สายพันธุ์ของสับปะรด

By -

ชื่อสามัญ Pineapple
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ananas comosus (L.) Merr.
ชื่อวงศ์ Bromeliaceae
ชื่ออื่นๆ แนะ, ขนุนทอง, ยานัด, ย่านนัด, บ่อนัด, เนะซะ, ม้าเนื่อ, มะขะนัด, มะนัด, หมากเก็ง, ลิงทอง

สับปะรดเป็นไม้ผลเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ต่อมาได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยังแถบยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย สามารถเจริญเติบโตได้ทั่วไปในพื้นที่ประเทศไทยสับปะรด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
สับปะรดเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกที่มีอายุอยู่ได้นานหลายปี มีลำต้นใต้ดินลักษณะเป็นปล้องสั้น ลำต้นจะถูกห่อหุ้มด้วยกาบใบ ไม่มีการแตกกิ่งก้าน มีความสูงของลำต้นประมาณ 90-100 ซม.

ใบ ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงกันแบบถี่ๆ ใบเรียวยาว ไม่มีก้านใบ ปลายใบแหลม โคนใบมีลักษณะเป็นกาบหุ้มลำต้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม ด้านล่างใบมีลักษณะเป็นแป้งสีขาวปกคลุมอยู่ มีหนามเล็กแหลมบริเวณขอบใบ

ดอก ออกเป็นช่อเรียงกันแน่นรอบแกนช่อดอกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกมีขนาดใหญ่และแข็งแรง มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบด้านบนมีสีชมพูอมม่วง ส่วนกลีบดอกด้านล่างมีสีขาว มีเกสรเพศผู้เรียงกันอยู่ 2 ชั้นๆ ละ 3 อัน

ผล มีลักษณะเป็นผลรวมรูปทรงรี โคนผลกว้าง ใบผลสอบแคบ ที่ปลายผลมีใบสั้นๆ ออกกระจุกกันอยู่ เนื้อภายในผลมีลักษณะฉ่ำน้ำ เป็นสีเหลืองสด รสชาติหวานอมเปรี้ยว

การขยายพันธุ์
ใช้ส่วนของลำต้นในการขยายพันธุ์ เช่น หน่อ จุกหรือตะเกียง พันธุ์สับปะรดที่ปลูกไว้รับประทานผลจะเป็นพันธุ์ที่ไม่มีเมล็ด และอาจเกิดการกลายพันธุ์จนทำให้ลำต้นสูง ผลเล็ก มีหนามมาก หรือคล้ายกับพันธุ์สับปะรดป่าได้ เนื่องจากมีการขยายพันธุ์กันมานาน ในประเทศไทยมีสับปะรดอยู่ 7 สายพันธุ์ ที่นิยมปลูกเป็นการค้า คือ พันธุ์ปัตตาเวีย พันธุ์อินทรชิต พันธุ์ขาว พันธุ์ภูเก็ตหรือพันธุ์สวี พันธุ์นางแลหรือพันธุ์น้ำผึ้ง พันธุ์ตราดสีทอง และพันธุ์ภูแล โดยคัดเลือกจากต้นที่ให้ผลขนาดใหญ่ ต้นเตี้ย ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกระบอก มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้รวดเร็ว

พันธุ์ปัตตาเวีย (Smooth Cayenne)
หรือพันธุ์ศรีราชา มีใบสีเขียวเข้ม ร่องกลางใบเป็นสีแดงอมน้ำตาล มีหนามที่ปลายใบเล็กน้อย ปลูกกันมากในแถบจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี เพชรบุรี ระยอง และลำปาง นิยมปลูกเพื่อจำหน่ายให้กับโรงงานเพื่อแปรรูปเป็นผลไม้กระป๋อง เนื่องจากมีผลขนาดใหญ่ เนื้อมีรสชาติหวานฉ่ำ

พันธุ์อินทรชิต หรืออินทรชิตแดง (Singapore Spanish)
เป็นพันธุ์ที่ปลูกกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปลูกกันมากในอ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา มีลำต้นขนาดใหญ่ บริเวณขอบใบมีหนามแหลมโค้งงอสีน้ำตาลอมแดง แผ่นใบสีเขียวอ่อน ผลย่อยมีลักษณะนูน เมื่อแก่จัดตาจะลึกลงไป เนื้อภายในผลเป็นสีทอง มีเส้นใยมาก ผลค่อนข้างเล็ก รสชาติไม่หวานมากนัก ไม่นิยมนำไปแปรรูปเป็นผลไม้กระป๋อง

พันธุ์ขาว (Selangor Green)
เป็นพันธุ์ที่มีทรงพุ่มเตี้ย ใบสั้นแคบมีสีเขียวอมเหลือง มีหนามแหลมบริเวณขอบใบ มีกระจุกที่ปลายผลหลายอัน ปลูกกันมากในอ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา สันนิษฐานกันว่าน่าจะกลายพันธุ์มาจากพันธุ์อินทรชิต เนื่องจากมีคุณภาพและรสชาติที่คล้ายคลึงกันมาก

พันธุ์ภูเก็ต หรือพันธุ์สวี (Malacca Queen)
เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากใน จ.ภูเก็ตและชุมพร ใบมีลักษณะยาวแคบ แผ่นใบสีเขียวอ่อน กลางใบมีแถบสีแดง บริเวณขอบใบมีหนามสีแดง ผลย่อยนูนขึ้น ตาลึก ผลมีขนาดเล็ก เนื้อภายในผลมีสีเหลือง กลิ่นหอม รสชาติหวานกรอบ

พันธุ์นางแล หรือพันธุ์น้ำผึ้ง
มีลักษณะของต้น ใบ ดอก และผล คล้ายกันมากกับพันธุ์ปัตตาเวีย ซึ่งอาจเกิดจากการกลายพันธุ์หรือเป็นพันธุ์ย่อยของพันธุ์ปัตตาเวียก็ได้ เนื้อภายในผลมีรสชาติหวานจัดเป็นที่ต้องการของตลาด นิยมปลูกกันมากใน ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย

พันธุ์ตราดสีทอง
เป็นพันธุ์ที่ทั้งผลมีเนื้อสีเหลือง รสชาติหวาน กรอบ เย็นฉ่ำ น่ารับประทาน

พันธุ์ภูแล
เป็นสับปะรดที่มีผลขนาดเล็ก อยู่ในกลุ่มของสายพันธุ์ควีน สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี เนื้อผลมีสีทอง กลิ่นหอม รสหวานปานกลาง แกนผลกรอบใช้รับประทานได้

ประโยชน์
สับปะรดมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ได้แก่ พลังงาน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน ฟอสฟอรัส เหล็ก แคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี1, บี2 วิตามินซี ไนอะซีน และน้ำ มีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีน ไม่ให้มีการตกค้างในลำไส้ มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยบรรเทาอาการแผลเป็นหนอง ช่วยขับปัสสาวะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ กระสับกระส่าย แก้อาการบวมน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาโรคบิด แก้อาการท้องผูก ช่วยรักษาโรคนิ่ว ใช้ทารักษาอาการส้นเท้าแตก