แฝกหอม

By -

เป็นพืชที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Vetiveria zizanioides (L.) Nash e Small จัดอยู่ในวงศ์ Gramineae ฝรั่งเรียก “Vetiver”แฝกหอม

ต้นแฝกหอมเป็นพืชขนาดเล็ก อายุหลายปี สูง ๑-๒ เมตร รากมีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน แทงออกจากเหง้าใต้ดิน รูปแคบยาว ขนาดกว้างราว ๘ มม. ยาวราว ๑๒๐ ซม. สีเขียว ขอบใบคม เส้นกลางใบมีสีขาวตลอดใบ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด สีม่วงอมเขียว ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก

โบราณว่ารากแฝกหอมมีกลิ่นหอม รสเย็น มีสรรพคุณทำให้ดวงจิตชุ่มชื่น ใช้ปรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง จุกเสียด แก้ท้องอืด และขับปัสสาวะ

**เมื่ออากาศร้อนจัด ชาวบ้านในอินเดียบางถิ่นเอารากแฝกหอมมาสานเป็นมู่ลี่ แขวนไว้ที่ประตูหรือหน้าต่าง แล้วสาดน้ำอยู่เรื่อยๆ เมื่อลมพัดมาจะได้ทั้งไอเย็นจากการระเหยของน้ำและกลิ่นหอมชื่นใจจากรากแฝกหอม

เมื่อนำรากแฝกหอมมากลั่นจะได้น้ำมันระเหยง่าย เรียก “น้ำมันแฝกหอม”(Vetiver oil) มีองค์ประกอบหลักทางเคมีเป็นเอสเตอร์(ester) ของเวติเวนอล(vetivenol) ใช้แต่งกลิ่นในอุตสาหกรรมน้ำหอม สบู่ และเครื่องสำอาง

ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชชนิดนี้เพื่อเป็นพืชคลุมดินที่ใช้ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน โดยเรียกชื่อพืชชนิดนี้กันจนติดปากว่า “หญ้าแฝก” ซึ่งไม่ควรเรียกเช่นนี้ เพราะคนไทยเรียกชื่อพืชนี้ว่า “แฝกหอม” มาแต่โบราณ เมื่อเรียก “หญ้าแฝก” อาจทำให้สับสนกับพืชพวกหญ้าอีกชนิดหนึ่ง ที่ไทยเราเรียกชื่อกันแต่โบราณว่า “แฝก” (ไม่มีคำ “หญ้า” นำหน้า เช่นเดียวกับข้าว อ้อย แขม อ้อ เป็นต้น) ซึ่งเป็นพืชที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า hemeda triandra Forssk.

แต่พืชชนิดหลังนี้ก็ไม่เคยเรียกเป็น “หญ้าแฝก” เช่นกัน ต้นแฝกนี้ชาวบ้านใช้มุงหลังคาได้เช่นเดียวกับหญ้าคา(Imperata cylindrical Beavu.) เรียก (หลังคา) “มุงแฝก”

เมื่อไม่เห็นดอก ต้นแฝกกับต้นหญ้าคาดูคล้ายกันมาก ความสูงของต้นก็พอๆ กัน (สูงท่วมหัว) จะแตกต่างกันที่โคนต้น “แฝก” จะแบน ส่วนโคนต้นหญ้าคาจะกลม**

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์