เครื่องยากฤษณา

By -

กฤษณาเป็นเครื่องยาที่มีกลิ่นหอม ได้จากเนื้อไม้ที่มีเชื้อราหลายชนิด เจริญอยู่กับพืชในวงศ์ Thymelaeaceae สกุล Aquilaria หลายชนิด ที่สำคัญและพบในประเทศไทยมี ๒ ชนิด คือ

(๑) ชนิดที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Aquilaria crassna Pierre ex H. Lec.

ชนิดนี้พบขึ้นในป่าดิบทางภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคใต้ของประเทศไทย ในต่างประเทศพบที่ประเทศอินเดียทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ประเทศพม่า และประเทศมาเลเซีย และกฤษณา

(๒) ชนิดที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Aquilaria malaccensis Lam.
มีชื่อพ้องว่า Aquilaria agallocha Roxb. ชนิดนี้พบในป่าดิบแล้งทางภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ในต่างประเทศพบที่ประเทศกัมพูชา

พืชเหล่านี้เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง ๑๘-๓๐ เมตร ลำต้นเปลา เปลือกเรียบสีเทาหรือสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว รูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายเรียวแหลม โคนมน ขอบใบเป็นคลื่น ม้วนลงเล็กน้อย แผ่นใบบางและเรียบ ด้านบนเป็นมัน ช่อดอกแบบซี่ค้ำร่ม ออกที่ด้านข้างของกิ่งที่ยังอ่อน ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีเขียวอมเหลือง ผลเป็นผลแห้งรูปวงรี มีขนสีเทา เมื่อแก่จะแตกออก มีกลีบเลี้ยงเจริญติดอยู่กับผล

พืชพวกนี้มีเนื้อไม้อ่อน สีขาวถึงสีนวล ไม่มีกลิ่นและไม่มียาง จะมีกลิ่นหอมเมื่อมีเชื้อราบางชนิด (โดยเฉพาะชนิด Cytosphaera mangiferae Died. วงศ์ Sphaeroidaceae) เจริญเข้าไปในเนื้อไม้ ทำให้เนื้อไม้นั้นสร้างชั้นน้ำมัน (oleoresin) ขึ้นมา เนื้อไม้จึงมีสีเข้มขึ้น เชื้อรามักจะเกิดในต้นที่มีอายุ ๒๐ ปีขึ้นไป และจะเจริญเต็มที่เมื่อไม้นั้นอายุได้ ๕๐ ปี บางครั้งอาจจะให้เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งต้น เมื่อหักกิ่งจะมีชันน้ำมันไหลเยิ้มออกมามีกลิ่นหอมมาก เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอมนี้ เรียก “agaru” ในภาษาสันสกฤต แขกเรียกแก่นที่มีเชื้อราเจริญอยู่ในเนื้อไม้นี้ว่า “กฤษณา” คงจะเนื่องจากมีสีดำ เหมือนคอของพระกฤษณะ

ฝรั่งเรียก “Agar-wood” (จากชื่อของกฤษณาในภาษาฮินดี ว่า “agar”) หรือ “Aloe-wood” (เนื่องจากมีสีดำเหมือนยาดำ) หรือ “Eagle-wood” (เพราะเข้าใจว่าชื่อสกุล “Aquilaria” คือ “Aquila” ที่แปลว่า “เหยี่ยว” หรือ “นกอินทรี”)

โบราณแบ่งชั้นคุณภาพของกฤษณา โดยใช้สีและน้ำหนักเป็นเกณฑ์ แบ่งเป็น

(๑) เนื้อไม้ (หรือไม้หอม) ชนิดนี้มีคุณภาพดีที่สุด มีสีดำเข้มตลอดกันหมด แข็งมาก และหนักมาก หนักกว่าน้ำ และมีชันอยู่ในปริมาณสูง ชนิดนี้มีหลักฐานบันทึกว่าไทยเราเคยส่งไปเป็นบรรณาการให้ประเทศอังกฤษ

(๒) กฤษณา เป็นชนิดที่มีคุณภาพรองลงมา มีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ แข็ง และหนักกว่าน้ำ ชนิดนี้โบราณมักใช้ทำยา และ

(๓) ลูกผุด เป็นชนิดที่มีคุณภาพด้อยกว่า เนื้อไม้สีอ่อนกว่า มีสีน้ำตาลเข้ม หรือดำเฉพาะที่ หรือเป็นจุดๆ ชนิดนี้จะเบากว่าน้ำ

กฤษณาที่มีคุณภาพดีฝรั่งเรียกรวมๆ กันว่า “true agaru” มีรสขมเล็กน้อย กลิ่นหอมชวนดม คล้ายกลิ่นจันทน์หิมาลัย (Sandal wood) หรืออำพันขี้ปลา (Ambergris) เมื่อเผาไฟ จะให้เปลวไฟโชติช่วงและมีกลิ่นหอม ชาวอาหรับนิยมเอามาเผาไฟเพื่ออบห้องให้มีกลิ่นหอม ส่วนชนิดที่มีคุณภาพรองลงมา เรียกกันว่า “dhum” ซึ่งเมื่อนำมากลั่นจะให้น้ำมันระเหยง่ายที่เรียกว่า “agar attar” มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำมันดอกยี่สุ่น (rose oil) ในยุโรปเอามาใช้ทำน้ำหอมชนิดคุณภาพดี

ในแหลมมลายูใช้กฤษณาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางและใช้บำบัดโรคผิวหนังหลายชนิด ผงกฤษณาใช้โรยบนเสื้อผ้าหรือบนร่างกายเพื่อฆ่าหมัดและเหา ยาพื้นบ้านของอินเดียและหลายประเทศในเอเชีย ใช้กฤษณาเป็นส่วนผสมในยาหอม ยาบำรุง ยากระตุ้นหัวใจ และยาขับลม

แพทย์โบราณใช้กฤษณาเป็นยาคุมธาตุ บำรุงโลหิตและหัวใจ ใช้ผสมในยาหอม แก้ลมวิงเวียน อาเจียน ท้องร่วง แก้ไข้ต่างๆ และแก้โรคปวดบวมตามข้อ

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์