มูกหลวง

By -

ต้นมูกหลวง มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Holarrhena pubescens Wall. ex G. don จัดอยู่ในวงศ์ Apocynaceae บางถิ่นเรียก โมกใหญ่(ภาคกลาง) โมกเขา โมกทุ่ง โมกหลวง มูกมันน้อย มูกมันหลวง(พายัพ) ยางพุด(เลย) หนามเนื้อ(ไทยใหญ่-พายัพ)มูกหลวง

ต้นมูกหลวงมีชื่อสามัญว่า Easter Tree หรือ Tellicherry Tree เปลือกมูกหลวง เรียก Kurchi Bark หรือ Conessi Bark หรือ Tellicherry Bark เปลือกที่จะใช้เป็นยาต้องเก็บจากต้นที่มีอายุ ๘-๑๒ ปี และต้องไม่มีเนื้อไม้ติดมาด้วย

ต้นมูกหลวงเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง อาจสูงได้ถึง ๒๐ เมตร เปลือกต้นเรียบ เกลี้ยง มีน้ำยางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตรงกันข้าม รูปรี รูปไข่ รูปไข่แกมรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอกกลับ โคนใบแหลมหรือป้าน ปลายใบแหลมหรือมน ขนาดกว้าง ๕-๑๒ ซม. ยาว ๑๐-๒๗ ซม. เนื้อใบบาง ด้านล่างมีขน ก้านใบยาวไม่เกิน ๕ มม. ใบร่วงง่าย ดอกออกเป็นช่อใกล้ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีหลายดอก ช่อดอกยาว ๕-๑๐ ซม. มีขน ก้านช่อยาว ๐-๑ ซม. ดอกย่อยสีขาว มีกลิ่นหอม ก้านดอกเรียวเล็ก ยาว ๖-๑๒ มม. กลีบเลี้ยงมีโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็นกลีบแหลมๆ ๕ กลีบ มีขน ด้านในมีต่อม กลีบดอกมีโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ยาว ๙-๑๑.๕ มม. โคนท่อป่องเป็นกระเปาะ ปลายแยกเป็นกลีบมนๆ ๕ กลีบ โคนกลีบแคบ ยาว ๑-๒ ซม. เกสรตัวผู้มี ๕ อัน ติดอยู่ที่ด้านในโคนหลอดดอก ก้านเกสรสั้น รังไข่มี ๒ ช่อง แยกจากกัน ผลเป็นฝัก ออกเป็นคู่ ตรงหรืออาจงอเพียงเล็กน้อย โคนแบน ปลายแหลม กว้าง ๖-๗ มม. ยาว ๑๕-๓๐ ซม. เปลือกสีดำ เมื่อฝักแก่จะแตกออกเป็น ๒ ซีก ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดรูปขอบขนาน ยาวราว ๑๕ มม. มีขนติดเป็นกระจุกอยู่ที่ปลายด้านหนึ่ง

โดยทั่วไป เปลือกโมกหลวงควรมีอัลคาลอยด์รวมไม่น้อยกว่าและไม่มากกว่าร้อยละ ๒ อัลคาลอยด์ที่สำคัญที่แสดงฤทธิ์แก้โรคบิด คือ “โคเนสซีน” (conessine) ซึ่งมีอยู่ราวร้อยละ ๐.๔ ของอัลคาลอยด์รวม

ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า เปลือกมูกหลวงมีรสขมฝาด มีสรรพคุณแก้บิดมูกเลือด รู้ปิดธาตุ แก้เสมหะเป็นพิษ บำรุงธาตุทั้งสี่ให้เจริญ ปรุงเป็นยาแก้โรคเบาหวาน แก้ไข้จับสั่น แต่ตำราว่า ถ้าใช้มากเกินไปจะทำให้นอนไม่หลับ ให้ปั่นป่วนในท้อง

นอกจากนั้นส่วนอื่นๆ ของต้นยังใช้ประโยชน์ทางยา
ใบ มีรสฝาดเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิในท้อง
ฝัก มีรสฝาด ขม แก้สันนิบาตหน้าเพลิง
เมล็ด มีรสฝากขม ใช้แก้ไข้ท้องเสีย
แก่น มีรสฝากเมา แก้โรคผิวหนัง แก้กลากเกลื้อน
ราก มีรสร้อน เป็นยาขับโลหิตระดู

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์