รากขี้กาแดง

By -

เป็นเครื่องยาสมุนไพรที่ได้จากรากของพืชอย่างน้อย ๒ ชนิด คือ

๑. ขี้กาแดงชนิดที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Trichosanthes tricuspidata Lour. มีชื่อพ้อง Trichosanthes bracteata (Lam.) Voigt และ Trichosanthes quinqueangulata Gray พืชชนิดนี้บางถิ่นเรียก ขี้กาใหญ่(สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา) ขี้กาขม(พังงา) ขี้กาลาย(นครราชสีมา) กระดึงช้าง หรือกระดึงช้างเผือก(ประจวบคีรีขันธ์) ก็มีขี้กาแดง

พืชชนิดนี้เป็นไม้เถาขนาดใหญ่ มักพบขึ้นตามชายป่าดิบทั่วไป ชอบขึ้นในที่ลุ่มใกล้น้ำ เลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้ใหญ่ มีลูกสุกสีแดง สวยงาม นกชอบกิน ลำต้นเป็นร่องมีขน แต่ขนจะค่อยๆ หลุดร่วงไปจนเกลี้ยง มีมือเกาะ แยกเป็น ๒-๓ แขนง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีรูปร่างแตกต่างกันได้มาก ตั้งแต่รูปไข่กว้างจนถึงเกือบกลม ความกว้างและความยาวไม่แตกต่างกันมาก ราว ๑๐-๑๕ ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจกว้างๆ ขอบใบหยัก เว้าลึก ๓-๗ แห่ง ทำให้ใบเป็นแฉก ๓-๗ แฉก ส่วนใหญ่มี ๕ แฉก แฉกกลางใหญ่ที่สุด ผิวใบด้านบนสาก ด้านล่างมีขน ก้านใบยาว ๓-๑๐ ซม. เกือบเกลี้ยง ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกตัวผู้ออกเป็นช่อ มีใบประดับรูปไข่กลับ โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ กลีบดอกมี ๕ กลีบ เชื่อมติดกันที่ฐานเพียงเล็กน้อย สีขาว ขอบกลีบเป็นชายครุย เกสรตัวผู้มี ๓ อัน ดอกตัวเมียออกเดี่ยวๆ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกคล้ายดอกตัวผู้ ผลรูปกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔-๗ ซม. สีเขียวเมื่อยังอ่อนอยู่ เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก รูปขอบขนาน แบน เกลี้ยง สีเทา และ

๒. ขี้กาแดงชนิดที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Gymnopetalum integrifolium Kurz มีชื่อพ้อง Trichosanthes integrifolia Kurz ชนิดนี้บางถิ่นเรียก มะกาดิน(เชียงใหม่) แตงโมป่า(กาญจนบุรี) ก็มี

พืชชนิดนี้เป็นไม้เถา ลำต้นสาก ลักษณะส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกับชนิดแรก แต่ชนิดนี้ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียออกบนต้นเดียวกัน ดอกมีกลีบดอกสีขาว มีเส้นสีเหลือง และมีขน ผลรูปกลม เมื่อสุกมีสีแดงอมส้ม ผิวเรียบ เมล็ดรูปรีแบน ขอบเรียบ

แพทย์โบราณไทยใช้รากขี้กาแดงเป็นยาดับพิษร้อน แก้ไข้ หัวใช้ปรุงเป็นยาธาตุ เป็นยาบำรุงหัวใจ เถามีรสขม ใช้เป็นยาบำรุงน้ำดี ใบตำพอกฝี น้ำคั้นจากใบใช้ทาแก้โรคผิวหนังอักเสบและให้เด็กกินแก้ท้องเสีย ดอกแห้งหรือรากตำให้ละเอียด ใช้กินแก้ม้ามย้อยและตับโต หรืออวัยวะภายในช่องท้องส่วนบนโต ลูกมีรสขมกว่าเถามาก ใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง เป็นยาขับพยาธิไส้เดือนในท้อง แก้ตานขโมย เมล็ดมีพิษ

ชาวบ้านในชนบทใช้เถาขี้กาแดงทั้งเถาต้มน้ำอาบแก้คัน แก้เม็ดผดผื่นคัน แก้ไข้หัว ไข้พิษ ไข้กาฬ

พืชที่ใกล้เคียงกันกับขี้กาแดง มี

-ขี้กาขาว อาจได้จากพืช ๒ ชนิด คือ
๑. ชนิดที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Trichosanthes cordata Roxb. เป็นไม้เถา ส่วนใหญ่จะเลื้อยไปกับดิน ลูกเล็กกว่าขี้กาแดง ขนาดราวลูกมะนาว เมื่อยังอ่อนอยู่มีสีเขียว มีลายคล้ายลายบนผิวแตงโม เมื่อสุกมีสีแดงอ่อนๆ และ

๒. ชนิดที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Gymnopetalum monoicum Gagnep. โบราณใช้รากขี้กาขาวต้มน้ำกินเป็นยาบำรุงร่างกาย รากแห้งป่นเป็นผงกินแก้ตับและม้ามโต รากสดตำผสมกับน้ำมันทาแผลโรคเรื้อน ดอกเข้ายาบำรุงกำลัง ผลกินเป็นยาระบายและขับพยาธิในท้อง

-ขี้กาเทศ เป็นผลห่ามแห้ง ขนาดราวผลส้ม ได้จากพืชที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Citrullus colocynthis (L.) Schrader ฝรั่งเรียก “colocynth” โบราณใช้เนื้อผลที่เอาเมล็ดออกแล้วเป็นยารุ(ยาถ่ายอย่างแรง) เครื่องยานี้ส่วนใหญ่จะส่งออกขายจากประเทศซูดานและอียิปต์

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์