วิธีการปลูกแตงเทศ

By -

ชื่อสามัญ melon, muskmelon, cantaloupe, honeydew
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cucumis melo L.
ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae
ชื่ออื่นๆ แตงเทศ, แคนตาลูป, แตงไทย, เมล่อนแตงเทศ

แตงเทศ เป็นพืชในวงศ์ของแตง มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ปัจจุบันเป็นที่นิยมบริโภคกันมาก เนื่องจากมีเนื้อผลทั้งที่เป็นสีขาว ครีม เหลือง เขียว ส้ม และแสด มีความนุ่ม หวาน รสชาติดี มีกลิ่นหอม ชวนรับประทาน ใช้บริโภคเป็นผลไม้หรือผักก็ได้ สามารถนำไปทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น หรือใช้ประกอบในของหวานต่างๆ ได้มากมาย ซึ่งในบรรดาพืชวงศ์แตง แตงเทศจะขายได้ราคาดีที่สุด

แตงเทศมีอยู่มากมายหลายชนิด และได้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานแล้ว แต่ชนิดที่นิยมปลูกไว้เพื่อบริโภคมีอยู่ 3 ชนิด ดังนี้

1. แคนตาลูปเพนซิส (Cantaloupensis) ลักษณะของผิวผลแห้ง ขรุขระ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า C. melo L. var. cantaloupensis หรือที่เรียกกันว่า ร็อคเมลลอน (Rock melon)

2. เรติคูลาตัส (Reticulatus) ลักษณะเปลือกผลขรุขระเป็นร่างแหทั่วทั้งผล เนื้อผลมีสีเขียว หรือสีส้ม มีกลิ่นหอม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า C. Melo L. var. reticulatus หรือที่เรียกกันว่า เน็ดท์เมลอน (netted melon) มัสค์เมลอน (muskmelon) หรือ เปอร์เซียนเมลอน (persian melon)

3. อินอะดอรอส (Inodorous) ลักษณะผิวผลเรียบ เนื้อผลไม่มีกลิ่นหอม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า C. melo L. var. inodorous

เมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นแล้ว ถือว่าแตงเทศเป็นพืชที่มีระยะในการเก็บเกี่ยวที่สั้น บางสายพันธุ์หลังจากหยอดเมล็ดได้ประมาณ 65 วัน ก็มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้แล้ว การปลูกแตงเทศให้ได้ผลผลิตที่ดี ควรคำนึงถึงพันธุ์ที่จะใช้ปลูกเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่และฤดูกาลที่จะปลูกด้วย เนื่องจากแตงเทศเป็นพืชที่ไม่ค่อยทนต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัด หนาวจัด หรือมีฝนตกชุกเกินไป มีความอ่อนแอไม่ค่อยทนต่อโรคและแมลงด้วย

ปัจจุบันมีแตงเทศพันธุ์ลูกผสมที่ได้จากการผสมกันภายในกลุ่มหรือผสมข้ามกลุ่มมากมาย เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ สำหรับพันธุ์ที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทย คือ

1. พันธุ์ลูกผสมซันเลดี้ เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากในแถบภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก ลักษณะผลกลม เปลือกผลสีขาวครีม เรียบ มีเนื้อสีส้ม มีกลิ่นหอม รสหวานปานกลาง ทนทานต่ออากาศร้อนได้ดี ปลูกง่าย ให้ผลผลิตเร็ว ขนาดและน้ำหนักของผลขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น หรือมีประมาณผลละ 1-1.8 กก.

2. พันธุ์ลูกผสมศรีทอง ผิวเปลือกเรียบเป็นสีเหลืองทองหรือส้ม เนื้อมีสีขาวอมเขียว น้ำหนักผลประมาณ 1-1.5 กก./ผล ส่วนลักษณะอื่นๆ จะใกล้เคียงกับพันธุ์ซันเลดี้

3. พันธุ์ลูกผสมซันเนท 858 เปลือกผลเป็นร่างแห มีสีส้ม มีเนื้อสีส้ม เจริญเติบโตและเก็บเกี่ยวได้เร็ว

4. พันธุ์ลูกผสมมอร์นิ่งซัน 875 เปลือกผลมีสีขาวอมเขียว มีเนื้อสีเขียว รสหวาน หลังปลูกไปประมาณ 75-80 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ มีน้ำหนักผลประมาณ 1.5-2 กก./ผล

5. พันธุ์ลูกผสมจิงหยวน ลักษณะเปลือกผลมีสีเขียว ผิวขรุขระเป็นร่างแหทั่วทั้งผล มีเนื้อสีเขียว กลิ่นหอม รสหวานจัด เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น มีการเพาะปลูกกันในวงจำกัดเท่านั้น

ส่วนแตงเทศพันธุ์อื่นๆ ที่นิยมปลูกกันด้วยเช่นกัน ก็ได้แก่ พันธุ์เอ็มเมอรอลสวีท (Emerald Sweet) พันธุ์นีออน002 (Neon002) พันธุ์ฮันนี่ดิว(Honeydew) เป็นต้น

แตงเทศเป็นพืชที่ชอบอากาศอบอุ่น ไม่ร้อน หรือหนาวจัดจนเกินไป อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต สำหรับกลางวันจะอยู่ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส ส่วนในเวลากลางคืนจะอยู่ที่ 18-20 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายฤดูฝนของภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งมีอากาศไม่หนาวจัดเกินไปจะเหมาะสมในการปลูกแตงเทศมาก หากในสภาพแวดล้อมมีอุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส ก็มักจะทำให้แตงเทศหยุดการเจริญเติบโต หรือถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้ต้นแตงเทศมีแต่ดอกตัวผู้ไม่มีดอกตัว หรือถ้ามีก็น้อยมากและหลุดร่วงง่าย ในพื้นที่ปลูกแตงเทศที่มีฝนตกบ่อยๆ มักทำให้เกิดการระบาดของโรคราน้ำค้าง เนื่องจากแตงเทศมีใบขนาดใหญ่และมีขนอ่อนปกคลุมอยู่ทั่ว ทำให้มีหยดน้ำค้างอยู่บนใบรวมกับความชื้นหลังจากที่ฝนตก จึงทำให้เชื้อราน้ำค้างเจริญเข้าทำลายใบแตงเทศได้ หากมีความจำเป็นต้องปลูกแตงเทศในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ก็ต้องมีการดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องการให้ปุ๋ย ให้น้ำ รวมถึงการป้องกันกำกัดโรคและแมลง

แตงเทศมักเจริญเติบโตได้ดีในสภาพของดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี หากมีความจำเป็นต้องปลูกในดินที่มีสภาพเป็นดินเหนียว ก็ควรยกร่องให้สูงประมาณ 30-40 ซม. ทำร่องระบายน้ำให้กว้างพอสมควร เพื่อให้มีการระบายน้ำได้ดี และใช้ปูนขาวปรับค่า pH ของดินให้อยู่ที่ 6.0-6.5 ก็จะลดโอกาสในการเกิดโรครากเน่าได้ การปลูกแตงเทศ ไม่ควรปลูกติดต่อกันหลายฤดู เพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดของโรคทางดิน ควรมีการปลูกพืชในวงศ์อื่นๆ คั่นไปก่อนประมาณ 1-2 ฤดู แล้วจึงค่อยกลับมาปลูกใหม่

การเพาะเมล็ดแตงเทศ
ปัจจุบันนิยมใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมเพาะในถุงชำ หรือกระบะเพาะ เนื่องจากมีเปอร์เซนต์การงอกและความบริสุทธิ์สูง ปลอดจากเชื้อโรค นำมาเพาะได้ทันที หากต้องการให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น ก็ให้นำไปแช่น้ำอุ่นจนท่วมเมล็ดขึ้นมาประมาณ 6 ซม. จากนั้นนำเมล็ดมาห่อด้วยผ้าที่เปียกน้ำหมาดๆ อีก 1 คืน เมื่อรากเริ่มงอกออกมาจึงค่อยนำไปเพาะในวัสดุที่เตรียมไว้ และรดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราแบบเจือจาง

วัสดุเพาะกล้าที่นิยมใช้ในปัจจุบันก็คือ พีทมอส เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เบา อุ้มน้ำได้ดี มีช่องว่างสำหรับระบายอากาศได้ มีอินทรีย์วัตถุที่ย่อยสลายตัวแล้ว ปลอดจากเชื้อโรคทางดิน จึงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้าได้เป็นอย่างดี แต่มีราคาค่อนข้างแพง หากต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย จะใช้ขุยมะพร้าวที่ร่อนเส้นใยออกแล้ว ผสมกับปุ๋ยคอก ทรายหยาบ และดินร่วนที่ตากแดดฆ่าเชื้อแล้วในอัตรา 1 : 1 : 1 :1 นำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำไปใส่ในกระบะเพาะ หรือถุงชำ ทำหลุมหยอดเมล็ดให้ลึกประมาณ 2 ซม. หยอดเมล็ดลงไป 1 เมล็ด กลบให้มิดชิด รดน้ำให้ชุ่ม นำไปวางในที่ร่มรำไร ในระยะแรกของการเพาะเมล็ดควรรักษาความชื้นไว้ให้สม่ำเสมอ ไม่ควรให้โดนแสงแดดโดยตรง เมื่อเมล็ดเริ่มงอกจนมีใบจริงสีเขียวแล้ว จึงค่อยให้ได้รับแสงแดดเพิ่มขึ้นทีละน้อย และให้น้ำในปริมาณที่เพิ่มขึ้นด้วยตามลำดับ เมื่อต้นกล้ามีใบจริงประมาณ 2-3 ใบ ก็ให้ทำการย้ายไปปลูกได้

แปลงปลูก
การปลูกนอกโรงเรือน
ควรนำตัวอย่างของดินในพื้นที่ปลูกไปตรวจหาค่าความเป็นกรดเป็นด่าง เพื่อให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ในดินเสียก่อน เมื่อปรับสภาพดินให้สมบูรณ์ดีแล้วก็ให้ไถพรวนดินให้ลึกประมาณ 60 ซม. เพื่อกำจัดวัชพืชและตากดินไว้ประมาณ 7-10 วัน ต่อจากนั้นให้ไถย่อยดินให้ละเอียดอีกครั้ง นำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดินจนทั่วในอัตราไร่ละ 1,500-2,000 กก. ยกแปลงให้มีความกว้างประมาณ 1-1.2 ม. ยาวไปตามพื้นที่ปลูก และสูงประมาณ 30-40 ซม. ทำร่องน้ำให้กว้างประมาณ 0.80 ม. สำหรับการปลูกแบบแถวคู่ ก่อนปลูกให้โรยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 รองพื้นบนแปลง ในอัตราไร่ละ 50 กก. แล้วพรวนดินกลบอีกครั้ง ในพื้นที่ 1 ไร่ จะสามารถปลูกแตงเทศได้ประมาณ 3,200 ต้น ใช้พลาสติกหรือฟางข้าวคลุมแปลงเพื่อป้องกันการเจริญของวัชพืช แต่ไม่ควรคลุมด้วยฟางข้าวในช่วงฤดูฝน เพราะอาจมีเชื้อโรคติดมา และความชื้นในฤดูดังกล่าวก็ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี จนทำให้เกิดเป็นโรคโคนเน่า และเกิดเชื้อรากับระบบรากได้

การปลูกในโรงเรือน
การปลูกแตงเทศในโรงเรือนในช่วงฤดูฝน มักไม่มีปัญหาการระบาดของโรคทางใบ แต่มีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง จะใช้วิธีปลูกลงดิน ปลูกในภาชนะ หรือกระถางก็ได้ แต่การปลูกในกระถางนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากสามารถปลูกแตงเทศติดต่อกันได้หลายฤดู ไม่มีปัญหาเรื่องโรคทางดิน และปลูกในระยะที่ชิดกันได้ วัสดุปลูกที่ใช้อาจเป็นพีทมอส ที่มีความสะอาดผ่านการฆ่าเชื้อจนปลอดภัยแล้ว หรือจะใช้ขุยมะพร้าว ถ่านแกลบ ทราย ในอัตราส่วน 1:1:1 ผสมให้เข้ากันก็ได้ ควรใช้กระถางขนาด 12 นิ้ว วางเป็นแถวคู่ให้มีระยะห่างระหว่างต้นภายในแถวเดียวกันประมาณ 50 ซม. และระหว่างแถวห่างกันประมาณ 80 ซม. ส่วนแปลงถัดไปให้มีระยะห่างกันประมาณ 1.5 ม. ในพื้นที่ 360 ตรม. จะปลูกต้นแตงเทศได้ประมาณ 1,000 ต้น นำต้นกล้าลงปลูก รดน้ำให้ชุ่ม ในแต่ละกระถางที่ปลูกแตงเทศ ควรมีการให้น้ำแบบระบบหยดเพื่อให้ความชุ่มชื้นอยู่เสมอ