มะกล่ำเครือ

By -

เป็นพืชที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Abrus precatorius L. จัดอยู่ในวงศ์ Leguminosae บางถิ่นเรียก กล่ำเครือ กล่ำตาไก่ มะกล่ำแดง มะแค้ก(เชียงใหม่) เกมกรอม(สุรินทร์) ตากล่ำ มะกล่ำตาหนู(กรุงเทพฯ) มะแขกเถา ไม้ไฟ(ตรัง) มีชื่อสามัญหลายชื่อ เช่น Indian Licorice, Wild Licorice, Crab’s Eye Vine, American Pea, Prayer Beads, Rosary Pea พบขึ้นตามที่รกร้าง ป่าโปร่ง หัวไร่ปลายนาทั่วไปมะกล่ำเครือ

พืชนี้เป็นไม้เถาเลื้อย มีอายุหลายปี ไม่มีขน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับกัน มีหูใบ ใบย่อยออกเป็นคู่ มีแกนกลางยาวราว ๕-๑๐ ซม. โคนหนา มีใบย่อย ๒๐-๒๔ ใบ หรือมากกว่า ใบย่อยรูปขอบขนาน โคนและปลายมน ยาวราว ๑.๒-๑.๘ ซม. ดอกออกเป็นช่อบนตุ่มตามแกนช่อดอก กลีบดอกมีสีชมพูอมม่วง ดอกย่อยรูปดอกถั่ว มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ ๕ กลีบ เกสรตัวผู้มี ๙ อัน ผลเป็นฝักกว้างราว ๑.๒ ซม. ยาวราว ๓-๔.๕ ซม. ภายในมีเมล็ด รูปร่างค่อนข้างกลม ๕-๙ เมล็ด เมล็ดรูปไข่ ยาวราว ๖ มม. มีสีแดงสดและมีสีดำรอบขั้ว เป็นมัน

ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า
เมล็ดมะกล่ำตาหนู มีรสขมเผ็ด เมาเบื่อ ใช้เฉพาะเป็นยาภายนอกเท่านั้น นำมาบดผสมกับน้ำมันพืชทาแก้กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิผิวหนัง ฝีมีหนอง บวมอักเสบ แต่ไม่ควรใช้กับแผลสด เพราะสารพิษในเมล็ดอาจถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้

รากมะกล่ำเครือ มีรสหวานชุ่ม ใช้ต้มน้ำดื่มแก้เจ็บคอ แก้หืด แก้ไอแห้ง แก้หลอดลมอักเสบ กัดเสมหะ แก้ร้อนใน แก้อาเจียน แก้ตับอักเสบ แก้ดีซ่าน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ

ใบ มีรสหวาน ใช้ต้มน้ำดื่มแก้เจ็บคอ แก้หลอดลมอักเสบ กระตุ้นน้ำลาย ขับปัสสาวะ แก้ปวดบวมตามข้อ ปวดตามแนวประสาท ตำพอกแก้ปวดบวม แก้อักเสบ แก้จุดด่างดำบนใบหน้า

*ใบและรากของมะกล่ำเครือมีสารรสหวานคล้ายกับที่พบในชะเอมเทศ(licorice) ส่วนเมล็ดมีสารพิษชื่อ “อะบริน”(abrin) ซึ่งถ้าเคี้ยวกินเพียงเมล็ดเดียวก็อาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้*

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์