ประวัติความเป็นมาของหมากพลู

By -

หมากพลู
เมื่อพลิกอ่านหนังสือพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยา ไปพบเรื่องเกี่ยวกับหมากเข้าเรื่องหนึ่ง จึงทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า เรื่องของหมากได้มีเกี่ยวข้องกับคนไทย และประวัติศาสตร์ของชาติไทยอยู่เหมือนกัน เรื่องของหมากมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับชาวเอเชียมากกว่าชาติอื่นๆ ทางตะวันตก หมากได้เข้ามามีอิทธิพลในชีวิตประจำวัน และขนบธรรมเนียมของชาวเอเชียมากมายหลายประการ และเมื่อพูดถึงเรื่องหมากแล้วก็จำต้องเล่าเรื่องของพลูรวมไปด้วย เพราะหมากกับพลูเป็นของคู่กัน ตำนานก็เกี่ยวโยงกันอยู่ ฉะนั้นจึงขอเล่ารวมๆ กันไป

คำว่า หมาก เป็นคำไทย เพราะเท่าที่มีการสืบคำไทยในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในเมืองจีน ตังเกี๋ย พม่า หรือสิบสองจุไทย ต่างก็เรียกผลไม้ชนิดนี้ว่าหมากเหมือนกันหมด คำว่า หมาก หมายถึงลูกไม้ ไทยสมัยสุโขทัยเมื่อจะเรียกผลไม้ต่าง ๆ ก็มักใช้คำว่าหมากนำหน้าเสมอ เช่น หมากม่วง หมากพร้าว เป็นต้น และคำว่าหมากได้เลื่อนมาเหลือเป็น มะในภายหลัง ในชั้นเดิมนั้นหมากที่เราใช้กินกับพลูเดี๋ยวนี้อาจจะมีชื่ออะไรต่อไปอีกคำหนึ่งก็ได้ นานๆ เข้าก็เหลือแต่หมากคำเดียว เป็นอันรู้กันว่าหมายถึงผลไม้ชนิดที่ใช้กินกับพลูนี้

ในภาษาอังกฤษเรียกหมากว่า Betel Vine ภาษาพฤกษศาสตร์ เรียกว่า Areca Catechu, Linn

หมากถึงแม้ว่าจะเป็นคำไทย แต่ก็มีผู้เข้าใจกันว่าจะไม่ใช่ของกินของไทยมาแต่ดั้งเดิมเป็นแน่ ชาติแรกหรือชาติที่กินหมากมาเก่าแก่ก่อนเพื่อนนั้น เข้าใจกันว่าจะเป็นอินเดีย เพราะมีปรากฏในตำราแพทย์ของสุศรุตชาวอินเดียได้กล่าวถึงการกินหมากไว้ว่าเป็นของดี สุศรุตคนนี้เป็นคนอยู่ในสมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่แปด กะอย่างคร่าวๆ การกินหมากก็ได้มีมาแล้วนับพันปีทีเดียว แต่ความจริงคงเก่ากว่านี้มาก เพราะยังมีหลักฐานจากบทประพันธ์อันมีชื่อเสียงของกาลิทาส ซึ่งเป็นกวีมีชื่อของอินเดียในสมัยเมื่อสองพันปีมาแล้ว คือได้กล่าวถึงเรื่องกินหมากไว้ในเรื่องรฆุวงศ์ คือมีคำว่า “ตัมพูละ” อยู่ด้วย คำว่า ตัมพูละ นี้แปลว่า พลู คำที่เรียกพลูของไทยเราอาจจะได้มาจากตัมพูละนี้ก็ได้ แขกเขาเรียกการกินหมากว่า “ตัมพูละธารณัม” ซึ่งแปลว่า อมพลู ในเรื่องมหาวงศ์
ก็กล่าวว่า พระมหาบดีให้สร้างตัมพูลมณฑป คือโรงหมากพลูถวาย
พระภิกษุสงฆ์ นี่ก็แสดงว่าพระชาวสิงหลนั้นฉันหมากเหมือนกัน สังเกตดูชื่อที่เรียกมักจะหนักไปในด้านพลูมากกว่าหมาก แสดงให้เห็นว่าพลูสำคัญกว่าหมาก พวกแขกอาจจะถือพลูเป็นหลัก

ทางชวาเขาก็กินพลูมากกว่าหมากก็ได้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบถึง
การกินหมากของชวาในสมัยก่อน จะขอคัดพระราชนิพนธ์ในพระ
บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจากหนังสือ “ระยะทางเที่ยว
ชวากว่าสองเดือน” มาให้พิจารณาดังต่อไปนี้

‘‘ข้างผู้หญิงมีกินสิรีแทนบุหรี่ แต่พวกสิรีของชาววังนี้ไม่กองพลูมาให้ป้ายปูนเอง ใบพลูตัดก้านอย่างยาวๆ ให้มีใบอ่อนติดอยู่บ้างเล็กน้อย แล้วซ้อนๆ กันให้ก้านตรงตัดให้เสมอกันเป็นลำดับกัน ถ้าพลูมากนักยักใช้ใบเล็กแซมข้างในให้ได้ ๗ หรือ ๑๑ หรือ ๑๕ ก้าน สีเสียดสอดไว้ในพลูใบที่ ๓ หรือที่ ๔ มีหมากดิบอ่อนๆ ผ่าทั้งเปลือกฝานบางๆ ใส่ในไส้พลู แล้วเอาพลูอีกใบหนึ่งห่อนอกพันทาง ขวางหันหน้าใบออกแล้วเอาด้ายผูก ส่วนปูนนั้นเอาพลูขนาดเล็กๆ ที่มีใบอ่อนติดเขื่องหน่อยหนึ่ง ทาปูนที่หน้าใบพลู แล้วจีบเอาข้างหลังออก เหมือนพลูจีบเล็กๆ รัดด้าย ยานั้นห่อใบตองแต่ละคำๆ โตเท่าขนมเทียนนมสาว เวลาที่กินกัดทางก้านพลู ก้านเข้าไปเคลอะคละอยู่ในปาก แล้วกัดปูนตาม แต่ใช้กัดข้างปลาย แรกกินเข้าไปดูคับปาก แต่เคี้ยวประเดี๋ยวเดียวก็ละลายหายหมด ควรจะเรียกว่ากินพลูแท้ เพราะมีหมากนิดเดียวพูออกเป็นกอง แต่ยานั้นที่ผู้ดีๆ ไม่เห็นเขาจุกกัน เอามาเช็ดฟันแล้วก็ทิ้งเท่านั้น”

นี่เป็นวิธีการกินหมากแบบชวา จะเห็นว่ากินพลูมากกว่าหมาก วิธีกินก็ไม่เหมือนไทย ที่ผิดกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ เวลาเขาเรียกให้คนกินก็เรียกให้คนกินพลู ส่วนเราเรียกให้กินหมาก ได้เคยดูภาพการจัดหมากพลูของอินเดียก็ไม่เหมือนไทย ดูห่อเทอะทะ ไม่สวยงามเลยสู้ของไทยเราไม่ได้ ดูจะมีศิลปะมากกว่า เรื่องเกี่ยวกับหมากและพลูนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอธิบายต่อไปอีกว่า

“คำที่เรียกว่า สลา แปลว่า หมาก ในเรื่องอิเหนานั้นไม่ถูก คือ สิลี แปลว่า พลู คำที่ชวนกันว่าให้กินหมากเหมือนมลายูว่า มกันปินัง นั้นในชวาไม่มี ถ้าจะขานกันว่า มกันสิลี คือให้กินพลูทั้งสิ้น สลากับสิลีเป็นคำเดียวกัน ที่สุดจนคำที่เรียกว่าพระศรีของเราซึ่งจะแปลเป็นไทยหรือมคธ ไม่ได้นั้น คงจะเป็นสิลีพลูเสียแล้ว ”

เรื่องคำว่า พระศรี นี่เป็นปัญหาคิดไม่ตกว่าจะมาอย่างไรกันแน่ กล่าวกันไปต่างๆ บางท่านก็อ้างว่าในภาษามลายูออกเสียงเป็น สิรีก็มี คำว่า สิรี เพียนเป็นศรีได้ง่าย แต่มีเรื่องที่น่าวิเคราะห์อีกอย่างหนึ่งว่า ชาวอินเดียเขานับถือพลูมาก เพราะใบพลูเป็นใบไม้ของพระลักษมี เทวีแห่งโภคทรัพย์ ใครได้เคี้ยวใบพลูผู้นั้นก็ย่อมเป็นที่โปรดปรานของพระลักษมีย่อมจะได้พรให้เกิดผลมั่งมีได้(แม้ในการปลูกพลู ชาวสวนพลูก็ต้องบูชาเจ้าแม่ ปรากฏว่าชาวสวนพลู ในเบงกอลบูชาเจ้าแม่ในวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือนไพศาข คือเดือน ๖ บูชาด้วยดอกไม้ ข้าวขนม และผงไม้จันทน์)พระลักษมีนี้มีนามเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า พระศรี ที่เราใช้เป็นคำราชาศัพท์หมายถึงหมากพลูนั้น ก็ชวนให้คิดว่าจะมาจากนี้ แต่ฝ่ายที่ถือหางอ้างว่าพระศรีเป็นภาษาเขมรมาก่อน อาจจะเถียงว่าไม่จริงก็ได้ เรื่องนี้ผู้เขียนไม่ได้อยู่ในฐานะผู้รู้จึงไม่มีการตัดสิน เลือกเชื่อเอาเอง นำมาเล่าสู่กันฟังไว้เท่านั้น

ไหนๆ ก็ได้พูดถึงพลูมาแล้ว จะพูดต่อไปอีกสักเล็กน้อย ท่านที่เคยเห็นคนเฒ่าคนแก่กินหมากกินพลูมาแล้ว คงจะสังเกตเห็นว่าเวลาจะกินพลูเขามักจะเด็ดก้านและยอดที่ปลายใบออก ทำไมต้องทำเช่นนั้นคนที่เคยกินหมากก็ตอบไม่ได้ ซักหนักเข้าก็ว่าคนโบราณทำมาอย่างนั้น เรื่องนี้ได้ทราบมาว่าเป็นคติข้างอินเดียเขาอีกเหมือนกัน แต่ผิดกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้นที่ว่าใบพลูเป็นไม้ของพระลักษมี เพราะมีอีกตำราหนึ่งกล่าวว่า ท้าวกุเวร ซึ่งเป็นใหญ่ในพวกยักษ์และผีปีศาจตลอดจนเป็นใหญ่ในทรัพย์ด้วยได้พิทักษ์อยู่กลางใบพลู ส่วนรากษสอยู่ที่ก้าน และกาลกรรณีอยู่ที่ปลายใบ ด้วยเหตุนี้เมื่อเวลาจะกินพลูเขาจึงต้องให้เด็ดปลายและก้านเสียก่อน คือเด็ดเอารากษสและกาลกรรณีทิ้งไป ทำอย่างนี้แล้วศรีหรือมิ่งขวัญจะเจริญขึ้น

เห็นจะเป็นเพราะถือกันว่าใบพลูเป็นมงคลนี่เองกระมัง ในพิธีบางอย่างจึงใช้ใบพลูประกอบด้วย เช่นในการเวียนเทียนก็ใช้ใบพลู เป็นที่ดับเทียนโบกควัน ที่นิยมกันนั้นเขาใช้ใบพลูที่งามๆ มีเส้นตรงรวม ๗ ใบ เลือกเอาใบพลู ๕ ใบลงด้วย นโมพุทธายะ ส่วน อีก ๒ ใบลงด้วย นะมะ นะอะ นอกอ นะกะ กอออ นออะ นะอะ กะอัง คาถาที่ลงนี้อาจจะไม่เหมือนกันทุกอาจารย์ก็ได้ กล่าวตามที่ทราบมาเท่านั้น

เรื่องนี้ปรากฏว่าในอัสสัมมีพิธีแปลกอย่างหนึ่งที่ใช้พลูทำพิธีเจิมเจ้าบ่าว ในหนังสือ “กาเลหม่านไต” ของอาจารย์บรรจบ พันธุเมธา กล่าวถึงพิธีนี้ตอนหนึ่งว่า

“มารดาเจ้าสาวหยิบใบพลูสองใบ จุ่มนมพอติด แตะลงบนแก้มเจ้าสาวทั้งสองข้าง ข้างละใบ แล้วนำใบพลูทั้งสองใบนั้นแตะตรงหน้าอกแตะมือทั้งสองข้างของเจ้าบ่าว แล้วมารดาเจ้าสาวก็นำใบพลูสองใบนั้นจุ่มนมอีก คราวนี้แตะที่ตนเองตรงแก้ม อก และมือ เช่นเดียวกัน”

ในภาษาทางอินเดียมีคำที่เรียกเกี่ยวกับหมากพลูนี้หลายคำ เท่าที่อ่านผ่านสายตามาก็มี ปาณ-สุปารี, สาณจีปาณ คือหมายความว่า พลู (ชื่อในภาษาพฤกษศาสตร์เรียกว่า Piper betle, linn) โดยเฉพาะคำว่า ปาณ นั้นกล่าวกันว่าเพี้ยนมาจากคำว่าปราณ ซึ่งแปลว่า ชีวิต ที่เข้าใจกันเช่นนี้ก็เพราะมีนิยายเล่ากันแถวเมืองเบงกอลถึงต้นกำเนิดของปาณหรือพลูนี้เรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า

นานมาแล้ว มีเจ้าชายพระองค์หนึ่งได้เสด็จออกล่าสัตว์ ขณะที่พระองค์ออกจากพระราชวังนั้น ได้ผ่านพบนักพรตชราคนหนึ่งซึ่งยื่นมือออกมาขอนํ้าดื่ม เพราะมีความหิวกระหายนํ้ามาก แต่เนื่องจากเจ้าชายรีบร้อนที่จะไปจึงไม่ได้ให้นํ้าแก่นักพรตคนนั้น และควบม้าเลยไป นักพรตชราโกรธมากได้สาปแช่งเจ้าชายว่า เมื่อเจ้าชายทรงแตะต้องนํ้าเมื่อใดก็ขอให้นํ้าแห้งไปเมื่อนั้น

เมื่อเจ้าชายเข้าไปในป่าก็ทรงไล่กวางตัวหนึ่งซึ่งพยายามหนีเข้าไปในป่าลึก เจ้าชายก็ทรงม้าไล่ตามไปอย่างไม่ลดละแต่ก็ไล่ไม่ทัน ยิ่งตามก็ยิ่งเหนื่อย แดดก็ร้อนจัด เจ้าชายรู้สึกกระหายนํ้าเป็นกำลัง ในที่สุดก็เสด็จลงจากหลังม้าทรุดพระองค์ลงพักผ่อนใต้ต้นไม้ พอหายเหนื่อยแล้วก็เสด็จออกหานํ้า พอเจ้าชายพบแอ่งนํ้าแห่งหนึ่ง จึงก้มพระองค์ลงวักนํ้า ทันใดนั้นนํ้าในแอ่งก็แห้งหายไปหมด เจ้าชายจึงต้องเสด็จขึ้นหลังม้าออกหานํ้าต่อไปอีก เมื่อมาถึงแม่นํ้าแห่งหนึ่งเจ้าชายก็เสด็จลงไปทั้งๆ ที่อยู่บนหลังม้า พอพระองค์ถูกนํ้าเท่านั้นเอง นํ้าในแม่นํ้านั้นก็แห้งอีก เจ้าชายได้เสด็จข้ามแม่น้ำที่แห้งขอดไปจนถึงเมืองๆ หนึ่งซึ่งมีชื่อว่ากานักปุระ พระราชาเมืองนั้นเมื่อทราบข่าวว่าเจ้าชายเสด็จมา ก็ออกมาต้อนรับและจัดหาอาหารให้เสวย เจ้าชายกำลังกระหายนํ้าก็ยกขันนํ้าขึ้นจะเสวยให้ชุ่มพระทัย แต่พอสัมผัสนํ้าเท่านั้นเอง นํ้าก็แห้งหายไปหมด พระราชาได้ทรงทราบความเดือดร้อนของเจ้าชายเช่นนั้นก็มีรับสั่งให้ตีกลอง ประกาศว่า ใครก็ตามที่สามารถรักษาหรือทำให้เจ้าชาย เสวยนํ้าได้สำเร็จจะได้รับรางวัลอย่างงาม

เมื่อประกาศออกไปเช่นนั้นแล้ว ก็ปรากฏว่ามีนักพรตชราคนเดียวกับที่มาขอนํ้าเจ้าชายได้เข้ามารับอาสา โดยหยิบเอาใบพลูในถุงออกมาให้เจ้าชายเคี้ยว เมื่อเจ้าชายเคี้ยวสักครู่หนึ่งก็ปรากฏว่าความกระหายนํ้าได้หมดไป ตามเรื่องเขาว่าเจ้าชายได้แต่งงานกับพระธิดาของพระราชาองค์นั้น แล้วพากันกลับไปบ้านเมือง และได้นำเอาพลูไปปลูกด้วยได้ทรงตั้งชื่อพลูว่า ปราณ ซึ่งหมายถึง ชีวิตโดยให้เหตุผลว่านํ้าของพลูได้ดับความกระหายนํ้าทำให้พระองค์รอดพ้นจากความตายมาได้ ต่อมาคำว่า ปราณ ได้เพี้ยนมาเป็น ปาณ และได้ใช้เรียกกันต่อมาจนทุกวันนี้

นิทานเรื่องนี้แสดงตำนานของคำว่า ปาณ ในภาษาแขก แต่ความจริงแล้วได้แสดงให้เห็นสรรพคุณของใบพลูว่าแก้กระหายนํ้าได้ด้วย การใช้ใบพลูเป็นเครื่องยานั้นไทยเราเห็นจะได้ตำรามาจากอินเดีย สรรพคุณของใบพลูนั้นตามตำราว่า เมื่อเอาใบพลูคั้นกับนํ้าใช้เป็นยาช่วยกำลังกระเพาะอาหารได้ดี ใบพลูลนไฟแล้วเอานํ้ามันมะพร้าวหรือนํ้ามันสนทาปิดหน้าอกแก้อักเสบของหลอดลม และปอด ตามชนบทใช้ใบพลูลนควันไต้แล้วทาด้วยขี้ผึ้งสีปากนาบหน้าท้องของเด็กเวลาปวดท้อง หญิงแม่ลูกอ่อนเมื่อเกิดอาการนมคัดก็ใช้ใบพลูอังไฟปิดที่นม สรรพคุณของพลูนั้นกล่าวกันว่ามีถึง ๑๓ ประการ ดังปรากฏในเรื่องหิโตปเทศว่า

“พลูม็รสเผ็ด ขม ร้อน หวาน กัด สมาน ดับลม ตับเสมหะ ฆ่าตัวแรง กำจัดกลิ่นเหม็น ประดับปาก ขำระมลทิน ชวนให้เกิดกำหนัด เพื่อนเอยสรรพคุณของพลู ๑๓ ประการนี้แม้ในสวรรค์ก็ยากที่จะหาได้”

ได้เล่าเรื่องพลูขัดจังหวะมายืดยาว จะขอวกกลับไปพูดเรื่องการกินหมากอีกสักนิด เพราะมีบางท่านเข้าใจว่าไทยเราจะเอาอย่างมาจากเขมร คือเข้าใจว่าเมื่อประมาณพุทธศักราช ๖๐๐ นั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อโกณฑัญญะได้มาเป็นพระเจ้าแผ่นดินเขมร ตาพราหมณ์ผู้นี้เมื่อได้เป็นกษัตริย์แล้ว ก็คงจะได้ถ่ายทอดวิชากินหมากขึ้นในราชสำนัก จัดให้มีพานพระศรีขึ้น ชาวเขมรก็เลยกิน หมากตามเสด็จไปด้วย กล่าวกันว่าเขมรได้มาถ่ายทอดวิชากินหมากให้แก่ไทยอีกต่อหนึ่ง เมื่อฟังตามนี้ก็น่าจะเชื่อว่าคงเป็นเช่นนั้น แต่มานึกดูอีกทีไทยเราอาจจะรับตำรากินหมากมาจากพราหมณ์โดยตรงก็ได้ เพราะไทยเราก็ติดต่อกับพราหมณ์มานานแล้วไม่จำเป็นที่จะต้องเอาแบบมาจากเขมร อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องก่อนเกิดทั้งนั้น ไม่มีหลักฐานกล่าวไว้ชัดเจนที่ไหน พูดกันไปตามความคิดความเห็นส่วนตัว แต่เท่าที่สังเกตดูทางไทยเราดูจะมีหลักฐานทางขนบธรรมเนียมและการปลูกหมากปลูกพลูมากกว่าทางเมืองเขมรเสียอีก

ทีนี้จะขอเล่าเรื่องการกินหมากที่มีหลักฐานอยู่ในประวิติศาสตร์และพงศาวดารต่อไป จะกล่าวถึงประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ตัวเราก่อน ในพงศาวดารรามัญก็มีปรากฏอยู่หลายตอน เช่นตอนที่พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องพ่ายแพ้สงครามยกทัพกลับกรุงพุกามอย่าง รีบร้อน พระมเหสีตามมาไม่ทันและพลัดตกช้างลงไป ฉางกาย เจ้ากรมช้างมาพบเข้าก็เชิญขึ้นช้างกลับเข้าเมือง พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ทรงทราบเรื่องก็ประทานรางวัลให้อย่างมากมาย แต่วันหนึ่งชาตา ฉางกายจะถึงฆาต พระนางชินโบเมกำลังหาหมากถวายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องอยู่ เผอิญตะไกรหนีบหมากไปถูกมือเข้า นางก็เผลอร้องออกมาว่า ฉางกายเอ๋ยช่วยด้วย เพียงเท่านี้เองพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็เกิดหึงขึ้นมาทันที เรียกฉางกายมาสอบถามปากคำอีกครั้งหนึ่ง ฉางกายก็เล่าเรื่องให้ฟังตามจริงว่า ตนมาพบพระนางชินโบเมก็รับเอามา และระหว่างทางนั้นตนมิได้กระทำการใดๆ ให้เป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถ้าอยู่กลางป่าตนกับพวกก็นอนกับดินส่วนพระมเหสีก็ให้บรรทมบนต้นไม้ ให้ความอารักขาเป็นอย่างดี แต่เหตุผลของฉางกายไม่เป็นที่เชื่อถือของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ยังทรงปักพระทัยว่า ฉางกายเป็นชู้กับพระมเหสีอยู่นั่นเอง ในที่สุดฉางกายก็ถูก ประหารชีวิต และเมื่อประหารชีวิตไปแล้วจึงได้คิดว่าประหารคนผิดเสียแล้ว ฉางกายเป็นคนซื่อ

จากพงศาวดารรามัญเรื่องนี้จะเห็นว่า ฉางกายตายเพราะการกินหมากแท้ๆ เพราะถ้าพระมเหสีไม่จัดหมากถวายพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ตะไกรไม่หนีบมือและไม่ร้องออกมาฉางกายก็คงไม่ตาย แต่นั่นแหละจะไปเอาอะไรกับคนขี้หึง ที่เล่ามานี้ก็เพื่อแสดงว่ามอญเขาก็กินหมากและถือเอาหมากเป็นของเสวยสำหรับพระเจ้าแผ่นดินเหมือนกัน ในตำนานพม่าก็มีกล่าวถึงเรื่องหมากคือครั้งหนึ่งได้ให้มหาปิฎกธร นำหีบหมากไปถวายพระลังกาเป็นธรรมบรรณาการ เมื่อพุทธศักราช ๒๐๑๘ และพระเจ้าอะนอกเปตะลุนประทานหีบหมากเป็นเครื่องมงคลราชบรรณาการตอบแทนพูดอังกฤษ ซึ่งไปสู่ราชสำนักพม่าสมัยราชวงศ์อลองพญานอกจากนี้ยังมีกล่าวอีกว่า พระเจ้ากุนฉ่องจ่องผะยูพระราชบิดาของอโนรทามังฉ้อ หรือพระเจ้าอนุรุทธก็ว่าเคยเป็นคนส่งพลูมาก่อน

ในพงศาวดารของยะไข่ก็เคยมีเรื่องเกี่ยวกับหมากพลูอยู่ครั้งหนึ่ง คือพระเจ้ามินตีได้ทรงสร้างปราสาทขึ้นหลังหนึ่ง เสาท้องพระโรงปิดทองงามระยับ และพระองค์เกรงไปว่าพวกขุนนางจะเอามือที่เปื้อนนํ้าหมากเช็ดเสาท้องพระโรงทำให้เลอะเทอะ พระองค์จึงออกพระราชกฤษฎีกาว่า ผู้ใดเอานิ้วเปื้อนน้ำหมากเช็ดเสาท้องพระโรง ผู้นั้นจะต้องถูกตัดนิ้วขวาทันที แต่แล้ววันหนึ่งพระองค์ก็เผลอพระองค์เช็ดเข้าเองโดยไม่รู้สึก เคราะห์ดีที่อำมาตย์ผู้ใหญ่คนหนึ่งแลเห็นและจดหมายเหตุไว้เงียบๆ ต่อมาอีกหลายวันพระเจ้ามินตีออกขุนนาง และเหลือบไปเห็นรอยนํ้าหมากที่พระองค์เช็ดไว้ก็กริ้ว มีรับสั่งให้หาคนเช็ดทันทีอำมาตย์ที่จดหมายเหตุไว้ก็กราบทูลให้ทรงทราบว่า คนที่เช็ดนํ้าหมากนั้นคือพระองค์เองหาใช่ไครที่ไหนไม่ พระเจ้ามินตีเมื่อรู้ความจริงมีหลักฐานเช่นนั้นก็ฉวยพระแสงดาบตัดนิ้วของพระองค์ตามอาญาที่ทรงตั้งไว้ นี่แสดงว่าพระเจ้ามินตีเป็นกษัตริย์ที่ซื่อตรงต่อกฎหมายมาก และได้โปรดให้สร้างพระพุทธรูปมีนิ้วพระหัตค์ขวาขาดขึ้นองค์หนึ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์

ได้เล่าเรื่องของมอญ พม่า ยะไข่ มาแล้ว จะขอเล่าเรื่องที่มีในพงศาวดารของไทยเราบ้าง เรื่องเกี่ยวกับหมากของไทยที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งคือเรื่องท้าวศรีสุดาจันทร์ให้นางข้าหลวงเอาหมากห่อผ้าไปให้พันบุตรศรีเทพ แสดงเป็นนัยให้ทราบว่านางมีความพอใจ นี่แสดงว่าการให้หมากในสมัยนั้นเป็นการแสดงว่ารัก และหมากที่ท้าวศรีสุดาจันทร์นำไปให้พันบุตรศรีเทพนี้เอง ที่ได้นำไปสู่เหตุการณ์ที่พลิกประวัติศาสตร์ของไทย คือเมื่อทั้งสองเกิดรักใคร่กันขึ้นมาจริงๆ แล้ว ท้าวศรีสุดาจันทร์ก็ยกพันบุตรศรีเทพขึ้นเป็นขุนวรวงศาธิราชและยกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งทำให้พวกขุนนางไม่พอใจ ในบรรดาพวกขุนนางเหล่านี้ก็มี ขุนพิเรนทรเทพ ขุนอินทรเทพ หลวงศรียศ หมื่นราชเสน่หา ได้คบคิดกันกำจัดขุนวรวงศาธิราช โดยนำเรื่องไปปรึกษากับพระเฑียรราชาซึ่งกำลังบวชอยู่ และในที่สุดได้ทำการเสี่ยงเทียนกันในโบสถ์วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล) คือจุดเทียนสองเล่ม สมมุติให้เป็นของขุนวรวงศาธิราชเล่ม หนึ่ง พระเฑียรราชาเล่มหนึ่ง โดยอธิษฐานว่า ถ้าใครบุญไม่ถึงก็ขอให้เทียนข้างนั้นดับก่อน ขณะที่กำลังเสี่ยงเทียนกันอยู่นั้นเอง ขุนพิเรนทรเทพมาเห็นเข้าก็โกรธพูดว่า จะคิดการใหญ่มัวมานั่งเสี่ยงเทียนกันอยู่ได้ พูดแล้วก็คายหมากขว้างไป เผอิญชานหมากไปถูกเทียนของ
ขุนวรวงศาธิราชดับ จึงถือเป็นนิมิตอันดีเริ่มวางแผนกำจัดขุนวรวงศาธิราชอย่างจริงจังและเป็นผลสำเร็จ คิดๆ ดูก็แปลกที่เรื่องเริ่มต้นด้วยหมากและลงท้ายด้วยหมากอีกเหมือนกัน

การที่ขุนพิเรนทรเทพเอาชานหมากขว้างเทียนดับนี้ กล่าวกันว่าได้กลายเป็นสำนวนที่ใช้กันต่อมาจนปัจจุบันนี้สำนวนหนึ่งคือ คำว่า “ดื้อพิเรนทร์ หรือ เล่นพิเรนทร์” หมายความว่าทำแบบ ขุนพิเรนทรเทพนั่นเอง แต่คำว่า “เล่นพิเรนทร์” นี้เกิดเป็นปัญหา เพราะมีบางท่านว่าเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี่เอง ตามคำบอกเล่าของพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) กล่าวว่า เมื่อ ร.ศ ๑๑๒ ไทยกับฝรั่งเศสเกิดพิพาทกัน ฝรั่งเศสนำเรือรบเข้ามา ในครั้งนั้นมีพระตำรวจหลวงผู้หนึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็น พระพิเรนทรเทพ ได้ฝึกพวกบ่าวไพร่และผู้อาสาสมัครอื่นๆ หัดดำนํ้าทน โดยหวังจะให้ดำไปเจาะเรือรบฝรั่งเศส บางคนทำได้ไม่เท่าไรก็โผล่ คุณพระจึงใช้ไม้ถ่อคอยคํ้าไว้ ในที่สุดเกิดมีการตายกันขึ้นเลยต้องเลิกตั้งแต่นั้นมา ถ้าใครทำอะไรอย่างประหลาดๆ ก็มักจะพูดกันว่า “เล่นอย่างพิเรนทร์” เรื่องดูขัดแย้งกันอยู่เช่นนี้ และก็เผอิญท่านที่ชอบทำอะไรแปลกๆ ก็มีบรรดาศักดิ์เป็น “พิเรนทรเทพ” เหมือนกันเสียด้วย

ประเพณีที่เกี่ยวกับหมากพลูสำหรับคนไทย ที่พอจะนึกกันได้ทันทีก็เห็นจะได้กับการที่จะไปขอลูกสาวบ้านไหน ก็จะต้องจัดขันหมากไปแสดงความเป็นไมตรีที่บ้านนั้น แต่ไม่ใช่เอาแต่หมากไป ต้องมีพลูไปด้วย การใช้หมากไปหาผู้ใหญ่ฝ่ายผู้หญิงนี้ ต่อมาไม่ใช้หมากแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงเรียกกันว่าขันหมากอยู่ เป็นการเรียกตามแบบโบราณ เพราะคนโบราณกินหมาก การให้หมากจึงถือว่า เป็นไมตรีอันหนึ่ง

เรื่องการให้หมากเป็นไมตรีนี้ ไม่ใช่มีแต่ไทยเราเท่านั้น ชาวเมืองอื่นเขาก็ถือเหมือนกัน ประเพณีอันนี้เห็นจะถ่ายทอดวนเวียนกันอยู่ในกลุ่มชาวเอเชียนี้เอง อย่างเช่นทางหมู่เกาะชวา มลายู เขาก็มีธรรมเนียมหรือประเพณีที่เกี่ยวกับหมากอยู่อย่างหนึ่ง และถือเป็นธรรมเนียมสำคัญทีเดียว คือเขาจะใช้หมากเป็นเครื่องแสดงความเป็นมิตรไมตรีที่มีต่อกันอย่างแน่นแฟ้น ใครได้กินหมากร่วมเชี่ยนก็ถือกันว่าเป็นพวกเดียวกัน มีความสนิทสนมไว้วางใจกันได้ เหมือนอย่างการกินเกลือด้วยกันเป็นต้น ธรรมเนียมของพวกชวา มลายู เมื่อเจ้าของบ้านต้อนรับแขกด้วยการเลื่อนเชี่ยนหมากออกมาให้แขกกินร่วมเชี่ยนเดียวกันกับตน ก็เป็นการแสดงให้แขกเห็นว่า เจ้าของบ้านเต็มใจที่จะเป็นพวกเดียวกัน ตามประเพณีไทยก็เป็นเช่นนั้น เรื่องการกินอะไรๆ ด้วยกันนี้ เป็นเรื่องของพวกอาหรับและฮินดูปฏิบัติกันมาแล้วแต่โบราณ อย่างเช่นในเรื่องอาลีบาบา และในเรื่องนิทราชาคริตก็มีกล่าวถึงถือเป็นการแสดงความซื่อสัตย์ต่อกัน ธรรมเนียมของพม่าเมื่อราษฎรเป็นความกันในโรงศาล เมื่อยอมตามคำพิพากษาแล้ว ต้องรับเมี่ยงกินตามสัญญาทั้งสองฝ่าย ถ้าได้กินเมี่ยงแล้วจะกลับเอาคดีนั้นรื้อว่ากล่าวหรืออุทธรณ์ต่อไปไม่ได้ ใครฝ่าฝืนต้องระวางโทษให้เอาตัวเที่ยวตีฆ้องตระเวนและให้เฆี่ยน ทุกมุมเมือง นี่ก็เป็นการแสดงว่าจะซื่อตรงไม่กลับสัตย์นั่นเอง

ผู้หญิงชวาแต่ก่อนโน้นไม่ชอบคนที่ไม่กินหมาก ผู้ชายชวาที่ไม่กินหมากเห็นจะหายาก เพราะขืนไม่กินหมากก็คงอดมีแฟนเป็นแน่ ผู้ชายและผู้หญิงไทยเราก็กินหมากด้วยกันทั้งสองเพศ การให้หมากแก่กันกินก็ถือเป็นเรื่องแสดงความรักไปด้วย ในหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา มีกล่าวถึงเรื่องการกินหมากอยู่หลายตอน เช่นตอนที่แสดงถึงความรักระหว่างอินเหนากับบุษบา ตอนหนึ่งมีว่า

“พระโลมลูบปฤษฎางค์ทางรับขวัญ
นางยอกรป้อนปันชานสลา
ชมชื่นรื่นรสปรีดา
กัลยาเกษมเปรมปรีดิ์

อีกตอนหนึ่งอิเหนาให้สียะตราไปขอชานหมากบุษบา ข้างบุษบาไม่รู้กลก็คายชานหมากให้

“เมื่อนั้น                     ระเด่นบุษบามารศรี
ไม่รู้กลอนุชาพาที     เทวีคายชานให้ทันใด

เมื่อนั้น                                                สียะตราจึงทูลแถลงไข
ว่าชานเก่าจืดไม่ชอบใจ                    พี่นางจงได้เมตตา
เคี้ยวประทานชานยื่นให้น้องใหม่     เอาเครื่องหอมใส่ให้หนักหนา
ว่าพลางทางหยิบเอาหมากมา           ป้อนระเด่นบุษบาฉับพลัน”

การกินหมากในเรื่องอิเหนา ดูจะไม่ถือเรื่องการกินชานหมากของผู้หญิง ซึ่งตรงกันข้ามกับธรรมเนียมรามัญ ซึ่งมีข้อห้ามว่า ถ้าท่านกินชานหมากของผู้หญิงจะทำให้ท่านมีทรัพย์น้อย และเขายังถือต่อไปอีกว่า ถ้าเอาหมากใส่ไว้ในผ้าคาดพุงแล้วเอาไปกิน จะทำให้มีทรัพย์น้อยอีกเหมือนกัน

หมากได้เข้าไปเกี่ยวกับเรื่องความรักได้อย่างประหลาด การแสดงความรักของหนุ่มสาวในสมัยโบราณ มักจะใช้หมากเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอ ด้วยในสมัยโบราณนั้น ทั้งหญิงและชายกินหมากเหมือนกัน ถ้าชายกินชานหมากของหญิง หรือหญิงกินชานหมากของชายได้ ก็ถือกันว่าทั้งสองรักกันอย่างดูดดื่มจริงๆ เรื่องนี้ เราจะเห็นได้จากเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งเป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่ฉายให้เห็นวัฒนธรรมไทยสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี ตอนหนึ่งขุนแผนเคยพ้อวันทองว่า

“เจ้าลืมนอนซ่อนพุ่มกระทุ่มต่ำ
เด็ดใบบอนช้อนน้ำที่ไร่ฝ้าย
พี่เคี้ยวหมากเจ้าอยากพี่ยังคาย
แขนซ้ายคอดแล้วเพราะหนุนนอน
เจ้ามาได้ผัวดีมีทรัพย์มาก
มาลืมเลือนเพื่อนยากแต่เก่าก่อน”

นี่แสดงว่าขุนแผนกับนางพิมเคยคายชานหมากให้กันกินมาแล้ว ในสมัยก่อนนั้นไม่ถือ เดี๋ยวนี้เห็นจะน้อยรายที่จะกลืนกินของคนอื่นได้ อนามัยได้รํ่าเรียนมามากการแสดงความรักแบบนี้ก็สูญไป และความจริงก็ไม่ใช่วัฒนธรรมที่น่าส่งเสริมเท่าใดนัก แต่การให้ชานหมากในสมัยโบราณถือเป็นการให้เกียรติ ถ้าไม่รักใคร่กัน จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ให้ พวกที่เลื่อมใสในทางไสยศาสตร์นั้น ถ้าอาจารย์ที่ทรงคุณในทางไสยศาสตร์คายชานหมากให้ ก็ถือกันว่า ได้ของดีไว้คุ้มกันตัวแล้ว บางทีถึงกับแย่งชานหมากของหลวงพ่อกันก็มี

จะขอกลับไปเล่าประเพณีเกี่ยวกับหมากพลู ที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นนั้นอีก ได้กล่าวมาแล้วว่าประเพณีไทยเวลาไปขอลูกสาวใคร ก็ต้องจัดขันหมากไปให้ฝ่ายหญิงนั้น เรื่องนี้นับว่าแปลกที่ไปคล้ายกับประเทศอื่น เช่นชาวเกาะบอร์เนียวและอินเดีย ของอินเดียนั้นเมื่อฝ่ายชายไปทาบทามฝ่ายหญิง และฝ่ายหญิงตกลง ก็จะมีการแลกหมากพลูเป็นสัญญาให้ไว้ต่อกันเป็นของมัดจำกันไว้เสียชั้นหนึ่งก่อน เหมือนกับเรานิยมใช้แหวนเพชรกันในสมัยนี้ บางท่านอาจจะคิดว่า ทำไมคนในสมัยก่อนจึงโง่อย่างนั้น มีอย่างหรือให้หมากก็เชื่อกันเสียแล้ว เรื่องนี้เมื่อคิดๆ ดูกลับเห็นว่าคนในสมัยก่อน เขามีจิตใจที่แน่นอนซื่อตรงมากกว่า การให้หมากเป็นเพียงเครื่องหมายอันหนึ่ง แสดงว่าตกลงเท่านั้นเอง ความสำคัญอยู่ที่ใจ และคำพูดของทั้งสองฝ่ายต่างหาก

ธรรมเนียมของอินเดียนี้ไปเหมือนกับการแต่งงานของชาวเกาะบอร์เนียว ที่ฝ่ายชายจะต้องจัดหมากไปให้ฝ่ายหญิงเพื่อพูดสู่ขอ ถ้าฝ่ายหญิงรับหมากนั้นไว้ก็หมายความว่าตกลง ฝรั่งคนหนึ่งไปอยู่บอร์เนียวมาเป็นเวลา ๑๗ ปี ได้เล่าถึงธรรมเนียมพวกไดยัคที่ ใช้หมากเกี่ยวกับความรักไว้ว่า ในตอนกลางคืนเจ้าหนุ่มมักจะแอบไปที่ข้างที่นอนของสาวที่ตนรักแล้วปลุกให้หล่อนรู้ตัว เมื่อหล่อนตื่นขึ้นมา เจ้าหนุ่มก็จะส่งพลูให้ ถ้าหญิงรับเอาไว้แล้วเคี้ยวต่อหน้า ก็แสดงว่าหล่อนยินดีที่จะรับรักของเขา และยินดีที่จะสนทนากับเขาต่อไป แต่ถ้าหล่อนลุกขึ้นมาแล้วพูดว่า “จุดไฟตะเกียงเถอะ” อย่างนี้ก็แสดงว่าหล่อนไม่ปรารถนาที่จะพูดกับเขา เจ้าหนุ่มก็จะต้องอำลากลับทันที

ในพิธีแต่งงานของพวกไดยัคเขาก็มีหมากเข้าในพิธีด้วย คือเมื่อเริ่มพิธีหัวหน้าก็จะต้องผ่าหมากออกเป็น ๗ ซีก แล้วเอาใส่ตะกร้าเล็กๆ รวมกับเครื่องขบเคี้ยวอย่างอื่น มีพลูและสีเสียดเป็นต้น เขาเอาผ้าแดงห่อตระกร้านี้ไว้แล้วใส่โตกไปวางไว้กลางวง คิดๆ ดูก็เหมือนกับว่าจะเป็นขันหมากกระนั้น การที่ต้องผ่าหมากนี่เอง ที่ได้กลายเป็นซื่อเรียกพิธีแต่งงานของพวกไดยัคว่า มลาฮ์ ปีนัง แปลว่า การผ่าหมาก

การแต่งงานที่ใช้หมากเข้าพิธีนี้ ทางจีนเขาก็มีเหมือนกัน เช่นที่เมืองเตี้ยจิวเขาก็มีหมากพลูด้วยเหมือนกัน เพราะชาวจีนเขาก็กินหมากด้วย ชาวเมืองเตี้ยจิวใช้หมากพลูรับแขกก็มี แต่หมากพลูของเขาใช้ปูนขาวและใส่นํ้าตาลกรวดด้วย เขาว่ารับประทานอย่างนี้แล้ว ฟันไม่ดำ พวกชาวจีนเตี้ยจิวที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยจึงยังคงกินหมากกันอยู่ นี่เราจะเห็นว่าประเพณีบางอย่างเหมือนกันมาก ใครจะถ่ายเทไปจากใครเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษากันอีกมาก

ทำไมมนุษย์เราโดยเฉพาะชาวเอเชียจึงถือว่า หมากและพลู เป็นสื่อของความรัก ปัญหานี้มักจะถามกันเสมอ แต่ผู้เขียนก็ตอบไม่ได้ว่าต้นเรื่องเดิมจะมีมาอย่างไร เข้าใจว่าจะถือเป็นของกินที่ชอบใจ แล้วก็แบ่งให้กัน การให้ของที่ชอบใจแก่กันก็เท่ากับเป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่ง และปัญหานี้ก็คงจะหาคำตอบกันไม่ได้มานานแล้ว จึงได้มีนิทานแต่งขึ้นประกอบเป็นนิทานของพวกญวน หรือเวียดนาม เขาเล่าถึงตำนานหมากและพลูไว้ จะเล่าให้ท่านฟังสักนิด เป็นการผ่อนสมอง

เรื่องนี้เขาว่าเกิดขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าฮุงเวืองที่สาม ในครั้งนั้นมีพี่น้องสองคนชื่อตันเป็นพี่ ชื่อลังเป็นน้อง ทั้งสองมีรูปร่างเหมือนกันและรักกันมากที่สุด แต่ว่าทั้งสองคนออกจะโชคร้าย เมื่อบิดาตายลงทั้งสองก็หมดที่พึง จึงพากันเดินทางไปตามยถากรรม เผอิญไปพบขุนนางใจดีผู้หนึ่งรับเลี้ยงไว้ ทั้งยังแสดงความจำนงแก่ลูกสาวว่าจะแต่งงานกับทั้งสองคนนี้ก็ได้ ให้เลือกเอาคนใดคนหนึ่ง แต่ลูกสาวก็เลือกไม่ถูก ในที่สุดผู้เป็นพ่อก็หาวิธีจนรู้ว่าคนไหนเป็นพี่แล้วก็จัดการแต่งงานให้

การที่ตันได้แต่งงานทำให้ลังเสียใจมาก เพราะเขาเองก็รักหญิงสาวผู้นั้นเหมือนกัน และยิ่งเห็นตันมัวหลงภรรยาไม่สุงสิงกับตนก็ยิ่งเสียใจมากขึ้น จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านเตลิดไปจนถึงชายทะเลแห่งหนึ่ง นั่งร้องไห้อยู่จนกระทั่งขาดใจตาย และร่างของเขาก็กลายเป็นหินสีขาว ส่วนตันเมื่อรู้ว่าน้องชายหนีออกจากบ้านก็ตามไป และไปทรุดตัวหมดแรงลงตรงก้อนหินสีขาวนั้น จนกระทั่งขาดใจตายไปอีกคนหนึ่ง ร่างของตันได้กลายเป็นต้นหมาก ส่วนภรรยาของตันก็ออกมาตามเหมือนกัน และพอมาถึงต้นหมากและก้อนหิน นางก็ล้มตายลงไปอีก ร่างของนางกลายเป็นต้นพลูขึ้นพันต้นหมาก

ภายหลังจากนั้นหลายปี พระเจ้าฮุงเวืองได้เสด็จมาถึงที่นั่น ได้เห็นสิ่งทั้งสามนั้นเข้าก็สนพระทัย และเมื่อมีคนเล่าประวัติให้ทรงทราบ พระองค์ก็โปรดให้เอาสิ่งทั้งสามนั้นมาผสมกันเข้า ก็ปรากฏเป็นสีแดง พระองค์จึงตรัสว่า “นี่เป็นสัญลักษณ์ของความรักและความซื่อสัตย์อย่างแท้จริง ขอให้นำเอาต้นหมากต้นพลูนี้ปลูกไว้ทุกแห่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก” และตั้งแต่นั้นมา ต้นหมากและพลูก็แพร่หลายไปทั้งประเทศญวน เมื่อมีการหมั้นหรือการแต่งงานก็ต้องเอาหมากและพลูมาเข้าพิธีด้วย เพื่อแสดงถึงความรักดุจทั้งสามคนในเรื่องนั้น

ท่านที่ได้อ่านเรื่องของหมากในด้านความรักมาแล้ว ก็ควรจะทราบประเพณีที่เกี่ยวกับหมากในด้านไม่รักคือร้างไว้ด้วย แต่ก่อนที่จะเล่าถึงเรื่องหมากในความหมายไม่รัก ก็จะขอเล่าเรื่องการแต่งงานของชาวเนปาลให้ฟังเสียก่อน การแต่งงานของชาวเนปาลเขามีเคล็ดอยู่อย่างหนึ่ง คือหญิงใดจะแต่งงานก็จะต้องแต่งงานกับหมากเสียก่อน คือไปทำพิธีแต่งงานที่ต้นหมากซึ่งมีผลแล้วจึงไปแต่งงานกับคนต่อไปภายหลัง ถ้าทำเช่นนี้แล้วชาวเนปาลเขาเชื่อกันว่า หญิงนั้นจะไม่เป็นหม้าย แม้ว่าสามีที่เป็นมนุษย์ของหล่อนจะตายไปในภายหลังก็ตาม เพราะหล่อนได้แต่งงานกับหมากมาแล้วครั้งหนึ่ง หมากย่อมไม่มีวันหมดไปได้ง่ายๆ พูดกันตรงๆ ก็คือ สามีตาย แต่หมากซึ่งเป็นสามีเดิมยังอยู่ แล้วจะเป็นหม้ายไปได้ยังไง(ในที่บางแห่งกล่าวว่า แต่งงานกับลูกมะตูม เมื่อเด็กผู้หญิงมีอายุ ได้ ๖ ขวบ พิธีเริ่มด้วยเด็กต้องอดอาหารแล้วพ่อแม่มอบลูกมะตูมให้ลูกสาวผลหนึ่ง ลูกสาวจะเอามะตูมนั้นไปใส่บาตรทองเหลืองของพระ เป็นอันเสร็จพิธีส่วนความหมายนั้นเหมือนกัน)

เมื่อธรรมเนียมของชาวเนปาลต้องแต่งงานกับหมากเสียก่อนเช่นนี้ เมื่อถึงวาระที่จะต้องแยกจากกันไป ชาวเนปาลเขาก็เอาหมากเข้ามาเกี่ยวข้องอีก นี่เรียกว่าเริ่มต้นด้วยหมาก และจบลงด้วยหมาก การหย่าร้างของชาวเนปาลจึงดูเป็นเรื่องที่ง่ายมาก คือถ้าสามีต้องการจะหย่าร้างแยกทางเดินกับภรรยาของเขา ก็ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก เพียงแต่วางหมากสองผลไว้ใต้หมอนของภรรยาเท่านั้น ก็เป็นการเพียงพอแล้ว เพราะเมื่อภรรยาตื่นขึ้นมาเห็นหมากนั้นเข้าก็รู้ได้ทันทีว่า สามีต้องการหย่ากับหล่อน ก็เป็นอันสิ้นสุดชีวิตรักกันแล้วง่ายดีเหลือเกิน

เมื่อพิจารณาถึงเรื่องการแต่งงานกับหมากของชาวเนปาล ทำให้มองเห็นเค้าอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับประเพณีนำหมากไปให้ฝ่ายหญิงของชาวอินเดีย และชาวเกาะบอร์เนียวตลอดจนประเพณีขันหมากของไทยว่า น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันบ้าง เพราะการสู่ขอด้วยการนำหมากมาให้นี้ ก็เท่ากับว่าการแต่งงานได้เริ่มไปแล้วครึ่งหนึ่ง คือแต่งงานกับหมากก่อนนั่นเอง ของไทยเราก็ยังมีเรื่องพูดกันอยู่ว่า ถ้าหญิงใดรับหมั้นไว้แล้ว ฝ่ายชายเกิดตายหรือไม่มาแต่งงานเสียเฉยๆ อย่างนี้ก็พูดกันว่า หญิงนั้นเป็นหม้ายขันหมาก นับว่าเป็นเรื่องน่าคิดอยู่เหมือนกัน

ในตอนต้นได้เล่านิทานญวนถึงกำเนิดของต้นหมากว่าเกิดจากคน เรื่องนี้เป็นความเชื่อของคนโบราณหลายชาติหลายภาษา มีเรื่องเล่ากันต่างๆ บ้างก็ว่าคนเกิดจากจั่นหมาก อย่างในพงศาวดารเหนือของไทยเล่าว่า พระเจ้าสายนํ้าผึ้งได้ธิดาเจ้ากรุงจีนมาเป็นชายา มีนามว่า นางสร้อยดอกหมาก เพราะเกิดในจั่นหมาก ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชก็กล่าวว่า เจ้าเมืองเพชรบุรีได้ชายาชื่อนางจันทรเทวีศรีบาทราชบุตรีศรีทองสมุทร ซึ่งเป็นราชธิดาของพระเจ้าร่มฟ้ากรุงจีนกับพระนางจันทรเมาลีศรีบาทนาถสุริวงศ์ ตามเรื่องว่าพระนางจันทรเมาลีเกิดในดอกหมาก ณ เมืองจัมปาธิบดี

ในประเพณีโบราณมักจะใช้จั่นหมากประกอบในพิธีด้วย อย่างเช่นงานราชาภิเษกสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มี “ดอกหมาก ดอกมะพร้าว ประดับตามธรรมเนียม” ในสมัยรัตนโกสินทร์ก็มีกล่าวว่า “พานทองรองดอกหมากทองคำ” ดังนี้เป็นต้น

ในที่แห่งหนึ่งเล่าว่า พิธีสมรสบ่าวสาวมลายูที่เมืองตานีสมัยก่อน มีพิธีแปลกอย่างหนึ่ง คือเจ้าบ่าวจูงเจ้าสาวออกจากห้องลงมาที่ลานบ้าน เจ้าสาวสบัดมือหลุดวิ่งหนี เจ้าบ่าวคว้าช่อดอกหมากที่มีใบติด และช่อดอกมะพร้าวที่มียอดติดดอกไล่ตีเจ้าสาว เขาว่ายิ่งตีเจ็บเท่าไรยิ่งเป็นมงคลแสดงว่ารักมาก ที่ต้องใช้ดอกหมากและใบ เขาอธิบายว่าดอกเป็นเครื่องหมายของความเจริญเป็นมงคล ใบหมายถึงคุ้มกันและให้ความร่มเย็น ฉะนั้นจึงต้องมีทั้งดอกทั้งใบ จะขาดไม่ได้ ทางอินเดียฝ่ายใต้ก็ถือว่าใบหมากเป็นเครื่องหมายสวัสดิมงคล เมื่อมีพิธีอะไรก็ต้องใช้เสมอ
มีเรื่องที่เกี่ยวกับการกินหมากกินพลู ที่ควรนำมาเล่าไว้ด้วยก็ คือ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป ก็ปรากฏว่าพวกข้าราชบริพารต้องพากันขัดฟันชำระคราบหมากปูนกันเป็นการใหญ่ เพราะเกรงว่าจะไปอายฝรั่ง มีบางคนเขาบอกว่าคนไทยกินหมากแล้วพูดฝรั่งไม่ชัด ลิ้นแข็งไป เรื่องนี้นึกขำเพราะมีเรื่องเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง คือเมื่อในรัชกาลที่ ๕ นั้น มีแขกมาจากอินเดียคนหนึ่ง เป็นคนมีความรู้หนังสือเทวนาครีได้มาอาศัยอยู่กับแขกเลี้ยงวัวแถวๆ พระราชวังบวรฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จ้างแขกคนนั้นไว้เป็นคนบอกหนังสือเทวนาครีและภาษาสันสกฤตแก่พระภิกษุสงฆ์ และข้าราชการกรมพระอาลักษณ์ที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ บรรดา พระภิกษุสงฆ์ที่มีอายุมากและติดหมากต้องไปเรียนด้วยก็พากันบ่นอุบๆ อิบๆ ว่าแขกไม่ให้กินหมากเพราะลิ้นจะแข็งไป อ่านหนังสือไม่ดังพรูดๆ พราดๆ เหมือนอย่างครู ต้องขูดลิ้นขูดฟันได้รับความเดือดร้อนมาก เมื่อทรงทราบความลำบากเช่นนั้นก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เลิกเสีย นี่ก็เป็นเรื่องเสียของการกินหมาก เพราะกินแล้วพูดภาษาแขกไม่ชัด

ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าไทยเราปลูกพลูมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่เพิ่งมาปรากฏหลักฐานเห็นความสำคัญของพลูในสมัยกรุงศรีอยุธยาดังปรากฏในพระไอยการลักษณะโจร พ.ศ. ๑๙๐๓ สมัยพระเจ้าอู่ทอง ข้อ ๑๒๐ ได้กล่าวถึงการกำหนดโทษปรับไหม ผู้ที่ลักตัดลักถอนต้นพลูไว้ว่า ถ้าลักตัดถอนพลูต้นเล็กให้ไหมต้นละ ๒๒๐๐๐ ถ้าลักตัดต้นใหญ่ไหมต้นละ ๕๕๐๐๐ ถ้าลักตัดต้นใหญ่โกร๋นให้ไหม ๓๓๐๐๐ ถ้าลักต้นพลูรังและค้างหนึ่ง ให้ไหมเป็นเบี้ย ๕๕๐๐๐ ดังนี้จะเห็นว่าพลูในสมัยนั้นเป็นของมีราคาอยู่เหมือนกัน

พูดกันในด้านรายได้ของประเทศ การกินหมากกินพลูที่เราได้ตำรามาจากแขกนั้นก็ดูจะไม่เสียหลาย ในสมัยโบราณเราก็ถอนทุนเก็บหมากเก็บพลูออกไปขายพวกแขกได้เงินปีละหลายๆ ทีเดียว บาทหลวงเดอ ชวาสี ได้บันทึกไว้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า “ชาวเมืองประเทศอินเดียกินหมากกินพลูเหมือนกัน พระเจ้ากรุงสยามส่งหมากเป็นสินค้าออกไปนอกประเทศปีหนึ่งเป็นเงิน ๗๕,๐๐๐ เหรียญ กานพลูสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ และพลูนาบ ๕๐,๐๐๐ เหรียญ”

ตามรายการนี้จะเห็นว่าเป็นรายได้ที่ดีพอใช้สำหรับในสมัยนั้นทีเดียว แต่ตามรายการนั้นอาจจะมีผู้สงสัยว่า ทำไมไม่บอกว่าส่ง ใบพลูสด มีแต่กานพลูสด เรื่องนี้เด็กสมัยใหม่อาจจะเข้าใจได้ดีว่า การเดินทางในสมัยก่อนโน้นช้ามาก ขืนส่งใบพลูสดไปก็เน่าหมดเท่านั้นเอง ฉะนั้นจึงต้องส่งพลูนาบไปแทน พลูนาบสมัยนี้ไม่ค่อยพบ เพราะมีพลูสดกินกันเหลือเฟือ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เกิดนํ้าท่วมใหญ่ พลูหายากและมีราคาแพงต้องใช้นาบเอาไว้กินนานๆ การที่ต้องส่งพลูนาบไปขายอินเดียในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็เพื่อกันเน่านั่นเอง คนไทยในสมัยนั้นเห็นจะเชื่อแล้วว่าพลูเป็น “ใบไม้ของพระลักษมีเทวีแห่งโภคทรัพย์” เพราะขายได้เงินได้ทองร่ำรวยกันไปตามๆ กัน

ที่มา:ส.พลายน้อย