มะขามป้อม

By -

ลูกมะขามป้อมเป็นผลของต้นมะขามป้อม เป็นพืชที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica L. ในวงศ์ Euphorbiaceae บางถิ่นเรียก กำทวด(ราชบุรี) กันโตด(เขมร-จันทบุรี) มั่งลู่ สันยาส่า(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) มีชื่อสามัญว่า Emblic, Emblic Myrobalan, Malacca, Indian Gooseberry พบขึ้นทั่วไปในป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าแดง หรือป่าแพะ ในทุกภาคของประเทศยกเว้นภาคใต้มะขามป้อม

ต้นมะขามป้อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง ๘-๑๒ เมตร ลำต้นมักคดงอบ้างเล็กน้อย เปลือกต้นมีสีน้ำตาลอมเทา ผิวเรียบหรือค่อนข้างเรียบ เรือนยอดแผ่กระจาย รูปทรงกลมหรือรูปร่ม ปลายกิ่งมักลู่ลง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย เป็นสองแถวในระนาบเดียวกัน รูปขอบขนานปลายใบแหลม โคนใบมน ขนาดกว้าง ๐.๔-๐.๗ ซม. ยาว ๑-๑.๒ ซม. ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกย่อยสีขาวหรือสีนวล มีขนาดเล็กมาก แยกเพศ แต่ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน มีกลีบรวม ๕-๖ กลีบ ดอกตัวผู้มีเกสรตัวผู้ ๓ อัน มีกลีบฐานดอกเล็กๆ ๖ แฉก ส่วนดอกตัวเมียมีรังไข่ ๓ ช่อง กลีบฐานดอกผสานกันเป็นรูปถ้วยเล็กๆ ผลเป็นผลมีเนื้อ รูปกลม ผิวเรียบ มีเส้นริ้วตามยาวพอสังเกตได้ ๖ เส้น ผลแก่จัดมีสีเขียวอ่อน ค่อนข้างใส เมล็ดกลม สีเขียว แข็ง มี ๑ เมล็ด

พืชชนิดนี้ชาวบ้านใช้ต้นทำเสาบ้าน เสาเข็ม หรือกระดานปูพื้น ทำด้ามเครื่องมือการเกษตร และใช้ทำฟืนทำถ่านได้ เปลือกและใบให้สีน้ำตาลแกมเหลือง ใช้ในการย้อมผ้า

ตำราสรรพคุณยาโบราณจัดลูกมะขามป้อมไว้ในพิกัดยา ชื่อ “ตรีผลา” อันมีผลมะขามป้อม ผลสมอไทย และผลสมอพิเภก

ลูกมะขามป้อมอ่อน มีรสเปรี้ยว หวานฝาดขม มีสรรพคุณบำรุงเนื้อหนังให้บริบูรณ์ กัดเสมหะในคอ แก้พรรดึก แก้พยาธิ ลูกมะขามป้อมแก่ มีรสเปรี้ยว ฝาดขมเผ็ด แก้ไข้เจือลม แก้ไอ แก้เสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย ยาบำรุงหัวใจ แก้ลม

เนื้อผลแห้ง มีรสเปรี้ยวฝาดขม เป็นยาฝาดสมาน แก้ริดสีดวงทวาร แก้บิด แก้ท้องเสีย

นอกจากนั้นส่วนอื่นๆ ของต้นมะขามป้อมยังใช้ประโยชน์ทางยาได้ เช่น
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำอาบแก้ไข้

ดอก มีรสหอมเย็น เข้ายาเย็น เป็นยาระบายท้อง

ยางจากผล มีรสเปรี้ยวฝาดขม ใช้หยอดตาแก้ตาอักเสบ กินเป็นยาช่วยย่อย ยาขับปัสสาวะ

เปลือกต้น มีรสฝาดขม ใช้เป็นยาสมานแผล

ราก มีรสฝาดขม ต้มน้ำดื่มแก้ไข้ ทำให้เส้นยืด แก้มะเร็งกรามช้าง เป็นยาเย็น ใช้ฟอกโลหิต เป็นยาทำให้อาเจียน

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์