พริก

By -

พริกเป็นผลของพืชที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Capsicum annuum L. ในวงศ์ Solanaceae ฝรั่งเรียกหลายชื่อ เช่น Paprika, Garden Pepper, Chillies พริกเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ แต่ปลูกกันทั่วไปทั้งในเขตอบอุ่นและเขตร้อน นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานแล้ว ก่อนพริกชนิดหรือสายพันธุ์อื่นๆ ในสกุลเดียวกัน พริกชนิดนี้มีหลายพันธุ์ ที่คนไทยรู้จักกันดี มีพริก

๑. พริกบางช้าง มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Capsicum annuum L. var. longum(L.) Sendt.

๒. พริกหยวก มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Capsicum annuum L. var. grossum Sendt.

๓. พริกตุ้ม มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Capsicum annuum L. var. abbreviate Fingerhuth.

๔. พริกชี้ฟ้า (Chilli Spur Pepper) มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Capsicum annuum L. var. acuminatum Fingerhuth. เป็นต้น

พริกเป็นพืชขนาดเล็ก อายุปีเดียว สูง ๖๐-๑๕๐ ซม. กิ่งเป็นสี่เหลี่ยม ใบเป็นใบเดี่ยว หรือเป็นคู่ เรียงสลับกันหรือออกตรงข้าม รูปไข่หรือรูปใบหอก ขนาดกว้าง ๑-๔ ซม. ยาว ๒-๑๐ ซม. ปลายและโคนแหลม ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีขาวนวล ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น ๕ แฉก และจะคงอยู่จนดอกกลายเป็นผล กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ดอกคว่ำเมื่อบาน ขนาดผ่าศูนย์กลาง ๑-๑.๕ ซม. เกสรตัวผู้มี ๕ อัน ผลรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายเรียว ยาว ๗-๑๒ ซม. ขนาดผ่าศูนย์กลาง ๑-๑.๕ ซม. สีขาวนวลหรือสีขาวอมเขียว หรือสีเขียวอ่อน เรียก “พริกหยวก” เมื่อแก่จัดเป็นสีแดง เรียก “พริกบางช้าง” เมล็ดมีจำนวนมาก รูปค่อนข้างกลม แบน สีเหลืองอ่อน

สารที่ทำให้พริกมีรสเผ็ดร้อนในพริก มีอยู่ราวร้อยละ ๐.๑-๑ สารเหล่านี้ที่สำคัญมี แคปไซซิน(capsaicin), ไดไฮโดรแคปไซซิน(dihydrocapsaicin), นอร์ไดไฮโดรแคปไซซิน(nordihydrocapsaicin) เป็นต้น ซึ่งพบบริเวณไส้ของผล ไม่พบที่เมล็ด

ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า พริกมีรสเผ็ดร้อน รู้กัดเสมหะ ทำให้น้ำลายใส แก้ไอ แก้ตานซาง แก้ไข้สันนิบาต

แพทย์ตามชนบทใช้พริกเป็นยาขับลม ยาบำรุงธาตุ และปรุงเป็นยานวดแก้ตะคริว

ใบของต้นพริกมีกลิ่นฉุน รสเย็น แก้ไข้หวัดกำเดาที่ทำให้ปวดศีรษะ โดยใช้ตำกับดินสอพอง ปิดขมับ จะทำให้หายปวดหัว

*พริกอีกชนิดหนึ่งเพิ่งจะนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยราวต้นรัตนโกสินทร์ เรียก “พริกแกว” หรือ “พริกขี้หนู” ได้จากพืชในวงศ์เดียวกันที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Capsicum frutescens L. (ชื่อพ้อง Capsicum minimum Roxb.) มีชื่อสามัญว่า “Cayenne Pepper” หรือ “African Chillies”

ที่เรียก “พริกแกว” นั้น เพราะไทยเราได้พันธุ์มาจากญวน ซึ่งฝรั่งเศสที่ยึดครองอินโดจีนอยู่เอาเข้ามาปลูกจากประเทศเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในแอฟริกาอีกต่อหนึ่ง*

**ปัจจุบันมีการนำเอาแคปไซซิน(capsaicin) ที่สกัดจากพริกไปผสมในยาต่างๆ เช่น ยาธาตุ ยาขับลม ยาแก้ปวดท้อง เนื่องจากสารนี้มีฤทธิ์กระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำย่อยและการบีบ และคลายตัวของกระเพาะอาหาร ใช้ผสมในยาขี้ผึ้งที่ใช้ทาถูนวดแก้อาการปวดเมื่อย ทำให้บริเวณที่ทามีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น นอกจากนั้นยังใช้พริกแต่งกลิ่นและสีของอาหารหลายประเภท เช่น เนื้อสัตว์ ซุป ซอส**

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์