ว่านค้างคาวดำ

By -

ชื่อสามัญ Bat flower, Black lily
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tacca chantrieri Andre
ชื่อวงศ์ Taccaceae
ชื่ออื่นๆ เนระพูสีไทย, คลุ้มเลีย, ว่านหัวเลีย, ว่านหัวลา, ว่านหัวฬา, ค้างคาวดำ, มังกรดำ, ดีปลาช่อน, ม้าถอนหลัก, ว่านพังพอน, นิลพูสี, ว่านนางครวญ, กลาดีกลามูยี, ดีงูหว้า, เส่แหง่เหมาะ, ล่อเคลิน, เหนียบเลินว่านค้างคาวดำ

ว่านค้างคาวดำ เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุนานหลายปี มักเจริญเติบโตอยู่บริเวณป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบชื้น ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 50-1,500 เมตร พบมีการกระจายพันธุ์อยู่ในแถบตอนใต้ของประเทศจีน อินเดีย บังคลาเทศ ลาว พม่า เวียดนาม และมาเลเซีย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
มีลักษณะเป็นเหง้ารูปทรงกระบอกอยู่ใต้ดิน มีความสูงประมาณ 50-60 ซม.

ใบ
มีลักษณะเป็นรูปรี หรือรูปใบหอกแกมขอบขนาน แผ่นใบเรียบ มีสีเขียวเข้มเป็นมัน ขอบใบเรียบ โคนใบมน ปลายใบแหลม เส้นแขนงใบโค้งแตกออกมาจากเส้นกลางใบ ขนาดความกว้างใบมีประมาณ 7-15 ซม. ยาวประมาณ 20-60 ซม. มักออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน ซึ่งในต้นหนึ่งๆ จะมีใบอยู่ประมาณ 3-12 ใบ ก้านใบยาวประมาณ 15-30 ซม.

ดอก
ลักษณะของดอกมีสีม่วงดำ หรือสีเขียวเข้ม ออกเป็นช่อมาจากเหง้าใต้ดินประมาณ 2 ช่อ ในช่อหนึ่งๆ จะมีดอกอยู่ประมาณ 4-6 ดอก ความยาวของช่อมีประมาณ 70 ซม. กลีบดอกมีจำนวน 6 กลีบ คล้ายซี่ร่ม โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกัน ความกว้างของดอกมีประมาณ 0.6-2 ซม. ยาวประมาณ 1-2.5 ซม. มีเกสรตัวผู้สีเขียวหรือสีเหลือง มองดูรวมๆ จะคล้ายกับค้างคาวกำลังบิน ดอกจะบานติดทนอยู่ได้นานประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้วค่อยร่วงโรยไป

ผล
รูปทรงของผลมีลักษณะคล้ายรูปกระสวย หรือทรงสามเหลี่ยม ความกว้างของผลมีประมาณ 1-2.5 ซม. ยาวประมาณ 2.5-5 ซม. ตามแนวยาวของผลจะมีสันเป็นคลื่นประมาณ 6 อัน ภายในผลมีเมล็ดลักษณะคล้ายรูปไต มีความหนาประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร กว้างประมาณ 2-2.3 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร สามารถออกดอกและติดผลได้ตลอดปี

การขยายพันธุ์
สามารถทำได้ด้วยการเพาะเมล็ด แยกกอ หรือปักชำจากเหง้า ว่านค้างคาวดำจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพของดินร่วนที่มีความชุ่มชื้น และสามารถระบายน้ำได้ดี ชอบอากาศเย็น และแสงแดดแบบรำไร ให้น้ำในปริมาณที่พอเหมาะ 2 เวลา เช้า-เย็น

การนำมาใช้ประโยชน์
ทั้งราก ต้น ใบ เหง้า – สามารถนำมาต้มน้ำดื่ม หรือเคี้ยวกินเป็นยาบำรุงร่างกาย แก้ธาตุพิการ ทำให้เจริญอาหาร แก้อาการความดันโลหิตต่ำ ใช้รักษาโรคมะเร็ง ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แก้โรคซางในเด็ก ใช้ดับพิษไข้ แก้ไอ รักษาโรคในช่องปาก แก้บิดมูกเลือด แก้อาการปวดท้อง แก้อาการอาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร แก้อาการเบื่อเมา สมานแผล แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ใช้เป็นยาบำรุงครรภ์ แก้อัมพฤกษ์ โรคความดัน และโรคหัวใจ หรือจะใช้ประคบแก้อาการปวดเมื่อยอักเสบ หรือต้มน้ำอาบแก้อาการผดผื่นคันก็ได้

ส่วนสารสกัดที่ได้จากเหง้า ยังสามารถใช้ป้องกันแมลงศัตรูพืช พวกหนอนใยผักในพืชตระกูลกระหล่ำได้ด้วย