ลูกท้อในพงศาวดารจีน

By -

ลูกท้อ

ท้อ
คนไทยเรานั้นเคยได้เห็นได้ยินเรื่องเกี่ยวกับท้อจากวรรณคดีและพงศาวดารจีนมาแล้วเป็นส่วนมาก แต่คงมีอีกหลายท่านที่ไม่รู้ว่าคนจีนเองก็เรียกชื่อนี้ไม่เหมือนกัน คนไทยเราบางทีก็หลงไปว่าเป็นคนละอย่างเสียด้วยซํ้า คำว่า ท้อ เป็นสำเนียงแต้จิ๋ว แต่ถ้าสำเนียงภาษากลางแล้วเขาเรียกว่า เถา บางทีก็ได้ยินเป็นโถไป ดอกท้อ เป็นดอกไม้ที่ชาวจีนนิยมกันว่าเป็นดอกไม้ที่งดงามมาก ในหนังสือพงศาวดารจีนจึงมักจะชมหญิงที่งดงามกับดอกท้อเสมอ เช่นในเรื่องเลียดก๊ก ตอนกล่าวชมนางบุนเกียงลูกสาวเจ้าเมืองเจ๋ ก็เอาไปเปรียบกับดอกโถ ดังข้อความตอนหนึ่งว่า

“ผิวเนื้อหน้านวล เหมือนดอกโถเมื่อต้องแสงพระจันทร์ที่จะยิ้มก็งามเหมือนดอกไม้พึ่งจะแย้มกิริยาอัชฌาสัยน่าชมเหมือนหยกอย่างดี” เป็นต้น

ผู้เขียนไม่เคยเห็นดอกท้อ จึงไม่สามารถจะอธิบายให้ท่านทราบได้ว่าอย่างไร จึงขอยกคำพรรณนาของเนียนในเรืองดอกเหมย และดอกเถา มาให้ท่านพิจารณาดังนี้

‘‘เถาเป็นต้นไม้ผลขนาดกลาง ใบเถามีรูปร่างยาวรี และร่วง ในฤดูใบไม้ร่วง ดอกเถาฝรั่งเรียกว่า peach blossoms ลักษณะของดอกเถาคล้ายๆ กันกับดอกเหมย คือมีกลีบมนๆ และเรียวแหลมน้อยๆ ตอนปลายซับซ้อนและมีเกสรสีเหลืองกระจายอยู่ตรงใจกลางคล้ายกับดอกเหมย จะผิดกันก็คือกลีบของดอกเถาบอบบางกว่าของดอกเหมย และดอกเหมยมีสีขาวแกมโศกอ่อนๆ ส่วนดอกเถามีสีแดง หรือชมพูเข้ม ดอกเถาที่มีสีขาวสวยสู้ชนิดที่มีสีแดงหรือสีชมพูเข้มไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงนับว่าสีแดงหรือสีชมพูเข้มนี้เป็นสีที่แท้ของดอกเถา และหญิงสาวที่มีแก้มเหมือนดอกท้อ (เถา) จึงมีแก้มสีแดงหรือชมพูเข้ม ไม่ใช่สีขาวซึ่งไม่ใช่สีแท้ของดอกเถา

ดอกเถายังมีสิ่งที่ผิดกันกับดอกเหมยอีกอย่างหนึ่ง คือ ดอกเถาเวลา แย้มบานต้องมีใบสีโศกเล็กๆ ซ้อนกันเป็นช่อ แซมอยู่ตามกิ่งโดยทั่วไป ดอกและใบเหล่านี้แสดงให้เห็นสีที่ติดกันเป็นสะดุดตาอยู่ คือสีแดงของกลีบ สีเขียวของใบ และสีเหลืองของเกสรเป็นต้น ส่วนดอกเหมยนั้นมีสีขาวของกลีบเป็นส่วนมาก และสีเหลืองของเกสรเป็นส่วนน้อย และไม่มีใบ เมื่อมองดูแต่ไกล จะเห็นแต่เพียงสีขาวเท่านั้น”

ดอกเถาจะบานในฤดูใบไม้ผลิหรือที่เรียกตามภาษาจีนว่าชุ้นเที้ยน คือในระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม ดอกเถาเป็นยอดของดอกไม้ในฤดูนี้ จึงได้ฉายาว่า ชุ้นหง แปลว่า สีแดงแห่งฤดูใบไม้ผลิ

ได้กล่าวถึงลักษณะของดอกท้อและความหมายในทางสวยงามมาแล้ว ทีนี้จะกล่าวถึงความเชื่อถือในทางโบราณคดีต่อไป

ต้นท้อนั้นชาวจีนถือว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง จนถึงกับมีคำกล่าวว่าต้นท้อเป็นไม้สวรรค์(ในหนังสือ Chinese Art กล่าวว่าเป็นไม้สวรรค์ ผลท้อสามพันปีจึงจะสุกครั้งหนึ่ง นับถือกันว่าใครได้กินจะมีอายุยืนและไม่ตาย) ในพงศาวดารจีนเคยใช้เรียกว่า โถอูหัว แปลว่า ดอกโถเกิดในดวงจันทร์ พวกพ่อมดหมอผี มักจะใช้กิ่งท้อที่ยื่นไปทางทิศตะวันออกและทิศใต้เป็นไม้เรียว บังคับผี พวกหมอแผนโบราณมักจะเอาใบท้อผสมลงไปในหม้อยา เพื่อไล่ผีที่สิงอยู่ภายในร่างกายคนไข้ให้ออกมาด้วย ในวันขึ้นปีใหม่ ไม่ว่าหนุ่มสาวเฒ่าแก่มักจะพากันดื่มนํ้าท้อ หรืออาบนํ้าอุ่นที่เอากิ่งท้อใส่ลงไปด้วย นี่ก็คงเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าต้นท้อสามารถไล่ผีได้นั่นเอง

ในสมัยโบราณท้อถูกนำมาเป็นเครื่องรางของขลังหลายอย่าง เช่นเอาไม้ท้อมาทำเป็นเครื่องรางแขวนคอ บางทีก็แขวนไว้ที่ประตู เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจไม่ให้เข้าไปในบ้าน ในปัจจุบันนี้ ท้อก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของความยั่งยืน

ท้อชนิดที่มีผลใหญ่ที่สุด คือท้อชนิดที่เรียกกันว่า “Buddha Peach” มีมากในตำบลเฟชิง มณฑลชานตุงการที่มีชื่อว่า “ท้อพุทธะ” นี้เขาให้เหตุผลว่า เป็นเพราะท้อชนิดนี้มีสีออกชมพู และมีรอยบุ๋มคล้ายพระนาภีของพระพุทธเจ้า

ที่มา:ส.พลายน้อย