วิธีการล่าเหยื่อของปลา

By -

ปลาที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด อาจเป็นปลากินแพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์ กินเศษอาหารและสัตว์ตัวเล็กๆ ซึ่งเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า พวกออมนิวอร์(omnivores) เช่น ปลาซักเกอร์ ปลาหลายชนิดที่กินเนื้อมีความดุร้ายจะเรียกว่า ปลาล่าเหยื่อ วิธีการล่าเหยื่อก็จะแตกต่างกันออกไป ปลาฉลามและปลาน้ำดอกไม้ จะเข้าโจมตีปลาอื่นได้รวดเร็วว่องไว ปลาฉลามสามารถกัดและฉีกเนื้อของเหยื่อให้ขาดได้อย่างง่ายดาย ด้วยฟันเลื่อยรูปสามเหลี่ยมและขากรรไกรที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมาก ปลาที่ได้รับฉายาว่าเป็นปลาล่าเหยื่อที่ดุร้ายและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ ฉลามขาว(great white shark, Carcharodon carcharias) ได้มีการยอมรับว่าฉลามขาวที่ใหญ่ที่สุดมีอยู่ 2 ตัว คือ ที่จับได้ในประเทศคิวบา ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1945 ซึ่งติดมากับเบ็ดราว มีความยาว 6.4 เมตร หนัก 3,314 กิโลกรัม และจับฉลามเพศเมียได้อีกตัวหนึ่ง ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1978 ที่อ่าวแซน มิกูเอล มีความยาว 8.9 เมตร แต่ต่อมาก็วิพากวิจารณ์กันว่าสถิตินี้อาจไม่ถูกต้อง ส่วนฉลามเสือ Galeocerdo cuvier ก็มีความยาวได้ถึง 6.1 เมตร และที่มีขนาดรองลงมาตามลำดับก็คือ ฉลามกรีนแลนด์ Somniosus microcephalus ฉลามนิทราปาซิฟิก (Pacific sleeper shark, S. pacivicus) ฉลามเทรเชอร์(Alopias vulpinus) และฉลามหัวค้อน(Sphyrna mokarran) และมีบันทึกของนักข่าวว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 เป็นต้นมา ฉลามขาวได้ออกอาละวาดในบริเวณอ่าวมอนเทอเรย์ และบริเวณใกล้เคียงชายหาดคาร์ลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยทำร้ายนักท่องเที่ยวและชาวประมงไปมากกว่า 100 ราย และเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ.1942 เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เมื่อเรือโนวาสคอเทียที่อยู่ห่างจากชายฝั่งซูลู อัฟริกาใต้ไปประมาณ 38 กิโลเมตร ถูกกองทัพเยอรมันยิงตอร์ปิโดใส่ ทำให้เรือจมภายใน 7 นาที ลูกเรือและนักโทษกว่า 900 ชีวิตของชาวอิตาลีต้องลอยคออยู่กลางทะเล ผู้ที่รอดชีวิตจากการช่วยเหลือของเรือปอร์ตุเกสมีเพียง 192 รายเท่านั้น ส่วนผู้ที่ตายส่วนใหญ่ก็มีสาเหตุมาจากโดนฉลามทำร้าย

ฟันที่คล้ายเข็มและคมกริบของปลาน้ำดอกไม้ สามารถกัดทำร้ายเหยื่อที่ว่ายผ่านมาได้ ปากที่อยู่ตรงท้องของปลากระเบนก็สามารถจับปลาที่ว่ายน้ำผ่านมาได้เช่นกัน การไล่ฮุบเหยื่อที่ว่ายผ่านมาของปลาไหลทะเลมอเรย์ มันจะใช้ปากที่กว้างใหญ่และฟันเขี้ยวที่แหลมคมเข้าทำร้ายเหยื่อจากที่ซุ่มอยู่ตามซอกหลืบก้อนหิน ปลาปิรันยา ในสกุล Serrasalmus และ Pygocentrus เป็นปลาพื้นเมืองของอเมริกาใต้ ชอบหากินแบบรวมฝูง ได้ชื่อว่าเป็นปลาน้ำจืดที่ดุร้ายที่สุดในโลก มันสามารถฉีกกัดเนื้อสัตว์ใหญ่ที่ลงไปในน้ำได้ด้วยปากที่เล็กแต่มีฟันเขี้ยวที่แหลมคม มันจะใช้ระยะเวลาที่สั้นมากในการกัดกินจนเหลือแต่กระดูก โดยปกติแล้วอาหารหลักของปลาพวกนี้จะเป็นปลา แต่เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมมันก็สามารถกัดฉีกให้ขาดได้อย่างง่ายดายด้วยฟันที่คมคล้ายมีดโกนของมัน ขากรรไกรของปลาปิรันยาชาวอินเดียนแดงพื้นเมืองมักจะใช้ทำใบมีดโกน มีปลาปิรันยาหลายชนิดที่มีนิสัยไม่ดุร้ายและกินพืชเป็นอาหาร จากที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 20 ชนิด

ได้มีข่าวในวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 1981 ว่า ที่ใกล้กับท่าเรือโอบิดอส ประเทศบราซิล มีเรือโดยสารข้ามแม่น้ำล่มลง และปลาปิรันยาก็ได้ฆ่าผู้โดยสารกว่า 300 ชีวิต มีเพียง 178 รายเท่านั้นที่รอดชีวิตมา ฟันที่คมเป็นแผ่นของปลาปักเป้าก็ช่วยขูดเนื้อปลาดาวกินเป็นอาหารได้อย่างง่ายดาย อุปกรณ์ล่อเหยื่อที่คล้ายเบ็ดตกปลาของปลาแองเกลอร์ที่หากินในทะเลลึก เหยื่อที่อยู่ตรงส่วนบนของหัวจะคล้ายตัวหนอนหรือไส้เดือนและมีลักษณะเรืองแสง ล่อให้ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นเข้ามาใกล้ จากนั้นมันจะใช้ปากที่กว้างงับเหยื่ออย่างรวดเร็ว และฟันที่คอหอยของปลาตะเพียนหลายชนิดก็จะช่วยขูดเนื้อหอยและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกินเป็นอาหาร

ปลาเสือพ่นน้ำ(archerfish) ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งน้ำจืดแถบไทย อินเดีย ไปจนถึงออสเตรเลีย ก็เป็นปลาล่าเหยื่อที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง ปลาพวกนี้สามารถล่าเหยื่อที่อยู่ในอากาศได้ เช่น แมลงที่บินอยู่เหนือน้ำ มันจะทำให้เหยื่อตกลงสู่น้ำและกลายมาเป็นอาหารของมัน ด้วยการฉีดพ่นน้ำที่เร็วและแรงคล้ายกระสุน ปลาเสือพ่นน้ำจะยิงเพียงครั้งเดียวถ้าเหยื่ออยู่สูงจากระดับน้ำไม่เกิน 1 เมตร แต่อาจต้องยิงหลายครั้งถ้าเหยื่ออยู่สูงมาก ปกติปลาพวกนี้จะหากินเป็นฝูง แต่จากการทดลองพฤติกรรมการยิงกระสุนของปลาชนิดนี้พบว่า เมื่อวางอาหารไว้บนใบไม้ที่อยู่ใกล้น้ำ มีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ทำหน้าที่ยิงเหยื่อ เมื่อเหยื่อตกลงมาก็จะมีปลาตัวเดียวเท่านั้นที่ได้กินอาหาร จะไม่แย่งกันกินเหมือนฉลาม และถ้าตัวใดตัวหนึ่งยิงเหยื่อแล้วไม่ตกลงมาอีกตัวก็จะทำหน้าที่แทน ส่วนแมลงที่บินผ่านไปมันก็สามารถกระโดดขึ้นเหนือน้ำพร้อมกับยิงน้ำไปที่แมลงนั้นได้ด้วย การปิดปากของปลาชนิดนี้ทำให้ขากรรไกรบนและลิ้นที่แข็งประกอบกันเป็นท่อสำหรับฉีดน้ำ สามารถที่จะยิงหรือพ่นน้ำด้วยความแรงคล้ายกระสุนปืนทำให้เหยื่อตกลงมาได้

ลักษณะรูปร่างภายนอกของปลาจะสัมพันธ์กับพฤติกรรมการกินอาหาร ปลาที่มีพฤติกรรมกินอาหารกับพื้นน้ำมักจะมีปากเฉียงลงล่าง ส่วนปลาที่กินอาหารทั่วไปในแหล่งน้ำมักจะมีปากตรงปลายจะงอย ปลาที่กินอาหารตามผิวน้ำปากมักจะอยู่ทางด้านบน จะพบปลาอาศัยอยู่ในบริเวณแหล่งน้ำที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์มากมาย รูปร่างของปลาจะแตกต่างกันมากมายในทะเลสาบ บางชนิดก็โผล่ขึ้นมาจับแมลงที่ผิวน้ำ ปากแบบปากดูดของปลาซักเกอร์จะช่วยในการขูดกินสาหร่ายที่ขึ้นตามพื้นโขดหิน และใช้ดูดสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังตัวเล็กๆ ในดินกินเป็นอาหารได้ ละอองเกสรดอกไม้และเมล็ดพืชที่ตกในน้ำปลาบางชนิดก็ชอบกิน และในทุกระดับความลึกปลาเทราต์ก็สามารถที่จะว่ายน้ำหาอาหารได้

จากการประชุมของนักวิชาการเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินอาหารของปลา และได้ตกลงตั้งทฤษฎีว่า “Optimal foraging theory” มีใจความว่า ปลาจะหาและเลือกกินอาหารที่ต้องใช้พลังงานในการหาน้อยที่สุด และอาหารนั้นต้องก่อเกิดพลังงานสูงสุดแก่ตัวปลาด้วย เพื่อสงวนพลังงานส่วนใหญ่ไว้สำหรับการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์

ในการหาและกินอาหารพลังงานที่ปลาใช้จะแบ่งออกเป็น 4 อย่างคือ
1. พลังงานในการมองหาเหยื่อ
2. พลังงานในการไล่ล่าเหยื่อ
3. พลังงานในการจับเหยื่อ
4. พลังงานในการย่อยอาหาร

การหาอาหารที่เหมาะสมทำให้มีการใช้พลังงานน้อยที่สุดเพื่อเป็นการรักษาสมดุล ถ้าแมลงตัวเล็กๆ มีปริมาณหนาแน่นมากปลาเทราต์ ก็จะเปลี่ยนมากินแมลงตัวเล็กนี้ แต่มันจะซุ่มเงียบอยู่กับที่และรอจนกว่าเหยื่อที่ตัวใหญ่กว่าแมลงว่ายน้ำผ่านมาถ้าความหนาแน่นของแมลงตัวเล็กๆ มีไม่มากพอ การไล่ล่าซันฟิชที่มีหนามและก้านครีบแข็งมากของปลาแบสปากกว้าง อาจทำให้มันเสียเวลาและใช้พลังงานงานมาก มันจึงอาจหันมากินปลาซิวขนาดเล็กแทนก็ได้

ในการกินอาหารของปลาปัจจัยที่ปลาต้องระวังมากกว่าการใช้พลังงานคือ ในระหว่างการไล่ล่าเหยื่อมันอาจกลายเป็นเหยื่อไปเสียงเอง ได้มีการค้นพบของ ดร.แมรี เพาเวอร์ ว่า ในแถบน้ำตื้นของปานามาจะมีสาหร่ายที่เจริญเติบโตเร็วมาก ทั้งที่มันเป็นอาหารอย่างดีของปลาดุกชนิดหนึ่ง ปลาดุกไม่ยอมกินสาหร่ายในน้ำตื้นเพราะในช่วงที่มันกำลังเพลินกับการกินสาหร่าย อาจเสี่ยงต่อการถูกล่าโดยนกล่าปลาก็ได้ และยังพบว่า ในแถบโอคลาโฮมา ปลาสโตนโรลเลอร์ จะไม่ลงไปหากินในน้ำลึกที่มีดงสาหร่ายขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น เพราะในแถบนั้นอาจมีปลาแบสปากกว้างซุ่มคอยหาอาหารอยู่ มันอาจจะตกเป็นเหยื่อไปเสียก็ได้

ที่มา: จากหนังสือเรื่อง มีนวิทยา
เรียบเรียงโดย: สุภาพร สุกสีเหลือง
ภาควิชาชีววิทยา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ