สรรพคุณของกะเพรา

By -

กะเพรา

กะเพรา
ตามธรรมเนียมของพวกฮินดูนั้น พอถึงวันขึ้นปีใหม่ในเดือน ๕ ขึ้น ๑ คํ่าหรือที่เรียกตามภาษาของเขาว่า ไจตระ พวกฮินดู เขาจะกระทำพิธีสักการบูชาปฏิทินสำหรับปีใหม่ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เขาจะเอาใบกะเพรามาบริโภค เพื่อให้เกิดสิริมงคล คุ้มกันภัยต่างๆ ชาวฮินดูนับถือต้นกะเพราเสมอด้วยเทพเจ้าองค์หนึ่ง ใครจะไปทำลบหลู่ดูถูกต้นกะเพราของเขาไม่ได้ทีเดียว มีเรื่องกะเพราที่เล่ากันสนุกๆ ในวงเหล้าเรื่องหนึ่ง ตามเรื่องว่ามีชายไทยคนหนึ่งเห็นชาวฮินดูไปนั่งกราบๆ ไหว้ๆ ต้นกะเพราก็นึกสนุกอยากจะล้อเล่น จึงแอบไปถอนเอามาผัดกับไก่แกล้มเหล้ากินเสีย การกระทำครั้งนี้ทำให้ชาวฮินดูผู้นั้นโมโหมาก หาทางแก้แค้นอยู่เสมอ อยู่มาวันหนึ่งเห็นชายไทยคนนั้นไปนั่งกราบไหว้ ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก็นึกว่าต้นไม้นั้นคงเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของนายคนนั้น จึงคิดแก้เผ็ดแอบไปถอนเอามาเช็ดก้น แต่พอใบของมันถูกก้นเข้าเท่านั้นเอง ชาวฮินดูผู้นั้นก็มีอาการคันยุบยิบขึ้นมาทันที เพราะต้นไม้นั้นไม่ใช่ศักดิ์สิทธิ์อะไร ที่แท้ก็คือต้นตำแยนั้นเอง เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเล่ากันสนุกๆ แบบเรื่องศรีธนญชัย เอามาเล่าแทรกไว้ให้อ่านกันเล่นอย่างนั้นเอง

การที่ชาวฮินดูเคารพต้นกะเพรา เป็นเรื่องที่ดูๆ แล้วก็น่าแปลกสำหรับสายตาของคนไทยเรา แต่ถ้าศึกษาถึงศาสนา ประเพณีของเขาอย่างละเอียดแล้ว เราจะเห็นว่าเขาเชื่อมั่นในพระเจ้าของเขามาก สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าได้เคยแตะต้อง หรือบังเกิดขึ้น เพราะพระเจ้าเขาก็จะเคารพทั้งนั้น อย่างเช่นหญ้าคาเป็นต้น

ตำนานของต้นกะเพรามีเล่ากันต่างๆ เนื้อเรื่องก็ผิดแปลกกันออกไปบ้าง แต่ทุกเรื่องก็เกี่ยวข้องกับพระนารายณ์ อย่างเรื่องหนึ่งซึ่งเล่ากันแพร่หลายก็คือ ครั้งหนึ่งมีหญิงคนหนึ่งมีนามว่า ตุลสิ เป็นผู้มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าคือ พระนารายณ์ เป็นอันมาก และได้ทำพิธีบูชาขอให้นางได้ไปเป็นมเหสีของพระนารายณ์ให้จงได้ คำอ้อนวอนของนางตุลสิไปเข้าหูพระลักษมี มเหสีของพระนารายณ์เข้า ทำให้นางเกิดความหึงหวง เลยสาปนางตุลสิให้กลายเป็นต้นไม้ ซึ่งต่อมาได้เรียกต้นไม้นั้นว่า ต้นตุลสิ ตามชื่อของนาง ต้นตุลสินี้ก็คือต้นกะเพราในภาษาไทย และที่ชาวฮินดูนับถือต้นกะเพราก็เพราะถือกันว่า ต้นตุลสิเป็นมเหสีของพระนารายณ์ตามคำอ้อนวอนแล้วนั้นเอง(Vide Indian Nature Myths by Sovana Devi)

ความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารของต้นกะเพรานั้นกล่าวกันว่ามีมากมาย บางตำรากล่าวว่าไม่ถึงกับต้องกินอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็ได้ เพราะเพียงแต่ได้เพ่งมองก็ได้ผลเป็นที่น่าอัศจรรย์ ตามสรรพคุณของต้นตุลสิที่กล่าวไว้มีว่า ถ้าใครทำบาปไว้มากและเพ่งดูต้นกะเพรานั้นแล้วบาปที่ได้ทำไว้มากมายก่ายกองนั้นจะหมดไปเป็นการล้างบาปได้ หรือคนที่มีบาปหนักเพียงแต่ได้แตะต้องต้นกะเพรานี้เพียงเล็กน้อย บาปมลทินต่างๆ ที่มีอยู่ก็จะสูญสิ้นไปหมด ความศักดิ์สิทธิ์มีถึงอย่างนี้เขาถึงได้นิยมนับถือกันมาก ต้นกะเพราหรือต้นตุลสินี้ได้เข้าไปมีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตของชาวฮินดูอย่างมากมาย แม่ฝนขณะที่กำลังจะตาย ต้นกะเพราก็มีส่วนอยู่ด้วยคือพวกพี่น้องของคนเจ็บจะเอาไม้ตุลสิมาสักการบูชา แล้วเด็ดเอารากใส่ปากคนเจ็บ เด็ดใบวางลงที่หน้าที่ตา ที่หู และที่หน้าอกของคนเจ็บ แล้วเอากิ่งจุ่มนํ้าพรมคนเจ็บตั้งแต่ศีรษะ ตลอดเท้า พร้อมกับพากันร้องว่า ตุลสิ ตุลสิ ถ้าทำอย่างนั้นแล้วเข้าใจ กันว่าคนเจ็บจะตายก็ตายอย่างสงบได้ขึ้นสวรรค์ พวกอมาทส์ (Amats) แถวเบงกอล เมื่อมีคนตายห่างไกลจากแม่นํ้าคงคา หลังจากเผาศพเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บขี้เถ้าเอาไปโรยไว้โคนต้นกะเพรา นี่ก็คงถือว่าเป็นการล้างบาปอีกเหมือนกัน

ว่ากันตามจริง กะเพรามีประโยชน์ในทางรักษาโรคได้ กะเพราเป็นไม้ที่มีรสร้อนสุขุม ต้นระงับกองลมในลำไส้และบำรุงการย่อยอาหารให้เป็นปกติ ที่เอามาผัดกับไก่หรือกบแกล้มเหล้านั้น จึงเป็นการรักษาไปด้วยในตัว โดยเฉพาะใบนั้นขับลม แก้จุกเสียด ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยวเป็นดีนัก รากก็ใช้ตัดกองลม บำรุงธาตุ นับว่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างหนึ่ง

ความที่ชาวฮินดูเขานับถือต้นกะเพราว่ามีอภินิหารเช่นนี้นี่เอง ชาวฮินดูจึงมักปลูกต้นกะเพราไว้ในบ้าน เพื่อจะได้แสดงความเคารพกราบไหว้บูชาได้สะดวก ชาวฮินดูเขาจะปรนนิบัติต้นกะเพรานี้เป็นอย่างดี เช้าขึ้นก็จะเอานํ้ามูลโครด ที่เขาต้องเอานํ้ามูลโคมารดนั้น ไม่ใช่ว่าเขาจะคิดว่าเป็นปุ๋ยเหมือนอย่างที่เราคิดกันเดี๋ยวนี้ ที่เขาเอามูลโคมารดก็เพราะว่าพวกฮินดูนับถือโค ว่าเป็นสัตว์อันประเสริฐของพระเจ้า ซึ่งอยู่ในฐานะที่จะต้องยกย่อง จนกระทั่งพวกพราหมณ์พวกฮินดูไม่กินเนื้อโค ไม่ฆ่าโคขาย แม้ในการเดินทางไปตามถนนเมื่อพบโคเดินมาก็ต้องหลบเข้าข้างทางเป็นการแสดงคารวะ และในพิธีบางอย่างเขาจะต้องเอาโคเข้าพิธีด้วย อย่างเช่นพิธีทำศพของพวกพราหมณ์ก็มีการปล่อยโค คือเขาจะประทับตราตรีศูลที่ตะโพกขวาของขาหลัง แสดงว่าเป็นของพระเจ้า ใคร เห็นก็ไม่กล้าทำร้าย กลับจะต้องเคารพเลี้ยงดู และเมื่อโคเหล่านี้ตายลงก็จะต้องทำพิธีฝังให้อย่างใหญ่โตอีกด้วย และสิ่งที่เกิดจากโคนั้น ก็มีมูลโคแต่เพียงอย่างเดียวที่พราหมณ์นำไปใช้ประกอบพิธีต่างๆ มีการนำไปเจิมหน้า และบางทีใช้กินด้วย (ดูเรื่องละเอียด พิสดารในหนังสือชุด “สัตวนิยาย” อันเป็นหนังสือชุดเดียวกันนี้) ฉะนั้นการที่เอานํ้ามูลโคไปรดต้นกะเพรา ก็เท่ากับว่าเอานํ้าศักดิ์สิทธิ์ไปรดนั่นเอง นอกจากจะรดตอนเช้าแล้ว ในเวลากลางคืนเขายังเอาใจใส่ตามไฟไว้ที่ต้นอีกด้วย เมื่อถึงหน้าร้อน เขาก็จะเอาภาชนะใส่นํ้าไปแขวนไว้ เพื่อให้ต้นกะเพราเย็นชุ่มอยู่เสมอ นี่แสดงถึงความเอาใจใส่อย่างแรงกล้าของชาวฮินดูที่มีต่อต้นกะเพรา

ต้นกะเพรานี้ดูจะเป็นเรื่องโปรดปรานของพระนารายณ์มาก คือกล่าวกันว่าถ้าใครเอากิ่งกะเพรานี้เพียงกิ่งเดียวไปถวายเป็นเครื่องบูชาต่อพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้า ในระหว่างวันขึ้น ๑๑ ถึง ๑๕ คํ่า เดือน ๑๒ (เดือนกฤติกา) ก็จะทำให้พระผู้เป็นเจ้าพอพระทัยยิ่งกว่าถวายโคสักพันหนึ่งทีเดียว หรือถ้าใครเอากิ่งกะเพราชุบนํ้าหญ้าฝรั่นพรมพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าด้วยแล้ว ก็จะได้รับส่วนความสุขจากพระองค์

และตามวันดังกล่าวข้างต้น (ซึ่งอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) ชาวฮินดูจะทำพิธีสดุดีต้นกะเพราและถือกันว่าวันนี้เป็นวันแต่งงานของพระกฤษณะกับนางตุลสิ พวกวรรณะสูงๆ มักจะถือโอกาสแต่งงานกันในวันนี้ เพราะถือว่าเป็นวันมงคล ในหนังสือเกี่ยวกับชาวอัสสัมเล่มหนึ่งได้กล่าวถึงพิธีแต่งงานของชาวอัสสัมซึ่งถือลัทธิฮินดูว่า ในพิธีแต่งงานนั้นทั้งเจ้าบ่าว และเจ้าสาวจะสวมพวงมาลัยที่ทำด้วย(พวกนับถือพระวิษณุนิกายไวษณพ มักใช้ไม้จากต้นตุลสิหรือต้นกะเพราทำเป็นเมล็ดลูกประคำ แต่ว่าใช้แต่ไม้กะเพราขาวเท่านั้น ไม้กะเพราแดงไม่ใช้ มหาตมะคานธีก็เคยสวมสายลูกประคำที่ทำด้วยไม้กะเพรา) ใบกะเพรานี่ก็คงจะเกี่ยวเนื่องจากเรื่องที่เล่ามาแล้วข้างต้นนั่นเอง

ความศักดิ์สิทธิ์และตำนานที่เกี่ยวกับต้นกะเพรายังมีเรื่องราวอีกมากมายหลายเรื่องอย่างเช่นครั้งหนึ่งพระนารทฤษีไปหานางสัตยภามา ซึ่งเป็นมเหสีพระกฤษณะ นางจึงถามพระนารทว่าจะทำอย่างไรดี จึงจะได้เป็นมเหสีของพระกฤษณะทุกๆ ชาติ พระนารทก็แนะว่าใครปรารถนาอย่างไร ก็ต้องยอมเสียสละสิ่งนั้นให้แก่พราหมณ์ เมื่อนางสัตยภามามีความปรารถนาจะได้พระกฤษณะ นางก็ต้องยกพระกฤษณะให้แต่พอพระนารทจะรับเอาตัวไป พวกชายาของพระกฤษณะอีก ๑๖,๑๐๘ คนทราบเรื่องเข้า ก็พากันมาต่อว่านางว่า นางมีสิทธิ์อะไรที่จะมายกของกลางให้คนอื่นอย่างนี้ นางสัตยภามาโดนไม้นี้เข้าก็จำต้องขอพระกฤษณะคืน แต่พระนารทไม่ยอม อ้างว่าให้แล้วจะเอาคืนอย่างไร แต่ถ้าจะเอาคืนให้ได้ก็ต้องเอาทองและเครื่องเพชรนิลจินดา ซึ่งมีนํ้าหนักเท่าตัวพระกฤษณะมาถ่ายเอาไป บรรดานางผู้เป็นชายาทั้งหลายอยากได้พระกฤษณะคืน ก็ต้องเอาทองเครื่องเพชรที่มีอยู่มารวมกันเข้า แล้วเอาใส่ในตาชั่งใหญ่ ซึ่งในถาดข้างหนึ่พระกฤษณะนั่งอยู่ แต่ของที่นางทั้งหลายเอามาใส่ตาชั่งอีกข้างหนึ่งนั้นก็ไม่มากพอที่จะ ให้ถาดที่พระกฤษณะนั่งอยู่นั้นยกเขยื้อนขึ้นมาได้ พระนารทจึงบอกให้ไปขอความช่วยเหลือจากนางรุกมินีมเหสีเอกของพระกฤษณะ ชั้นแรกนางอ้างว่าไม่มีเครื่องเพชรนิลจินดาที่จะช่วย แต่นางได้ลองขอความช่วยเหลือจากตุลสิ ซึ่งเป็นมเหสีที่แท้จริงของพระกฤษณะ เมื่อนางได้บูชาไม้ตุลสิหรือต้นกะเพราแล้ว ต้นตุลสิก็บันดาลให้มีใบร่วงมาใบหนึ่ง นางรุกมินีจึงเก็บเอาไปใส่ในถาดด้านตรงกันข้ามกับพระกฤษณะ ถาดที่พระกฤษณะนั่งอยู่ก็ลอยสูงขึ้น เป็นอันว่าชายาทั้งหลายได้พระกฤษณะคืนเพราะใบกะเพราเพียงใบเดียว

ต้นกะเพรานี้ในอินเดียเรียกกันต่างๆ นอกจากจะเรียกว่าตุลสิ ตามที่เล่ามาแล้ว เขายังเรียกว่าต้นหริ (Hari Plant) อีกด้วย ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะเชื่อกันว่า พระวิษณุหรือหริ ได้แบ่งภาคมาอยู่ในต้นกะเพรา ในเนปาลเรียกว่า turshi ชาวเนปาลนับถือต้นกะเพราเช่นเดียวกับฮินดู มีการบูชาต้นกะเพรา เรียกว่า เอกทศี ปุรนิมาปูชา คือการจุดประทีปบูชาต้นกะเพราในวันขึ้น ๑๑ คํ่า เขาจะแขวนโคมไว้ข้างๆ ต้นกะเพราเป็นเวลา ๑๕ วัน โคมนี้เขามีชื่อเรียกว่า Turshi Batti(หนังสือ People of Nepal Himalaya Edited by H. Kihara)

ส่วนชื่อในทางพฤกษศาสตร์นั้นเรียกว่า Ocymum Sanctum เรื่องชื่อกะเพรานี้ออกจะสับสนในหนังสืออังกฤษบางเล่ม จะกล่าวไว้ชัดทั้งชื่อแขกและชื่อละติน ทำให้แน่ใจได้ว่าเป็นกะเพรา แต่บางเล่มก็ไม่บอกให้แน่ชัดลงไป บางทีใช้ชื่อแขกว่า ตุลสิ แต่บอกชื่อละตินเป็นอย่างอื่น บางเล่มก็ว่าเป็นไม้จำพวก Ocimum หรือ Ocymum ซึ่งยังแยกสาขาออกไปอีกเป็น Ocimum basilicum ซึ่งหมายถึงมังลักหรือแมงลัก และ Ocimum Gratissimum ซึ่งหมายถึง โหระพาช้าง ยี่หร่าเนียม

ในหนังสือนิทานเวตาลของ น.ม.ส. ได้กล่าวว่า แมงลัก คือ ตุลสิ ดังมีกล่าวในนิทานเรื่องที่ ๒ ว่า “ศรีทัตกล่าวเช่นนี้แล้วร้องไห้ แลสาบานต่อหน้าต้นแมงลัก (ตุลสิ)” จึงดูขัดกับที่กล่าวมาแล้วนั้น แต่เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ถือตามชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย ของกรมป่าไม้ ถ้าเรื่องไหนกล่าวไว้ไม่ชัดก็ตัดทิ้งเสีย เล่าเฉพาะที่เชื่อว่าจะตรงกับกะเพราจริงๆ เท่านั้น

ที่มา:ส.พลายน้อย