หยางเหมย (Yangmei) หรือ ยัมเบอร์รี่ (Yumberry)

By -

หยางเหมย (Yangmei) หรือ ยัมเบอร์รี่ (Yumberry) มีชื่อทางพฤษศาสตร์ว่า Myrica rubra นอกจากนั้นแล้วยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น เรด เบย์เบอร์รี่ (Red Bayberry) , แว๊กซ์ เบอร์รี่ (Waxberry) , ญี่ปุ่นเรียกว่า ยามาโมโม (yamamomo)

ที่มาของชื่อหยางเหมยนั้นมาจากประเทศจีน เนื่องจากพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดจากแถบประเทศจีน จึงเรียกกันตามชื่อภาษาจีน แต่ถึงอย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการขยายพันธุ์พืชไปยังประเทศอื่น ๆ แล้วนอกจากจีน เช่น ไต้หวัน ,ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น

หยางเหมย หรือ ยัมเบอร์รี่ จัดว่าเป็นผลไม้หายากชนิดหนึ่ง ที่น้อยคนนักจะเคยได้ลิ้มลองรับประทานผลสด

ต้นหยางเหมย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูงเมื่อโตเต็มที่อยู่ที่ประมาณ 10-20 เมตร  เปลือกของลำต้นมีสีเทาเรียบ เป็นพืชที่มี 2 เพศแยกกันคนละต้น (Dioecious)  ทนต่อสภาพดินที่เป็นกรด  รากลึก 5-60 เซนติเมตร ไม่มีรากแก้ว

หยางเหมย ยัมเบอร์รี่

ผลหยางเหมยเป็นทรงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 – 4 เซนติเมตร พื้นผิวของผลหยางเหมยเป็นเม็ดตะปุ่มตะป่ำ ผลอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อสุกจึงกลายเป็นสีแดงเข้มไปจนถึงสีม่วง  สีของเนื้อข้างในใกล้เคียงกับสีด้านนอกหรือจางกว่า ภายในผลจะมีเมล็ดอยู่เพียงเมล็ดเดียวอยู่ที่ตรงกลาง

ผลสุกยัมเบอร์รี่ หยางเหมย

รสชาติของหยางเหมยจะเป็นรสหวานผสมเปรี้ยว แต่จะค่อนไปทางเปรี้ยวเสียมากกว่า

การรับประทานยัมเบอร์รี่หรือหยางเหมย สามารถทานได้ทั้งผลสด หรือนำไปตากแห้ง นอกจากนั้นยังมีการนำไปแปรรูปเพื่อเก็บรักษาได้นานอีกหลายแบบทั้งดองกับเหล้าจีน ,ทำน้ำผลไม้ดื่ม ,ไอศกรีม และทำผลไม้กระป๋อง

แปรรูป yangmei หยางเหมย

 

หยางเหมย (Yangmei) มักจะถูกเข้าใจผิดและเรียกผิดว่าเป็น Arbutus แต่ความจริงแล้วผลไม้ทั้งสองนี้แม้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่เป็นพืชคนละวงศ์กัน ดังนั้นหากท่านบังเอิญเจอ Yangmei ในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง แต่เขียนว่า Arbutus ก็อย่าแปลกใจ เพราะเรียกผิดกันเยอะมาก

เพื่อให้เห็นความต่างของผลไม้ทั้งสอง เราจึงได้นำภาพมาเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน

Arbutus และ Yangmei

ขอเพิ่มเติมข้อมูลที่ได้จากเพื่อนสมาชิกในแฟนเพจว่า อีกชื่อหนึ่งที่น่าจะเป็นที่นิยมเรียกหยางเหมยกันมากในประเทศไทย คือ เอี่ยบ๊วย