พุดตะแคง

By -

ชื่อสามัญ Lady of the night, Yellow Brunfelsia
ชื่อวิทยาศาสตร์ Brunfelsia americana L.
ชื่อวงศ์ SOLANACEAEพุดตะแคง

พุดตะแคง เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก ที่จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับต้นมะเขือ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดียแถบตะวันตก บริเวณหมู่เกาะเวสต์อินดีส เป็นไม้ดอกหอมที่นิยมปลูกลงดินหรือในกระถางเพื่อประดับไว้ตามอาคารบ้านเรือน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
แตกกิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มกลมเตี้ยๆ มีความสูงของลำต้นประมาณ 1-2 เมตร

ใบ
มีลักษณะเป็นรูปไข่กลับหรือรูปหอก โคนและปลายใบแหลม แผ่นใบเรียบมีสีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ มีขนาดความกว้างของใบประมาณ 3.5-4.5 ซม. ยาวประมาณ 4-10 ซม. ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับกันที่ปลายยอด

ดอกพุดตะแคง1
ออกเป็นดอกเดี่ยว หรือรวมกันเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง มีลักษณะคล้ายดอกมะลิ กลีบดอกมี 5 กลีบ จะเรียงซ้อนทับกันเล็กน้อย ปลายกลีบบิดตะแคงคล้ายกังหัน โคนดอกมีลักษณะเป็นหลอดยาว ก้านดอกสั้น มีเกสรตัวผู้กลางดอกจำนวน 4 อัน เมื่อดอกเริ่มบานจะมีสีขาวนวลและจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อบานเต็มที่ และร่วงโรยไปในวันรุ่งขึ้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกมีประมาณ 3-5 ซม. ดอกมีกลิ่นหอมแรงในช่วงกลางคืน ให้ดอกได้ตลอดทั้งปี ส่วนในช่วงฤดูฝนจะออกดอกดกเป็นพิเศษ

ผล
มีลักษณะเป็นรูปทรงกลม สีเหลือง ภายในมีเมล็ดจำนวนมากมาย

การขยายพันธุ์
ทำได้ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และการปักชำ สำหรับกิ่งตอนควรเลือกกิ่งแก่สีน้ำตาลอ่อนที่มีขนาดพอเหมาะ ใช้ฮอร์โมนทารอยตอนเพื่อเป็นการเร่งการงอกของรากให้เร็วยิ่งขึ้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตอนควรอยู่ในช่วงต้นฤดูฝน

การปลูก
พุดตะแคง จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วยซุยที่มีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ และระบายน้ำได้ดี ชอบความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ และต้องการแสงแดดในขนาดปานกลาง ใช้พื้นที่ปลูกในที่กลางแจ้งประมาณ 1-2 ตรม. ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อบำรุงต้นและดอก ตัดแต่งทรงพุ่มประมาณปีละ 2-3 ครั้ง ก็จะช่วยให้ต้นเจริญเติบโตเร็ว มีทรงพุ่มสวย และให้ดอกได้ดก เป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน

ประโยชน์
เหมาะที่จะปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือน เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้หอมขนาดเล็ก ที่มีทรงพุ่มและดอกที่สวยงาม ให้กลิ่นหอมแรง เจริญเติบโตได้รวดเร็ว ใช้พื้นที่ในการปลูกไม่มาก ปลูกได้ทั้งในดินและในกระถาง และกิ่งพันธุ์มีราคาไม่แพงเกินไป

ส่วนของราก สามารถนำมาทำเป็นยารักษาแผลไฟไหม้พุพองได้