ส่วนประกอบของกระดูกปลา

By -

กระดูกจะมีความแข็งแรงทนทาน ไม่ฉีดขาดง่ายเหมือนเปลือกพวกไคติน เพราะเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ประกอบไปด้วยไฟเบอร์คอลลาเจน ที่ห่อหุ้มด้วยเกลือแคลเซียมฟอสเฟต ความแข็งแรงเปรียบได้กับไฟเบอร์กลาสที่มีใยแก้วฝังอยู่ในกาวอีพอกซี่ กระดูกมีโครงร่างภายในคล้ายกับไฟเบอร์กลาสที่ประกอบด้วยไฟเบอร์คอลลาเจน และยังมีผลึกเกลือแคลเซียมที่เรียกว่า ฮัยดรอกซีอะพาไทต์(hydroxyapatite)

กระดูกอาจมีความหนาแน่นที่ต่างกันเมื่อสร้างเสร็จแล้ว เช่น กระดูกฟองน้ำหรือกระดูกแคนเซลลัส(spongy or cancellous bone) จะยังไม่มีเกลือแคลเซียมมาสะสม แต่จะประกอบด้วยเครือข่ายของเนื้อเยื่อกระดูกที่เรียงตัวกันหนาแน่น มีลักษณะตัน เพื่อให้เกิดความแข็งแรง ในระยะต่อมาจะมีพัฒนาการให้หนาและแข็งมากขึ้น ด้วยการสะสมผลึกเกลือแคลเซียม จึงทำให้จะเจริญต่อไปเป็นกระดูกคอมแพ็ค(compact bone) จะพบกระดูกทั้งสองชนิดนี้ในส่วนกระดูกที่ยาวของร่างกาย โดยที่กระดูกจะมีเปลือกหุ้มอีกทีหนึ่ง

การเรียงของเซลล์กระดูกและไฟเบอร์คอลลาเจนในส่วนของกระดูกคอมแพ็คจะมีความหนาแน่น การจัดเรียงของลาเมลลาและเซลล์กระดูกตรงส่วนชั้นในและปลายกระดูกจะมีอย่างหลวมๆ และจะตันที่ตอนปลายของชิ้นกระดูกเพราะมีเนื้อเยื่อกระดูกฟองน้ำอยู่ กระดูกภายในจะเป็นช่องกลวง เรียกว่า โพรงกระดูก(spongy bone tissue) ที่มีเซลล์ไขกระดูกอยู่เต็มภายในเซลล์ มีหน้าที่ในการพัฒนาให้ไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดต่างๆ

หน่วยย่อยๆ ที่ประกอบอยู่ในกระดูกคอมแพ็ค เรียกว่า ออสตีออน(osteon) โดยที่ชั้นนอกและชั้นในมีเปลือกเพอริออสเตียม(periostium)หุ้มอยู่ แต่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ประกอบอยู่ในแต่ลออสตีออนจะมีไฟเบอร์คอลลาเจนที่ล้อมรอบอยู่ด้วยผลึกเกลือแคลเซียม มีการจัดเรียงตัวเป็นชั้นๆ ภายในโครงร่าง เรียกว่า ชั้นลาเมลลา(lamella) ล้อมรอบคลองฮาเวอเชียนคล้ายสีที่เคลือบท่อ ซึ่งความหนาแน่นจะมีมากในส่วนนี้ มีเซลล์กระดูกออสตีโอไซท์(osteocytes)ประกอบอยู่ในแต่ละลาเมลลา ซึ่งอยู่ภายในช่องว่างคล้ายกะเปาะที่เรียกว่า ลาคูเน มีช่องทางเล็กๆ ติดต่อถึงกันได้ เรียกว่า คานาลิคิวไล(canaliculi) มีคลองฮาเวอเชียนเป็นช่องแคบอยู่ตรงกลางชั้น ทอดแบบขนานไปกับความยาวของกระดูก เซลล์เม็ดเลือดและเซลล์ประสาทก็จะอยู่ภายในคลองฮาเวอเชียนนี้ เซลล์ที่กำลังพัฒนาเป็นกระดูก ที่เรียกว่า ออสตีโอบลาสท์(osteoblasts) ก็ประกอบอยู่ภายในส่วนนี้ด้วย

ออสตีออนในแต่ละมัดจะมีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงอยู่ กระดูกจึงเป็นส่วนที่มีชีวิตโดยได้รับการปกป้องคุ้มครองจากสารที่ไม่มีชีวิตซึ่งล้อมรอบอยู่ เมื่อกระดูกหักก็สามารถซ่อมแซมได้ และเป็นส่วนที่มีการสร้างต่อเติมได้ตลอดเวลา เซลล์ออสตีโอบลาสท์ที่ยังไม่มีการจัดหน้าที่ในชั้นต่างๆ จะทำให้เกิดกระดูกใหม่ขึ้นมา แต่เมื่อมีการหลั่งสารคอลลาเจนของออสตีโอบลาสท์ และมีการสะสมผลึกเกลือแคลเซียมก็จะกลายมาเป็นเซลล์กระดูกใหม่ เรียกว่า เซลล์ออสตีโอไซท์ ซึ่งจะไม่มีการสร้างกระดูกใหม่ได้อีก แต่ยังคงมีหน้าที่ให้ความแข็งแรงแก่บริเวณนั้นอยู่ เซลล์กระดูกที่เสียหายจะถูกทำลายโดยเซลล์ ออสตีโอคลาสท์(osteoclast) ฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ และแคลซิโทนินจะเป็นตัวที่ควบคุมการสร้างกระดูก

การติดต่อกันระหว่างกระดูก
กระดูกข้อต่อจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้น ซึ่งข้อต่อมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดคือ

1. ซูเจอร์(sutures) พบในบริเวณกะโหลกศีรษะ ติดต่อกันด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เป็นไฟเบอร์ ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ตรงรอยต่อนี้สามารถเจริญเติบโตและขยายขนาดได้

2. ข้อต่อกระดูกอ่อน(cartilaginous joints) จะมีแผ่นกระดูกอ่อน อาร์ติคูลา ทอดเชื่อมอยู่เป็นระยะๆ เรียกว่า อินเตอเวอจีบรัลดิสค์(intervertebral disks) ทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้บ้าง

3. ข้อต่อเคลื่อนไหวอิสระ(freely movable joints) จะมีข้อต่อที่ทำหน้าที่ยึดปลายของกระดูกสามารถเคลื่อนไหวได้ เรียกว่า แผ่นเยื่อไซโนเวียล(synovial membrane) ของเหลวที่อยู่ภายในแผ่นข้อต่อนี้จะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่น และมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เรียกว่า พังผืด(ligament) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบไปด้วยคอลลาเจน มีความยืดหยุ่น ทำให้กระดูก 2 ชิ้นตรงข้อต่อยึดติดกัน เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนที่ของกระดูกไปจากตำแหน่งเดิม แผ่นเยื่อไซโนเวียลจะถูกยึดกับปลายกระดูกด้วยพังผืดนี้ กระดูก 2 ชิ้นที่มาต่อกันตรงส่วนปลายจะมีกระดูกอ่อน อาร์ติคูลา อยู่ภายใน ทำให้การเคลื่อนไหวมีความคล่องตัวมากขึ้น

การติดต่อของกระดูกกับกล้ามเนื้อ
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีความหนา เหนียว ที่เรียกว่า เอ็น(tendon) จะทำหน้าที่ยึดกล้ามเนื้อกับกระดูกเอาไว้ การเคลื่อนที่จะมีบริเวณนี้เป็นจุดหลัก การทำหน้าที่ลากหรือบังคับกระดูกแต่ละชิ้นจะอยู่ที่กล้ามเนื้อโดยเฉพาะ ซึ่งมักเป็นการทำหน้าที่ที่ตรงข้ามกันของกล้ามเนื้อสองชิ้น เรียกว่า เฟลกเซอร์ และเอกเทนเซอร์ จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อมัดหนึ่งหดตัวสัมพันธ์กับอีกมัดหนึ่งที่มีการคลายตัว

ที่มา: จากหนังสือเรื่อง มีนวิทยา
เรียบเรียงโดย: สุภาพร สุกสีเหลือง
ภาควิชาชีววิทยา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ