วิธีปลูกสับปะรด

By -

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ananas comosus (L.) Merr.
ชื่อสามัญ Pineapple
จัดอยู่ในวงศ์สับปะรด (BROMELIACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย BROMELIOIDEAE
ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ มะนัด มะขะนัด บ่อนัด (ภาคเหนือ), บักนัด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ย่านัด ขนุนทอง (ภาคใต้) เป็นต้นสับปะรด

สับปะรด เป็นพืชล้มลุกที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ต้นกำเนิดของสับปะรดมาจากทวีปอเมริกาใต้ แหล่งปลูกที่สำคัญๆ ของประเทศเรามักจะอยู่ใกล้ๆ ทะเล เช่น ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระยอง และจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต พังงา ชุมพร ซึ่งนิยมปลูกในสวนยาง

ในปัจจุบันนี้มีการปลูกสับปะรดในจังหวัดต่างๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณริมแม่น้ำโขง และอีกหลายจังหวัดในภาคเหนือ

สำหรับพันธุ์ที่นิยมปลูกก็มีกันอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์ปัตตาเวีย พันธุ์อินทรชิต พันธุ์ขาว พันธุ์ภูเก็ต พันธุ์นางแล เป็นต้น

1. พันธุ์ปัตตาเวีย
พันธุ์นี้มีชื่ออื่นๆ เช่น ปรานบุรี สามร้อยยอด มักรู้จักกันแพร่หลายในนามของ สับปะรดศรีราชา แหล่งปลูกที่สำคัญคือ ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี เพชรบุรี ลำปาง ผลมีรสหวานฉ่ำ มีน้ำมาก รสชาติดี ใบมีสีเขียวเข้ม ตรงกลางใบเป็นร่องเป็นสีแดงอมน้ำตาล ผิวด้านบนใบจะเป็นมันเงา ส่วนผิวใต้ใบมีสีเทาเงิน ขอบใบเรียบแต่บริเวณปลายใบจะมีหนามเล็กน้อย มีกลีบดอกเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน ผลมีน้ำหนักประมาณ 2-6 กก. มีขนาดและรูปทรงแตกต่างกันไป เปลือกผลจะมีสีเขียวคล้ำเมื่อยังอ่อนอยู่ แต่เมื่อแก่จัดก็จะเปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองอมส้ม ก้านผลจะสั้น ไส้ภายในผลจะใหญ่ เนื้อมีสีเหลืองอ่อน ถ้าในฤดูร้อนก็จะมีสีเนื้อเข้มขึ้น

2. พันธุ์อินทรชิต
แหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา พันธุ์นี้ถือพันธุ์พื้นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ลักษณะของใบจะมีสีเขียวอ่อนไม่เป็นมัน ใต้ใบมีสีเขียวออกขาวและมีวาวออกเป็นสีน้ำเงิน ขอบใบตามแนวยาวทั้งสองข้างจะมีแถบสีแดงอมน้ำตาล ขอบใบมีหนามแหลมโค้งงอเป็นสีน้ำตาลอมแดง มีกลีบดอกสีม่วงเข้ม ที่ก้านผลจะมีตะเกียงติดอยู่ ผลมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย มีรสหวานอ่อนๆ เปลือกผลจะเหนียวแน่น เหมาะแก่การขนส่ง

3. พันธุ์ขาว
เป็นพันธุ์พื้นเมือง และน่าจะกลายพันธุ์มาจากพันธุ์อินทรชิต พันธุ์นี้เกษตรกรนิยมปลูกร่วมกับพันธุ์อินทรชิต แหล่งปลูกที่สำคัญคือ จังหวัดฉะเชิงเทรา ลักษณะของใบจะแคบและสั้นกว่าพันธุ์อินทรชิต ใบเป็นทรงพุ่มเตี้ย มีสีเขียวอมเหลือง บริเวณขอบใบจะมีหนามโค้งงอไปสู่ปลายใบ ปลายกลีบดอกมีสีม่วงอมชมพู โคนกลีบมีสีม่วงอ่อน ผลมีหลายจุก มีขนาดน้ำหนักเฉลี่ยของผลประมาณ 0.85 กก. ผลเป็นรูปทรงกระบอก มีตาผลลึก เนื้อผลมีสีเหลืองทอง คุณภาพเนื้อไม่ค่อยดีนัก รสชาติหวานอ่อน

4. พันธุ์ภูเก็ตหรือสวี
มีชื่ออื่นๆ ที่เรียกกันอีกเช่น พันธุ์ชุมพร พันธุ์สวี พันธุ์ตราดสีทอง มักปลูกกันมากในสวนยางทางภาคใต้ โดยจะปลูกกันระหว่างแถวของยางพาราก่อนที่จะกรีดยางได้ แหล่งปลูกที่สำคัญคือ จังหวัดภูเก็ต ชุมพร นครศรีธรรมราช และตราด ลักษณะของใบจะมีสีเขียวอ่อน กลางใบมีแถบสีแดง ปลายขอบใบจะมีหนามสีแดงแคบและยาวกว่าพันธุ์อินทรชิตและพันธุ์ขาว กลีบดอกจะมีสีม่วงอ่อน ผลมีขนาดเล็ก ตาลึก เปลือกหนา เนื้อมีสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นหอม

5. พันธุ์นางแลหรือน้ำผึ้ง
ในจังหวัดเชียงรายมักนิยมปลูกพันธุ์นี้กันมาก มีลักษณะคล้ายคลึงกับพันธุ์ปัตตาเวีย แต่ผลจะมีรูปทรงกลมกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย ตาจะนูน เปลือกบาง และรสหวานเข้มกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย ผลมีเนื้อสีเหลืองเข้ม
เปลือกผลบางมาก

อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการปลูกสับปะรดจะอยู่ที่ 23.9-29.4 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นลักษณะอากาศที่ค่อนข้างร้อน ต้องมีฝนตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปี มีความชื้นในอากาศสูง มีปริมาณน้ำฝนอยู่ในช่วง 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี

สภาพของดินที่เหมาะแก่การปลูกสับปะรด จะต้องมีความเป็นกรดเล็กน้อยประมาณ 4.5-5.5 แต่ไม่ควรให้เกิน 6.0 สับปะรดปลูกได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีการระบายน้ำได้ดี เช่น ในดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินปนลูกรัง ดินทรายชายทะเล ควรเลือกปลูกในบริเวณที่มีความชื้นในอากาศสูง เช่น ที่ราบระหว่างภูเขา ที่ลาดเชิงเขา บริเวณใกล้ป่าหรือแหล่งน้ำ

การเตรียมดิน
การเตรียมดินต้องปรับระดับให้เรียบ เพื่อไม่ให้มีน้ำท่วมขัง ควรไถดินให้ลึกเพื่อช่วยให้การระบายน้ำและอากาศในดินเป็นไปอย่างสะดวก และทุกครั้งที่มีการรื้อแปลงเพื่อปลูกใหม่จะต้องทำเช่นนี้ทุกครั้ง

การเตรียมดินปลูกสับปะรด หากเป็นพื้นที่ที่ต้องบุกเบิกใหม่ควรใช้รถไถ ดันรากไม้ใหญ่ๆ ให้โผล่ขึ้นมาแล้วจุดไฟเผาเสีย ต่อจากนั้นก็ไถดินให้ลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร และไถพรวนอีก 2-3 ครั้ง แล้วปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่งเพื่อให้เศษซากพืชในดินเน่าสลาย ต่อมาจึงค่อยปรับระดับดินให้เรียบเสมอกัน จากนั้นจึงไถดินให้ลึกอีก 40-50 เซนติเมตร เพื่อเป็นการเปิดหน้าดินให้ลึกให้มีการระบายน้ำและอากาศได้ดี

หากดินเป็นแปลงสับปะรดเก่า ให้ใช้จานไถกลับไปกลับมาจนต้นและใบกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไถกลบเศษต้นและใบสับปะรดนั้นลงในดินแล้วปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่งเพื่อให้เน่าเปื่อยกลายเป็นอินทรีย์วัตถุ และเพื่อเป็นการปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น ต่อจากนั้นจึงไถดินให้ลึก 40-50 เซนติเมตร และใช้พรวนจานไถอีกครั้งเมื่อใกล้ระยะเวลาที่จะปลูก

ฤดูปลูกและวิธีปลูก
สับปะรดสามารถปลูกได้เกือบตลอดทั้งปีในประเทศไทย แต่ไม่ควรปลูกในช่วงที่ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน เพราะจะทำให้เกิดโรคเน่าขึ้นมาได้ ในเดือนธันวาคมควรมีการเตรียมดินให้เสร็จ และทำการปลูกในเดือนมกราคม-เมษายน เนื่องจากมีแสงแดดจ้าและไม่มีฝนตกชุก ซึ่งเป็นช่วงที่ดินยังมีความชุ่มชื้นเพียงพอแก่การเจริญเติบโตในระยะแรกอยู่

ถ้าปลูกในฤดูแล้งควรฝังหน่อให้ตั้งตรง แต่ถ้าปลูกในฤดูฝนควรฝังหน่อให้เอียง 45 องศา เพื่อป้องกันน้ำเข้าไปขังอยู่ในยอด

การปลูกส่วนใหญ่มักจะใช้ระยะปลูกแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์การปลูกเป็นแถวคู่ควรฝังหน่อให้ลึก 15-20 เซนติเมตร

สำหรับการปลูกสับปะรดสามารถใช้หน่อหรือจุกปลูกก็ได้ แต่การปลูกด้วยหน่อจะให้ผลผลิตเร็วกว่า และสามารถหาพันธุ์ได้ง่ายกว่าการปลูกด้วยจุก

ตอนเริ่มปลูกให้ขึงเชือกทำแนว ระยะปลูกก่อน จากนั้นให้ปลูกสับปะรดตามแนวที่วางไว้ โดยไม่จำเป็นต้องขึงเชือกทุกแถว

เทคนิคที่ทำให้ปลูกสับปะรดได้เร็วคือ การใช้เสียมที่มีด้ามสั้นขุดดินขึ้นมา แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับหน่อเสียบลงไปปลูก

วิธีการขยายพันธุ์สับปะรด
1. หน่อดิน เกิดจากตาที่อยู่ในบริเวณลำต้นใต้ดิน ซึ่งจะเริ่มแทงขึ้นมาพ้นผิวดินหลังจากเกิดการสร้างดอกแล้ว มีจำนวนน้อย รูปทรงเล็กเรียว ใบยาวกว่าหน่อข้าง

2. หน่อข้าง เกิดจากตาที่พักตัวอยู่บนลำต้นในบริเวณโคนใบ หน่อข้างเหล่านี้จะมีน้ำหนักต่างกันไปตั้งแต่ 0.5-1 กิโลกรัม ให้ผลเมื่อมีอายุ 14-18 เดือน ใช้ขยายพันธุ์ได้ดี

3. ตะเกียง เกิดจากตาบนก้านผลที่อยู่ในบริเวณโคนผล ตะเกียงมีน้ำหนักเฉลี่ยทั่วไปอยู่ระหว่าง 0.3-0.5 กิโลกรัม ให้ผลเมื่อมีอายุ 18-20 เดือน

4. จุก เติบโตขึ้นเหนือผลสับปะรดหลังจากดอกโรยไปแล้วจุกจะมีน้ำหนักทั่วไปตั้งแต่ 0.075-0.2 กิโลกรัม ให้ผลตามธรรมชาติเมื่ออายุ 22-24 เดือน

** เมื่อเก็บผลสับปะรดก็จะปลิดจุกออกจากผล และหลังจากเก็บเกี่ยวผลไปแล้วประมาณ 6 สัปดาห์ ก็จะปลิดหน่อออกจากต้น หน่อที่มีขนาดเหมาะแก่การขยายพันธุ์คือ มีความยาวประมาณ 50-75 เซนติเมตรหลังจากเก็บหน่อ, ตะเกียงหรือจุกมาแล้ว ให้นำมาผึ่งแดดโดยคว่ำยอดลงสู่พื้นดิน ให้โคนแผลได้รับแสงแดดจนรอยแผลแห้งรัดตัวเป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วย แล้วนำมามัดรวมกันเป็นกองเพื่อรอการปลูกหรือนำไปขายต่อไป ก่อนปลูกต้องลอกกาบใบล่างออก 3-4 ชั้น เพื่อให้รากแทงออกมาได้สะดวกและเร็วขึ้น

การใช้ส่วนขยายพันธุ์หลายชนิดปลูกแยกเป็นแปลงๆ เป็นการดีเพราะสามารถทยอยเก็บผลสับปะรดได้หลายรุ่นตลอดปี

ข้อดี ข้อเสีย ของการปลูกด้วยหน่อและปลูกด้วยจุก
การปลูกด้วยหน่อ
-ปลูกได้ตลอดปี
-ค่อนข้างทนทานต่อโรคเน่า
-มีการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอหรือไม่พร้อมกัน
-อายุเก็บเกี่ยวตามธรรมชาติ 14-18 เดือน
-การบังคับออกดอก ทำได้ยากเพราะต้นไม่สม่ำเสมอกัน
-การเก็บเกี่ยวผล เก็บได้ไม่พร้อมกัน

การปลูกด้วยจุก
-ปลูกได้เฉพาะฤดูแล้งหรือฝนไม่ชุก
-ไม่ทนทานต่อโรคเน่า
-มีการเจริญเติบโตสม่ำเสมอกัน
-มีอายุเก็บเกี่ยวตามธรรมชาติ 22-24 เดือน
-การบังคับออกดอก ทำได้ง่ายเพราะต้นสม่ำเสมอกัน
-เก็บผลได้พร้อมกัน

การควบคุมและกำจัดวัชพืช
การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช จะประหยัดและรวดเร็วกว่าการใช้แรงงานคนกำจัด สารเคมีกำจัดวัชพืชที่นิยมใช้ในแปลงสับปะรด ได้แก่ ไดยูรอน เช่น คาร์แมกซ์ ใช้ฉีดพ่นวัชพืชใบกว้างได้ผลดี โดยฉีดพ่นก่อนวัชพืชจะงอก และสารโบรมาซิล เช่น โบรมิกซ์ ใช้ฉีดพ่นในแปลงสับปะรด ซึ่งเป็นสารเคมีฆ่าวัชพืชใบแคบได้ผลดี เมื่อมีวัชพืชงอกขึ้นมาแล้ว หรือจะใช้ทั้ง 2 ชนิดผสมกันก็ได้ โดยใช้โบรมาซิล 363 กรัม และไดยูรอน 363 กรัม ผสมน้ำฉีดพ่นในเนื้อที่ 1 ไร่ ให้ฉีดทันทีหลังจากปลูกสับปะรดแล้ว ก็จะสามารถควบคุมวัชพืชทั้งชนิดใบแคบและใบกว้างอื่น ๆ ได้นานถึง 4 เดือน

ไม่แนะนำให้ใช้โบรมาซิล ในแปลงสับปะรดที่ปลูกแซมในสวนยางพารา หรือสวนไม้ผลอื่นๆ เพราะจะเกิดการสะสมในดินถ้าใช้ซ้ำซาก โดยที่สารเคมีจะจับตัวกับเม็ดดินเมื่อถูกน้ำพัดพาไปจะเกิดอันตรายกับพืชอื่นๆ ได้ แต่ควรจะใช้อะทราซิน เช่น เกสาพริม หรืออะมีทริน เช่น เกสาแพกซ์ ผสมกับไดยูรอน แทน

ควรผสมสารจับใบลงไปประมาณ 0.1-0.3% โดยปริมาตรในการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เพื่อช่วยเพิ่มระสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น เมื่อพบว่าวัชพืชงอกขึ้นมาอาจพ่นซ้ำอีก 1 ครั้ง โดยพ่นให้หมดทั้งแปลง หรือเฉพาะจุดก็ได้

ข้อควรระวัง
ห้ามใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ภายหลังจากการใช้สารเคมีเร่งดอกสับปะรดแล้ว ให้รอจนกว่าจะเก็บผลเสร็จสิ้นแล้วจึงจะใช้ได้

การใส่ปุ๋ย
หลังจากไถแปร ก่อนปลูกสับปะรด ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก 1 ตันผสมปุ๋ยหินฟอสเฟตสูตร 0-3-0 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ โรยเป็นแถวตามแนวร่องปลูกเพื่อปรับปรุงดินกระตุ้นการออกราก

ใส่ปุ๋ยสูตรที่มีสัดส่วนไนโตรเจนสูง เช่น สูตร 21-0-0 หรือ 16-20-0 อัตรา 7-10 กรัมต่อต้น หลังจากปลูกได้ 1-2 เดือน หรือระยะเริ่มออกราก ใส่ดินโคนต้นฝังหรือกลบปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกในขณะดินมีความชื้นเพียงพอ

ใส่ปุ๋ยครบสูตรที่มีสัดส่วนโพแทสเซียมสูง 3:1:4 เช่น สูตร 12-4-18+ธาตุอาหารเสริม, 15-5-20, 13-13-21 หรือสูตรใกล้เคียงซึ่งไนโตรเจนไม่ควรเกิน 15% หลังจากปลูกได้ 4-6 เดือน เพื่อเป็นการป้องกันสารไนเตรทตกค้างอัตรา 10 กรัมต่อต้น ใส่บริเวณกาบใบล่างขณะกาบใบมีน้ำเพียงพอที่จะละลายปุ๋ย

ให้ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมก่อนบังคับผล 1-2 เดือน โดยฉีดพ่นเข้าทางใบ เช่น แคลเซียม โบรอน

ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-6)หรือโพแทสเซียมซัลเฟต (0-0-50) อัตรา 7-10 กรัมต่อต้น หลังบังคับผลประมาณ 3 เดือน โดยใส่บริเวณกาบใบล่างในขณะกาบใบมีน้ำเพียงพอที่จะละลายปุ๋ยได้

ประโยชน์ของสับปะรด
เนื้อใช้รับประทานสดหรือแปรรูปเป็นสับปะรดแช่อิ่ม สับปะรดกวน สับปะรดแห้ง แยมสับปะรด หรือ บรรจุกระป๋อง และคั้นทำน้ำ

เศษเหลือของสับปะรดจากอุตสาหกรรมบรรจุกระป๋อง สามารถนำมาแปรรูปเป็น น้ำเชื่อม แอลกอฮอล์ น้ำส้มสายชู ไวน์ อาหารสัตว์ กรดซิตริก กรดมาลิก และกรดแอสคอร์บิก ได้

เส้นใยจากใบสับปะรด สามารถนำมาทอเป็นผ้าได้ ในฟิลิปปินส์และไต้หวันมักนิยมตัดเป็นชุดสากลประจำของชาติ เรียกว่า “ผ้าบารอง”
เยื่อใยจากสับปะรด สามารถนำมาทำเป็นกระดาษที่มีคุณสมบัติพิเศษซึ่งในหลายประเทศก็ใช้เป็นกระดาษสำหรับพิมพ์ธนบัตรด้วย เนื่องจากกระดาษจะมีความบางมาก มีผิวนุ่มเนียน สามารถบิดงอหรือเปลี่ยนรูปร่างได้ง่ายโดยไม่เสียหาย

เศษเหลือทิ้งจากโรงงาน เช่น เปลือก และแกนกลาง สามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้

ส่วนสับปะรดที่ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับนี้ เป็นสับปะรดที่กลายพันธุ์มาจากสับปะรดที่ปลูกบริโภคผล ซึ่งมีหลายลักษณะดังนี้

1. อินทรชิตแปลง กลางใบสีส้มอ่อนเจือชมพู ขอบใบสีน้ำตาลเข้ม หนามสีน้ำตาลเข้ม

2. แดงบางคล้า กลางใบสีเขียวสลับแดง โคนใบสีส้ม ขอบใบสีเหลืองอมแดง หนามสีแดงปนส้ม

3. เหลืองบางคล้า กลางใบสีครีม-เหลือง ขอบใบสีเขียว หนามสีเขียว

4. แดงปัตตาเวีย กลางใบสีเขียวอมแดง ขอบใบสีแดง ผิวใบเรียบเป็นแถบสีขาว-ชมพู ขอบใบเรียบหรือมีหนามสีแดงที่ปลายใบและโคนใบ

5. สับปะรดด่างสามสีและด่างธรรมดา กลางใบเขียว ขอบใบสีครีมและครีมแกมชมพู หนามสีเขียวและชมพูแดง ให้ผลสีแดงสวยงาม

6. สับปะรดแคระ ลักษณะคล้ายสับปะรดอินทรชิตย่อส่วนผลขนาดเล็กสูงเพียง 1.5-2 นิ้ว ผลสีขาวครีม กลิ่นหอม ติดผลนาน 6 เดือน ซึ่งใช้ตัดผล (ดอก) ขายได้ด้วย