อะกาแพนทัสไม้ตัดดอก

By -

ชื่อสามัญ African Lily, Agapanthus, Lily of The Nile, Blue African lily
ชื่อวิทยาศาสตร์ Agapanthus spp. And hybrid
ชื่อวงศ์ Agapanthaceae หรือ Liliaceaeดอกอะกาแพนทัส

อะกาแพนทัส เป็นไม้ดอกล้มลุกที่มีอายุได้หลายปี จัดอยู่ในวงศ์ของลิลลี่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกาตอนใต้ พืชชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตรขึ้นไป ในปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 10 สายพันธุ์ ที่ได้รับความนิยมกันมากคือ A. praecox ssp mininus, A. praecox ssp orientalis และ A. Pendulus มักปลูกเป็นไม้ตัดดอกเพื่อจำหน่าย หรือปลูกเป็นไม้ประดับ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
มีลักษณะกลม ตรง เป็นสีเขียวสด อวบน้ำ มีหัวใต้ดิน มีความสูงของลำต้นประมาณ 30-60 ซม. ขึ้นไป

ใบ
มีลักษณะเป็นรูปแถบคล้ายดาบ ออกเป็นใบเดี่ยวๆ เรียงเวียนสลับกันรอบลำต้น แผ่นใบเรียบ หนา อวบน้ำ มีสีเขียวอมเทา ขอบใบเรียบ มีความยาวประมาณ 30-45 ซม.

ดอกอะกาแพนทัส
ออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีลักษณะเป็นช่อกลมคล้ายซี่ร่ม ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยขนาดเล็กมากมาย มีเส้นผ่านศูนย์กลางของช่อดอกประมาณ 10-15 ซม. กลีบดอกย่อยมีจำนวน 6 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันคล้ายกรวย ส่วนปลายกลีบแยกออกจากกัน สีของดอกมีทั้งที่เป็นสีขาว สีฟ้า สีม่วง หรือสีคราม ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ ดอกสามารถบานทนอยู่ได้นาน

การขยายพันธุ์
ทำได้โดยการใช้เมล็ด หรือการแยกกอไปปลูก ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ ควรเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง หรือหลังจากการเก็บเกี่ยวในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม

วิธีการเพาะเมล็ด
วัสดุเพาะที่ใช้มี ทราย ขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว อย่างละ 1 ส่วน ใส่ลงในถาดเพาะ หยอดเมล็ดลงไป รดน้ำตามพอชุ่ม เมื่อต้นกล้าเริ่มงอกให้ย้ายไปอนุบาลต่อในถุงพลาสติกขนาด 2×2.5 นิ้ว ใช้ตาข่ายพรางแสงเพื่อลดการคายน้ำ เมื่อต้นแข็งแรงดีแล้วจึงค่อยย้ายไปปลูก

วิธีการแยกกอ
ใช้มีดที่สะอาดและคมตัดแยกกอจากต้นพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ตัดรากและใบออกบางส่วนแล้วนำไปอนุบาลในถุงพลาสติกขนาด 6 x 9 นิ้ว ที่มีส่วนผสมของทรายกับขุยมะพร้าว นำไปวางให้ได้รับแสงประมาณ 70% หมั่นรดน้ำให้ความชุ่มชื้นอยู่เสมอ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 45-60 วัน ต้นก็จะเริ่มตั้งตัวหรือเกิดใบใหม่ขึ้นมาแล้ว ก็ให้ทำการย้ายไปปลูกได้

การปลูกและการดูแลรักษา
อะกาแพนทัส เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิดที่ระบายน้ำได้ดี ต้องการน้ำในปริมาณมาก ชอบแสงแดดแบบเต็มวัน ชอบอากาศหนาวเย็น

การเตรียมดินและแปลงปลูก
ขุดพลิกดินตากทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน ต่อจากนั้นให้ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แกลบ ขุยมะพร้าว ผสมลงไปเพื่อให้สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดี ปรับค่า pH ของดินให้ได้ประมาณ 6-7 โดยการเติมปูนโดโลไมท์ลงไป

ระยะปลูก
ปลูกแบบยกร่อง-ให้ร่องแปลงสูงประมาณ 30 ซม. ระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 30×30 ซม.
ปลูกเป็นแถวคู่สลับฟันปลา-เกลี่ยหน้าดินให้เรียบเสมอกัน ใช้ระยะปลูก 40×30 ซม.

การใส่ปุ๋ย
ให้ปุ๋ยน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เมื่อแตกใบใหม่ให้ใช้ปุ๋ยที่มีส่วนผสมของธาตุอาหารพวกไนโตรเจน โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส ป้องกันการขาดธาตุอาหารด้วยยูนิเลท คอมบี หรือเฟตติลอน

การรดน้ำ
หมั่นรดน้ำให้ความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ติดดอก แต่หากมีความชื้นมากเกินไปอาจทำให้เชื้อโรคเข้าทำลายได้

โรคและแมลงศัตรูพืช
โรคใบเน่าเละ-มีสาเหตุจากการปลูกในระยะชิดกันจนเกินไป จึงทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าทำลาย ใช้สารเคมีพวกแอกริมัยซิน หรือแอนติแบค เพื่อป้องกันและกำจัด

หนอนหนังเหนียวกัดกินใบและดอก-มักเกิดในระยะที่เป็นดอกตูม ใช้สารเคมีพวกแบคโทสปิน โตกุไธออน เพื่อกำจัด

การเก็บเกี่ยว
ใช้มีดหรือกรรไกรที่คมและสะอาดตัดก้านช่อดอกที่มีดอกบานแล้วประมาณ 5-7 ดอก หลังจากตัดให้นำไปแช่น้ำทันที การเติมสารเคมียืดอายุการใช้งาน และนำไปวางไว้ในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำประมาณ 6 องศาเซลเซียส จะทำให้อายุการบานยาวนานยิ่งขึ้น

ประโยชน์
มักนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ หรือปลูกเพื่อตัดดอก นำไปปักแจกันตกแต่งตามสถานที่ต่างๆ เนื่องจากดอกมีสีสันที่สวยงามแปลกตา