สารสำคัญในต้นตองแตก

By -

ชื่อวิทยาศาสตร์ Baliospermum solanifolium (Burm.) Suresh
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Baliospermum axillare Blume, Baliospermum montanum
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่นๆ ตองแต่, ลองปอม, นองป้อม, ทนดี, เปล้าตองแตก, ถ่อนดีต้นตองแตก

ทนดีหรือตองแตก เป็นไม้ทรงพุ่มขนาดเล็กที่มีอายุอยู่ได้นานหลายปี จัดเป็นพืชในวงศ์เดียวกันกับยางพารา มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ในหลายๆ ประเทศ เช่น ศรีลังกา บังคลาเทศ ปากีสถาน อินเดีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น ในประเทศไทยมักพบเห็นได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าไผ่ หรือที่รกร้าง หรือพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลได้ถึงประมาณ 700 เมตร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
มีขนาดเล็กวัดเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นได้ประมาณ 1 ซม. และมีความสูงของลำต้นประมาณ 1-2 เมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาล เรียบ แตกกิ่งแขนงเป็นลำต้นสีเขียวจากบริเวณโคนต้น มีขนสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วตามยอดอ่อนๆ

ใบ
ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับที่ปลายกิ่ง ใบที่อยู่บริเวณโคนต้นจะมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปขอบขนาน โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเว้าประมาณ 3-5 แฉก และเป็นจักฟันเลื่อยแบบห่างๆ ขนาดความกว้างของใบส่วนนี้มีประมาณ 7-8 ซม. ยาวประมาณ 5-18 ซม. ส่วนใบที่ปลายกิ่งมีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปใบหอก มีความกว้างประมาณ 3-4 ซม. ยาวประมาณ 6-7 ซม. แผ่นใบบาง สามารถมองเห็นเส้นใบด้านล่างได้ชัดเจน ก้านใบมีความยาวประมาณ 2-6 ซม.

ดอก
ออกเป็นช่อเรียวยาวประมาณ 3.5-12 ซม. ตามบริเวณซอกใบ ในแต่ละช่อจะประกอบไปด้วยดอกย่อยสีขาวอมเหลืองขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก มีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกกันอยู่คนละดอกแต่อยู่ภายในช่อเดียวกัน ดอกเพศผู้มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมขนาดประมาณ 1-2 มม. โดยจะอยู่บริเวณส่วนบนของช่อดอก มีกลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ เกสรเพศผู้มีประมาณ 15-20 อัน ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 3-5 มม. ส่วนดอกเพศเมียที่มีกลีบเลี้ยงรูปไข่จะอยู่บริเวณโคนช่อดอก เกสรเพศเมียมีก้านแยกออกเป็น 2 แฉกและม้วนออกเล็กน้อย ทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียจะไม่มีกลีบดอก

ผล
มีลักษณะคล้ายผลของต้นยางพารา โดยแบ่งออกเป็น 3 พู ปลายผลบุ๋มลง ส่วนขั้วผลมีสีเขียว ปลายผลสีจางลงจนเกือบเป็นสีขาว เมื่อผลแก่และแห้งจะกลายเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็นพู ในแต่ละพูจะมีเมล็ดรูปขอบขนานสีน้ำตาลอ่อนอยู่ 1 เมล็ด

การขยายพันธุ์
ทำได้ด้วยการใช้เมล็ด ตองแตกเป็นพืชที่สามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีมาก ปลูกเลี้ยงและดูแลรักษาได้ง่าย

ประโยชน์และสรรพคุณทางยา
ราก-ใช้เป็นยารักษาโรคโลหิตจาง แก้ไข้ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาการจุกเสียด แก้ท้องเสีย ใช้เป็นยาถ่าย แก้อาการท้องผูกเรื้อรัง ช่วยขับปัสสาวะ แก้อาการม้ามอักเสบ ดีซ่าน อาการบวมน้ำ แก้ลมพิษหรือผื่นคันและตุ่มหนองตามผิวหนัง แก้อาการฟกช้ำ

ใบ-ใช้ใบแห้งชงเป็นชาดื่มแก้ง่วง ใช้ทำเป็นยาถอนพิษไข้ แก้ร้อนใน ช่วยขับเหงื่อ แก้โรคหืดหอบ ใช้เป็นยาระบาย รักษาโรคกระเพาะ ขับพยาธิ ใช้ตำพอกแผลเพื่อห้ามเลือด ใช้รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แผลโรคปากนกกระจอก แก้อาการฟกช้ำ
เปลือกต้น-ใช้เป็นยาถ่าย

เมล็ด-ใช้เป็นยาถอนพิษไข้ ยาถ่ายอย่างรุนแรง ช่วยขับพยาธิ ใช้ตำพอกแก้อาการฟกช้ำ แก้อาการปวดตามข้อ เมื่อตำให้ละเอียดแล้วนำมาถูนวดบริเวณที่ปวดเมื่อยจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งต้น-ใช้เป็นยาบำรุงน้ำดี มักนำมาต้มกับน้ำให้สตรีหลังคลอดอาบในช่วงอยู่ไฟ

ในบางพื้นที่จะเรียกพืชชนิดนี้ว่า “ต้นเรียกจิ้งจก” เนื่องจากในดอกและใบจะมีสารฟีโรโมน ที่สามารถดึงดูดให้จิ้งจกออกมาตามกลิ่นได้เป็นจำนวนมาก โดยการนำมาขยี้แล้วเอาไปวางไว้ตามซอกมุมต่างๆ ที่ต้องการ