่ดังกล่าวยังมีพืชและสัตว์หายากอีกกว่า 7,000 ชนิด มีกล้วยไม้ประจำถิ่น 300 เขต มีพันธุ์ไม้หายากอีกประมาณ 500 ชนิด และสมุนไพรหายากมีอีกประมาณ 150 ชนิด

ประชากรของชาวภูฏานมีอยู่ประมาณ 752,700 คน ซึ่งเป็นข้อมูลในปี พ.ศ. 2547 มีอยู่ด้วยกัน 3 เชื้อชาติ คือ
1. ชาร์คอป(Sharchops) อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออก เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม
2. งาลอบ(Ngalops) อาศัยอยู่ทางภาคตะวันตก เป็นชนชาติที่มีเชื้อสายธิเบต
3. โลซาม(Lhotshams) อาศัยอยู่ทางตอนใต้เป็นส่วนใหญ่ เป็นชนชาติที่มีเชื้อสายเนปาล

กีฬาที่สำคัญของชาวภูฏานคือ การแข่งขันธนู
ภาษาประจำชาติของภูฏานคือ ภาษาซองคา แต่โดยทั่วไปจะใช้ภาษาอังกฤษ
เครื่องแต่งกายประจำชาติของผู้ชายเรียกว่า โฆ(Kho) ส่วนของผู้หญิงเรียกว่า ฆีระ(Khira)
ชาวภูฏานส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน(ตันตรยานหรือวัชรยาน) รองลงมาคือ ศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์

ดอกไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศภูฏานก็คือ ดอกป๊อปปี้สีฟ้า ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Blue Poppy เป็นดอกไม้ป่า ที่พบได้ตามซอกหินบนภูเขาที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 เมตรขึ้นไป ซึ่งเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์

ป๊อปปี้สีฟ้าจัดเป็นไม้พุ่มทรงสูง มีลำต้นสูงประมาณ 1 เมตรขึ้นไป ลักษณะของดอกมีสีฟ้า หรือสีม่วงอ่อน เกสรมีลักษณะเป็นเส้นใยสีขาว กลีบดอกบาง มักผลิดอกในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ต้นจะตายลงไปหลังจากที่ออกดอกและให้เมล็ดแล้ว ซึ่งในเมล็ดจะมีน้ำมันอยู่เป็นจำนวนมาก

การเพาะเมล็ดดอกป็อปปี้
ไม่ควรใช้ดินกลบเมล็ด เพราะในการงอกดอกป๊อปปี้จะต้องการแสงช่วย ในอุณหภูมิระหว่าง 10-15 องศาเซลเซียส จะเหมาะในการงอกของเมล็ดป๊อปปี้

วัสดุที่ใช้สำหรับเพาะควรเป็นทรายแม่น้ำหรือพีทมอส

โรยเมล็ดให้กระจายทั่วภาชนะที่เตรียมไว้ และให้น้ำแบบสเปรย์

คลุมภาชนะที่ใช้ปลูกด้วยพลาสติกใส นำไปวางในตู้ที่มีความเย็น ให้มีความชื้นประมาณ 70-80% เป็นเวลา 2 สัปดาห์

เมื่อครบกำหนดให้เอาออกมาวางในที่ที่มีอุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส อากาศแห้ง เย็น และมีแสงสว่าง ให้น้ำแบบสเปรย์เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ไม่ควรปล่อยให้แห้งหรือแฉะ

เมื่อครบกำหนดให้แช่เมล็ดในตู้เย็นที่มีความชื้นประมาณ 70-80% อีกครั้ง ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์

การแช่เย็นและอุ่นเมล็ดนี้ให้ทำซ้ำไปจนครบ 6 สัปดาห์ เมื่อย้ายไปปลูกในสถานที่ที่มีอุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส ประมาณ 7-20 วันเมล็ดก็จะเริ่มงอก