แคป่า

By -

แคป่าเป็นพืชในสกุล Dolichandrone หลายชนิด จัดอยู่ในวงศ์ Bignoniaceae เช่น

๑. ชนิด Dolichandrone serrulata(DC.) Seem. ในบางท้องถิ่นเรียก แคขาว(เชียงใหม่) แคทราย(นครราชสีมา) แคแน แคฝอย(ภาคเหนือ) แคภูฮ่อ(ลำปาง แคยอดดำ(สุราษฎร์ธานี) แคยาว แคอาว(ปราจีนบุรี)แคป่า

มักพบขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณหรือตามหัวไร่ปลายนา แคป่าเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ ๑๐-๒๐ เมตร ลำต้นเปลาตรง มักแตกกิ่งต่ำๆ เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา อาจมีสีดำปะปนอยู่บ้าง อาจมีผิวของเปลือกต้นเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ ทั่วไป ใบเป็นแบบใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย ๓-๗ ใบ ดอกมีสีขาว โต คล้ายรูปแตร ดอกมักออกตามปลายกิ่งเป็นช่อสั้นๆ ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน รูปขอบขนาน สีดำมีกระสีขาวโค้งเป็นวงๆ

๒. ชนิด Dolichandrone spathacea (L.f.) K. Schum. บางถิ่นอาจเรียกว่า แคนา แคน้ำ(ภาคกลาง) แคทะเล(ตราด) แคตุ้ย แคปี่ฮ่อ แคผา แคหยุยฮ่อ แคแหนแฮ้(ภาคเหนือ)

แคป่าชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ มักพบขึ้นทั่วไปตามป่าริมน้ำ ริมทะเล และในป่าโปร่ง มีใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ลำต้นสูงประมาณ ๑๐-๒๐ เมตร มีใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปใบหอก หรือรูปไข่แกมขอบขนานสองข้างไม่เท่ากัน ๓-๔ คู่ โคนใบจะมน ปลายใบทู่ ดอกมีสีนวล กลิ่นหอม ออกเป็นช่อและแต่ละช่อจะมีดอกย่อย ๒-๗ ดอก ผลเป็นฝักกลมยาว เมล็ดของแคป่าจะมีลักษณะเป็นปีก

ในตำราสรรพคุณยาโบราณมักใช้แคป่าชนิดที่ ๒ มากกว่าชนิดแรก เนื่องจากว่ารากมีรสหวานเย็น แก้เสมหะและลม บำรุงโลหิต เปลือกต้นมีรสหวานเย็น แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้กับสตรีหลังคลอด ใบมีรสเย็นใช้ตำพอกแผล หรือต้มน้ำบ้วนปาก ดอกมีรสหวานเย็น ใช้ขับเสมหะ โลหิตและลม ขับผายลม เมล็ดรสหวานเย็น แก้อาการปวดประสาท แก้โรคชัก เป็นต้น