มันขี้หนูผักพื้นบ้านของภาคใต้

By -

ชื่อวิทยาศาสตร์    Plectranthus rotundifolius
ชื่อวงศ์     Lamiaceae
ชื่ออื่นๆ    มันหนู อุปิกะลังต้นมันขี้หนู

มันขี้หนูเป็นพืชไร่ล้มลุกขนาดเล็ก ที่มีอายุอยู่ได้ประมาณ 1 ปี เป็นพืชพวกเดียวกับฤาษีผสม มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของแอฟริกา พบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในมาดากัสการ์ ศรีลังกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยพบได้มากในทางภาคใต้ เช่นที่จังหวัดสงขลา สตูล นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และนครศรีธรรมราช

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราก
จะเจริญเติบโตแผ่ขยายและพัฒนาเป็นหัวสะสมอาหารอยู่ใต้พื้นดิน มักออกรวมกันเป็นกระจุก ลักษณะของหัวเป็นทรงกระบอก ทรงกลม หรือทรงกระสวย มีผิวเปลือกบางสีน้ำตาลแกมดำ มีเนื้อภายในเป็นสีขาวหรือสีม่วง ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ โดยทั่วไปจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหัวประมาณ 1.5-3 ซม. และยาวประมาณ 3-5 ซม. หัวมีลักษณะเป็นแป้ง มีกลิ่นหอม รสชาติมัน สามารถนำไปรับประทานและขยายพันธุ์ต่อไปได้

ลำต้น
ลักษณะของลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม อวบน้ำ มีขนปกคลุมอยู่ทั่ว มีความสูงประมาณ 1-2 ฟุต

ใบ
มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมแกมรูปไข่ จะออกมาจากหัวเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกันในลักษณะตั้งฉาก และแผ่ไปบนผิวดิน มีปลายใบมน ขอบใบหยักเป็นซี่ห่างๆ แผ่นใบค่อนข้างหนาและหยักเป็นคลื่นความกว้างของใบมีประมาณ 5-7 ซม. ยาวประมาณ 6.5-8.5 ซม. ก้านใบยาวประมาณ 4-5 ซม.มันขี้หนู

ดอก
มีสีขาวอมม่วงขนาดเล็ก มักออกเป็นช่อตั้งขึ้นบริเวณปลายยอด ไม่ค่อยมีการติดผล

มันขี้หนู เป็นพืชที่แบ่งสายพันธุ์ตามลักษณะสีของหัว เป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความร่วนซุย ต้องการแสงแดดตลอดทั้งวัน ไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรคหรือแมลงศัตรูพืช พื้นที่ปลูกที่เหมาะสมควรเป็นที่ดอนไม่มีน้ำท่วมขัง ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกคือ ฤดูแล้ง ก่อนปลูกควรไถพรวนดินเสียก่อนประมาณ 1-2 ครั้ง ใช้ระยะปลูกประมาณ 1×1 เมตร ขุดหลุมปลูกตื้นๆ หากหัวที่ใช้ปลูกมีขนาดใหญ่ให้ใช้ 1 หัวต่อหลุม หัวขนาดกลางใช้ 2 หัวต่อหลุม และหัวขนาดเล็กใช้ 3-4 หัวต่อหลุม กลบดินให้แน่น หลังจากปลูกไปได้ประมาณ 7 วัน ต้นอ่อนก็จะเริ่มงอกออกมา ส่วนหลุมที่ไม่งอกก็ให้ปลูกซ่อมแซมได้ การปลูกของชาวสวนทั่วไปมักไม่นิยมใส่ปุ๋ยให้กับมันขี้หนู แต่ถ้าปลูกเป็นแปลงใหญ่เพื่อต้องการผลผลิตที่สูงและให้ได้หัวที่มีลักษณะสวยงาม ก็ให้ใส่ปุ๋ยคอกหลังจากที่ปลูกไปได้ประมาณ 1 เดือน โดยกำจัดวัชพืชให้หมดไปก่อน เมื่อปลูกไปได้ประมาณ 6 เดือน มันขี้หนูจะมีการขยายไปอย่างเต็มที่ และเมื่อเข้าเดือนที่ 7-8 ในช่วงหน้าฝน ใบจะเริ่มเหลือง แสดงให้รู้ว่าหัวเริ่มแก่จัด สามารถทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ซึ่งในเนื้อที่ปลูก 1 ไร่ มักให้ผลผลิตได้ประมาณ 2-3 ตัน

โรคที่มักเกิดกับมันขี้หนู ส่วนใหญ่จะเป็นโรคเน่าเปียกที่มีสาเหตุมาจากเชื้อราเข้าทำลาย สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ด้วยเว้นระยะเวลาการปลูกออกไป ไม่ปลูกต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เพื่อลดการสะสมเชื้อราในดิน และเพื่อให้ดินมีระยะเวลาในการปรับสภาพให้ดีขึ้น ส่วนโรคใบไหม้ มักเกิดจากการใส่ปุ๋ยเคมีเร่งการเจริญเติบโตมากเกินไปจนทำให้ใบดกมีพุ่มหนา เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ง่าย ดังนั้น จึงควรให้ในปริมาณที่พอเหมาะต่อความต้องการของพืชเท่านั้น

ประโยชน์ของมันขี้หนู
มันขี้หนูมีคุณค่าทางโภชนาการที่ประกอบไปด้วย พลังงาน น้ำ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เส้นใย แคลเซียม เบต้าแคโรทีน ไนอาซีน และวิตามินซี ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ส่วนมากจะนิยมนำหัวขนาดใหญ่มาต้มกับเกลือใช้รับประทานเช่นเดียวกับมันเทศหรือมันฝรั่ง เนื้อมันขี้หนูจะไม่เละแม้จะต้มไว้นานๆ เมื่อกินเข้าไปแล้วจะรู้สึกว่ามีรสชาติหวานอยู่ในปาก ส่วนหัวเล็กๆ ก็มักนำไปปรุงเป็นอาหารประเภทแกงต่างๆ หรือนำไปแปรรูปเป็นแป้งใช้ทำขนม หรือใช้แทนแป้งสาลีได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันได้มีการสกัดสารชั้นน้ำและเอทานอลของมันขี้หนูมาศึกษาเพื่อใช้ในการยับยั้งเชื้อ HIV-1 ใช้เป็นยาและอาหารเพื่อสุขภาพอื่นๆ รวมทั้งใช้ในการควบคุมศัตรูพืชด้วย ซึ่งในแอฟริกามักจะใช้หัวมันขี้หนูเพื่อแก้อาการท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อ และใช้รักษาโรคตาบางชนิด

มันขี้หนูมีวางขายทั่วไปตามตลาดนัดในภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันก็ได้รับความนิยมในการบริโภคอย่างสูงในหลายพื้นที่ ส่วนในภาคอื่นๆ ก็สามารถปลูกพืชชนิดนี้ได้ เนื่องจากสามารถปลูกได้ง่าย ต้องการน้ำเพียงเล็กน้อย แต่ให้ผลผลิตได้รวดเร็ว