วิธีการปลูกงาดำ

By -

ชื่อสามัญ sesame
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum orientale L.
ชื่อวงศ์ Pedaliaceae

งาดำ เป็นพืชล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเอธิโอเปีย ต่อมาได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยังอินเดีย จีน แอฟริกาเหนือ ทวีปอเมริกา และเอเชียใต้ เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีคุณค่าทางสารอาหารและมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพร่างกาย เป็นที่ต้องการของตลาด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์งาดำ
งาดำ มีลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนอ่อนปกคลุมอยู่ทั่วไป มีความสูงของลำต้นประมาณ 30-100 ซม. ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ หรือรูปหอก กว้างประมาณ 2-5 ซม. ยาวประมาณ 6-10 ซม. ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับตรงข้ามกัน ดอกมีลักษณะเป็นหลอด ออกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบตอนบนของลำต้นโดยรอบ มีกลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีชมพู ลักษณะของผลจะแยกออกเป็น 4 พู เมื่อผลแห้งจะมีเมล็ดรูปไข่ แบน สีดำ ขนาดเล็ก มากมาย

การขยายพันธุ์
ทำได้โดยการใช้เมล็ด ควรเลือกเมล็ดพันธุ์จากแหล่งปลูกที่ปราศจากโรคและแมลงศัตรูพืช มีอัตราการงอกของเมล็ดสูงในสภาพแวดล้อมนั้นๆ ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพตามความต้องการของตลาด ในแหล่งปลูกที่เคยมีโรคระบาด ควรป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อราด้วยสารแคปแทน หรือเบโนมิล ในอัตรา 2.5-5.0 กรัม/เมล็ดพันธุ์ 1 กก.

งาดำ เป็นพืชไร่ที่ทนต่อความแห้งแล้ง ใช้ระยะเวลาการปลูกสั้น สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างรวดเร็ว นิยมปลูกก่อนหรือหลังจากที่ปลูกพืชหลักแล้ว เป็นการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกช่องทางหนึ่ง ผลผลิตที่ได้มักแปรปรวนไปตามฤดูกาลที่มีฝนตกลงมา

งาดำจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนเหนียว ที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ไม่มีน้ำท่วมขัง พื้นที่ปลูกไม่เคยมีโรคระบาด มีอินทรีย์วัตถุในดินอย่างอุดมสมบูณ์ มีค่า pH ของดินระหว่าง 5.5-6.5 อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเพาะปลูกจะอยู่ที่ 25-35 องศาเซลเซียส ในฤดูปลูกมีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 200 มิลลิเมตร หรือประมาณ 800-1,200 มิลลิเมตร/ปี ฤดูที่เหมาะแก่การเพาะปลูกจะอยู่ในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม หรือในช่วงเดือนกรกฎาคม-กลางเดือนสิงหาคม

งาดำพันธุ์ที่นิยมปลูกกันทั่วไป ได้แก่
งาดำพันธุ์ มก.18
พันธุ์นี้จะมีฝักแบ่งเป็น 2 พู เรียงตรงข้ามกันบนลำต้น ไม่มีการแตกกิ่งก้าน เมล็ดมีขนาดโต มีน้ำหนักประมาณ 3 กรัม/1,000 เมล็ด ให้ผลผลิตประมาณไร่ละ 148 กก. มีน้ำมันในเมล็ดประมาณ 48.2% มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 85-90 วัน

งาดำพันธุ์พื้นเมืองนครสวรรค์ เมล็ดงาดำ
มีฝักแยกออกเป็น 4 พู เรียงสลับกันอยู่บนลำต้น แตกกิ่งก้านประมาณ 3-5 กิ่ง เมล็ดมีขนาดปานกลาง โดยมีน้ำหนักประมาณ 2.80 กรัม/1,000 เมล็ด ให้ผลผลิตประมาณไร่ละ 95 กก. ในเมล็ดมีน้ำมันประมาณ 49.1% มักเกิดโรคเน่าดำและโรคไหม้ดำได้ง่าย มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 80-85 วัน

งาดำพันธุ์พื้นเมืองบุรีรัมย์
มีฝักแบ่งเป็น 2 พู แตกกิ่งก้านประมาณ 3-5 กิ่ง มีน้ำหนักประมาณ 2.60 กรัม/1,000 เมล็ด ให้ผลผลิตไร่ละ 60 กก. มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 90-100 วัน

การเตรียมดิน
ไถพรวนดินให้ละเอียด ตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน และกำจัดวัชพืชประมาณ 1-2 ครั้ง หรือตามสภาพของดิน หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ไม่เพียงพอ ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้วไถกลบในอัตราไร่ละ 1,000-1,500 กก. หากค่าของดินต่ำกว่า 5.5 ก่อนปลูกประมาณ 15 วัน ให้ใช้ปูนขาวหว่านลงไปในอัตราไร่ละ 100-200 กก. แล้วไถพรวนกลบอีกครั้ง

วิธีการปลูก
การใช้วิธีโรยเมล็ดเป็นแถว ระยะแถวควรมีความยาวประมาณ 30-50 ซม. โรยเมล็ดในร่องแถวที่ลึกประมาณ 5 ซม. ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ ½ กก. เมื่อปลูกไปได้ประมาณ 15-20 วัน ให้โรยปุ๋ยข้างแถวปลูกแล้วพรวนดินกลบ หากใช้วิธีหว่านด้วยแรงงานคนหรือเครื่องจักร จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณไร่ละ 1 กก. ก่อนปลูกควรหว่านปุ๋ยลงไปก่อนแล้วค่อยหว่านเมล็ดตาม

การใส่ปุ๋ย
ควรใส่ปุ๋ยให้ตามสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังนี้
-ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ในอัตราไร่ละ 30-40 กก. ใส่ในดินทราย หรือดินร่วนปนทราย
-ใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 20-20-0 ในอัตราไร่ละ 20-30 กก. ใส่ในดินเหนียวสีแดง
-ใช้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 ในอัตราไร่ละ 20-30 กก. หรือปุ๋ยสูตร 46-0-0 ในอัตราไร่ละ 10-15 กก. ในดินเหนียวสีดำ หรือดินร่วนเหนียวสีน้ำตาล

การให้น้ำ
หากในเขตที่ปลูกงามีความชื้นในดินไม่เพียงพอ ก่อนปลูกควรทำให้ดินชุ่มชื้นเสียก่อน หลังจากที่เมล็ดงอกแล้วควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ 1-2 สัปดาห์ ในช่วง 30-45 วันหลังจากทำการปลูก หรือช่วงที่มีการติดดอกออกฝักไม่ควรให้มีการขาดน้ำ งาเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี ดังนั้นในบางพื้นที่ที่มีความชื้นสม่ำเสมอตลอดฤดูปลูก จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำก็ได้

โรคและแมลงศัตรูพืช
โรคไหม้ดำหรือเหี่ยว
ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ควรถอนต้นที่เริ่มแสดงอาการและเก็บเศษซากพืชที่เป็นโรคเผาทำลายนอกแปลงปลูก หรือก่อนปลูกควรเคลือบเมล็ดพันธุ์ด้วยเบนโนมิล หรือแคปเทน เพื่อเป็นการป้องกัน

โรคยอดฝอย
มีเพลี้ย จักจั่นเป็นพาหะของโรค ควรฉีดพ่นด้วยสารคาร์โบซัลแฟน เมื่อเริ่มมีการระบาด

หนอนห่อใบ
เมื่อปลูกได้ประมาณ 5 วัน ให้ฉีดพ่นด้วยสารสกัดจากสะเดาเข้มข้นทุกๆ 1 สัปดาห์ ในอัตรา 100/ล้านส่วน เพื่อลดการวางไข่ของหนอนผีเสื้อ แต่ถ้ามีการระบาดเกิดขึ้นแล้ว ให้ฉีดพ่นด้วยสารไตรอะโซฟอส, คาร์โบซัลแฟน, แลมบ์ด้าไซฮาโลทริน หรือไซฟลูทริน เพื่อกำจัด

หนอนผีเสื้อหัวกะโหลก
ควรฉีดพ่นด้วยสารไตรอะโซฟอส หรือคาร์โบซัลแฟน เพื่อกำจัด

ไรขาวพริก
หากพบการระบาดควรฉีดพ่นด้วยสารไดโคโฟล

ในการปลูกงา ควรมีการป้องกันและกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ 15 วัน หรือ 30-40 วัน หลังจากการงอก และระมัดระวังไม่ให้ไปกระทบกับรากจนเกิดความเสียหาย หากมีวัชพืชจำนวนมากและกำจัดได้ค่อนข้างยาก ควรใช้สารเคมีฉีดพ่นตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดก่อนหรือหลังการปลูกงา และควรอนุรักษ์ด้วงเต่า และมวนพิฆาต ที่เป็นศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูงาไว้ด้วย

การเก็บเกี่ยว
เมื่อฝักงาประมาณ 80% ของพื้นที่ปลูกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก็เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว หรือขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย โดยตัดต้นงาบริเวณใต้ฝักล่างสุด นำไปรวมกันเป็นมัดๆ และตากในผ้าใบเพื่อรองรับเมล็ดที่ร่วงลงมา ฝักจะแห้งและแตกออกหลังจากที่ตากทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน จากนั้นให้เคาะเมล็ดออกมา ถ้ายังเคาะเมล็ดออกมาไม่หมดให้ตากแดดอีกประมาณ 3-4 ครั้ง แล้วเคาะเมล็ดออกมาให้หมด คัดเมล็ดลีบและสิ่งเจือปนออก นำไปตากแดดประมาณ 4-5 ครั้ง เพื่อลดความชื้นของเมล็ด ก่อนนำไปบรรจุในภาชนะที่สะอาด

ประโยชน์
งาดำมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากประกอบไปด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว โปรตีน แคลเซียม ใยอาหาร กรดอะมิโน แร่เหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โปรแตสเซียม ทองแดง วิตามินบี โอเมก้า6 และ 9 มีสารแลกซิธิน และสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในรูปของอาหาร เครื่องสำอาง และยารักษาโรค น้ำมันจากเมล็ดงาสามารถใช้ทาแก้อาการปวดเมื่อยได้ การบริโภคงาดำเป็นประจำ จะช่วยให้นอนหลับได้ง่าย รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันอาการท้องผูก ลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร และช่วยบำรุงรากผมและผิวพรรณ ช่วยบำรุงสมอง ชะลอความแก่ ช่วยบรรเทาอาการของโรคเก๊าและภาวะกระดูกพรุน ช่วยยับยั้งการผลิตคอเลสเตอรอล ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง ช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยย่อยแอลกอฮอล์ ช่วยทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นไม่เปราะง่าย ช่วยรักษาและป้องกันโรคผิวหนังร้ายแรง ช่วยรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ลดอาการปวดไมเกรน ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น