โป๊ยเซียนไม้มงคล

By -

ดอกโป๊ยเซียน
ตามบ้านจีนหรือแม้ตามบ้านคนไทยเราเองก็ตาม มักจะปลูกต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าต้น โป๊ยเซียน ไว้เป็นสิริมงคลประจำบ้าน ต้นโป๊ยเซียนเป็นต้นไม้ขนาดเล็ก ลำต้นโตขนาดดินสอดำธรรมดา ตามต้นมีหนามคล้ายต้นกระบองเพชร มีใบเล็กๆ ตามยอด ต้นโป๊ยเซียนนี้ถือกันว่าเป็นต้นไม้ที่จะนำโชคลาภมาให้แก่ผู้ปลูกหรือเจ้าของบ้าน และเป็นต้นไม้ที่อาจจะป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ได้ด้วย

บางบ้านที่มีฐานะการเงินดี ถึงกับลงทุนปลูกต้นโป๊ยเซียนในกระถางมังกรอย่างดี หรือกระถางลายครามที่มีรูปโป๊ยเซียนเลยทีเดียว ซึ่งถ้าจะคิดราคากระถางกันแล้ว ก็เป็นเงินหลายร้อยบาท เป็นราคาที่แพงกว่าต้นโป๊ยเซียนเสียอีก และตามความนิยมนั้นก็ว่า ต้องปลูกในกระถางที่มีรูปโป๊ยเซียน จึงจะถูกต้องตามตำรา

เรื่องการปลูกโป๊ยเซียนนี้ ป. สุขะกุล ได้เขียนเป็นกาพย์ไว้ โดยอ้างว่าได้คัดมาจากหนังสือเก่าเล่มหนึ่งของวัดโพธิ์ ผู้เขียนเห็นว่ามีประโยชน์ในทางตำนานและความเชื่อถืออยู่บ้าง จึงขอคัดมารวมไว้ด้วยดังนี้

โป๊ยเซียนเซียนทั้งแปด        จงช่วยแวดเขตเคหา
มวลภัยอย่าได้มา                  ให้เห็นหน้านะโป๊ยเซียน

เจ้าสัวมีข้าวของ                     มีเงินทองเป็นเกวียนเกวียน
ช่วยข้าสิโป๊ยเซียน                จุดธูปเทียนบูชาไว้

ปลูกทางอาคเณย์                 อย่าหันเหไปทางไหน
โป๊ยเซียนจรอวยชัย             ยิ่งยศไกรคนลือชา

พฤหัสประจงปลูก                 ให้ถูกต้องตามตำรา
เงินทองจะหลั่งมา                 สู่เคหาจนเนืองนอง

ปักธูปผูกผ้าแดง                   คอยตบแต่งอย่าให้หมอง
อีกทั้งกระดาษทอง              จำต้องคอยเผาบูชา

จากความเชื่อถืออันนี้ทำให้แลเห็นว่า ต้นโป๊ยเซียนคงจะได้ชื่อมาจากคุณวิเศษของเซียนทั้งแปดนั่นเอง เซียนทั้งแปดที่ชาวจีนเคารพนับถือว่าทรงคุณวุฒิในทางโชคลาภและป้องกันภัยต่างๆ ได้ นั้นมีชื่อดังนี้

๑. ทิก๋วยลี้ แปลว่าเซียนขากะเผลกถือไม้เท้าเหล็ก ตามรูปเป็นคนพิการ เดิมมีชื่อว่า หลีเฮี้ยน ตามตำนานว่าได้เข้าสมาธิปล่อยวิญญาณออกจากร่างท่องเที่ยวไปหาอาจารย์ พวกพี่น้องเห็นร่างกายจะทิ้งไว้เช่นนั้นก็จะเปื่อยเน่าจึงเผาไฟเสีย หลีเฮี้ยนกลับมาไม่พบร่างเดิม วิญญาณเลยไปเข้าร่างขอทานที่อดอาหารตายอยู่ข้างทาง ขอทานคนนั้นเป็นคนขาพิการ เมื่อหลีเฮี้ยนเข้าไปสิงในร่างนั้น จึงกลายเป็นคนพิการไปด้วย และตั้งแต่นั้นคนก็เลยเรียกกันว่าทิก๋วยลี้ตามลักษณะ ผู้เขียนมีตุ๊กตาจีนรูปเซียนทิก๋วยลี้อยู่รูปหนึ่ง เขาทำเป็นรูปเหยียบบนนํ้าเต้า มือถือไม้เท้า เพราะทิก๋วยลี้มีนํ้าเต้าวิเศษอยู่ลูกหนึ่ง

๒. ฮั้นเจงหลี เดิมเป็นแม่ทัพราชวงศ์ฮั่น ชื่อเจงหลีกั๊ก เป็นบุตรเจ้าเมืองหุนตัง เมื่อเกิดมานั้นผิดประหลาดกว่าเด็กทั้งปวง ไม่ร้องไห้ ไม่กินนมอยู่ ๗ วัน พอครบ ๗ วันก็พูดได้ ภายหลังเบื่อโลกีย์ไปเป็นศิษย์ตังหัวจินหยิน เล่าเรียนวิชาต่างๆ สามารถขับธาตุไฟออกจากร่างเผาหินให้เป็นทองได้

๓. ลื่อท่งปิน เกิดเมื่อวันขึ้น ๑๔ คํ่า เดือนหก พ.ศ. ๑๓๔๑ เป็นบุตรของลื่อหงี เจ้าเมืองไฮจิ๋ว ลื่อท่งปินเป็นจินตกวี พอใจในการเสพย์สุรา ต่อมาได้เป็นศิษย์ของพะฮวยเล่งจินหยิน ได้เล่าเรียนวิชาต่างๆ สามารถเสกกั้นหยั่นให้ไปทำร้ายข้าศึกศัตรูแล้วกลับมาสู่ฝักได้ดังเดิม ได้เคยใช้ปราบมังกรยักษ์ก็ครั้งหนึ่ง เคยเสกข้าวโยนไปในบ่อให้กลายเป็นเหล้าตักขายไม่รู้จักหมด

๔. เจียงกั๋วเล้า ชาติเดิมเป็นค้างคาวเผือกกินแต่แสงอาทิตย์ และแสงจันทร์อยู่หลายปี จนกลายเป็นผู้เฒ่า มีอายุหลายรัชกาล คนทั้งหลายเรียกกันว่า เจียงกั๋วเล้า แปลว่าชนะในการแก่ พฤติการณ์ของเจียงกั๋วเล้ามีแปลกๆ เช่นขี่ลาเผือก แต่แทนที่จะหันหน้าไปทางหัวกลับหันหน้าไปทางหาง มีวิชาความรู้สามารถบันดาลอะไรได้อย่างพิสดาร เช่น ทำถังเหล้าให้กลายเป็นคน หรืออยู่ดีๆ ทำตายร่างกายเน่าเฟะแต่แล้วก็กลับฟื้นขึ้นมาได้

๕. น่าไชหัว เป็นเซียนที่มีชีวิตพิสดาร ใช้เวลาตลอดชีวิตขอทานเขากินสวมรองเท้าเพียงข้างเดียว ร้องเพลงอันเป็นสุภาษิต และตีกรับซึ่งยาวถึง ๓ ฟุต ได้เงินมามากก็แจกขอทาน บางทีเอากะแปะร้อยเป็นพวงลากไปตามถนน หายหกตกหล่นก็ไม่อินังขังขอบ เวลาหน้าหนาวก็สวมเสื้อเพียงชั้นเดียว แต่เวลาร้อนสวมเสื้อหนา เป็นคนไม่รู้จักแก่

๖. ฮ่อเซียนโกว  เดิมชื่อนางฮ่อสี เป็นบุตรของฮ่อซู นางได้ตั้งสัตย์สาบานไว้ว่าจะไม่แต่งงาน ชอบถือศีลกินเจ ต่อมาได้พบกับ ทิก๋วยลี้ และน่าไชหัว เซียนทั้งสองก็สอนมนต์ต่างๆ ให้จนสำเร็จ เป็นเซียน นับเป็นเซียนผู้หญิงองค์เดียวในจำนวนแปด

๗. ฮั้นเซียงจื้อ เดิมเป็นคนมักน้อยถือตบะ ต่อมาได้เรียนวิชากับลื่อท่งปิน วันหนึ่งไปที่ตำบลแห่งหนึ่งพบต้นถอมีลูกสุกน่ากิน ก็ปีนขึ้นไป เผอิญกิ่งถอหักพลาดตกลงมาร่างที่เป็นมนุษย์ก็หายไปกลายเป็นร่างเซียน

๘. เช่าก๊กกู๋ เป็นน้องชายนางเช่าสีฮองไทเฮา ภายหลังเบื่อนิสัยของพี่สาวจึงออกป่าบำเพ็ญตบะจนสำเร็จเป็นเซียน

ที่ยกเอาเรื่องเซียนมาเล่าอย่างย่อๆ นี้ก็เพื่อให้ท่านได้รู้จักเซียนทั้งแปดนี้ไว้ด้วย คนจีนนับถือเซียนทั้งแปดนี้มาก เวลาทำพิธีต่างๆ มักมีรูปเซียนชุดนี้เป็นประจำเช่นไหว้พระจันทร์ก็มี ทางญี่ปุ่นก็ถือแบบเดียวกับจีน ถือว่าเป็นเซียนที่นำโชคลาภมาให้และการที่เรียกต้นไม้ชนิดหนึ่งว่า โป๊ยเซียน ก็เพื่อให้ต้องกับคุณวิเศษของเซียนทั้งแปดนี่เอง แต่จะเรียกมาตั้งแต่เมื่อใดยังค้นหาหลักฐานไม่พบ

อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นว่าตามต้นโป๊ยเซียนจะมีผ้าแดงผูกทำขวัญอยู่เสมอ นั่นแสดงถึงความเชื่อมั่นของมนุษย์เราที่มีต่อต้นโป๊ยเซียน เรื่องการเสี่ยงทายด้วยต้นโป๊ยเซียนนี้ จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ผู้เขียนไม่มีความรู้ที่จะอธิบายยืนยันได้ แต่จะขอยกอรรถา¬ธิบายของ พ.ต.ท. ชลอ อุทกภาชน์ ที่กล่าวถึงต้นโป๊ยเซียนไว้ในเรื่อง “โชคดีและลางร้ายตามหลักพุทธปรัชญา” ตอนหนึ่งว่า

“ต้นโป๊ยเซียนนี้ตามธรรมดาจะออกดอกตั้งแต่หนึ่งดอกถึงสี่ดอกเท่านั้น หากผู้ใดจะมีโชคมีลาภ ต้นโป๊ยเซียนนี้จะออกดอกช่อหนึ่งๆ ตั้งแต่ ๘ ดอก ๑๖ ดอก ถึง ๓๒ ดอก เป็นต้น ยิ่งออกดอกมากยิ่งมีลาภมาก ชาวไทยและชาวจีนนิยมปลูกต้นโป๊ยเซียนไว้เสี่ยงทายโชคลาภของตน เฉพาะประเทศจีนต้นโป๊ยเซียนนี้เดิมทีปลูกกันเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ เพื่อไว้เสี่ยงทายวาสนาของตน ว่าผู้ปลูกจะมีวาสนาปกครองประเทศยืนยาวเพียงใด หากต้นโป๊ยเซียนเจริญงอกงามออกดอก ช่อละตั้งแต่แปดดอกถึง ๓๒ ดอก แสดงว่าพระเจ้าแผ่นดินหรือขุนนางผู้นั้นมีบุญวาสนารุ่งเรืองที่จะปกครองบ้านเมืองตลอดไปอีก หากปลูกแล้วไม่ออกดอกหรือต้นเหี่ยวเฉา ย่อมเป็นเครื่องแสดงว่าชะตาชีวิตของผู้เป็นเจ้าของเริ่มจะอับเฉา ต้นโป๊ยเซียนนี้เป็นต้นไม้ที่มีประวัติเป็นเครื่องเสี่ยงโชคของพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางผู้ใหญ่ในประเทศจีนมาหลายพันปีมาแล้ว ภายหลังจึงแพร่หลายมายังประชาชนทั่วไป และพวกจีนพ่อค้าได้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทย ประมาณ ๑๐๐ ปีเศษมาแล้ว เท่าที่ข้าพเจ้าทราบจากท่านผู้ใหญ่ที่มีอายุเล่าให้ฟัง แต่บัดนี้ได้แพร่หลายไปในหมู่คนไทยทั่วๆ ไป

เหตุใดต้นโป๊ยเซียนจึงเป็นต้นไม้เสี่ยงโชคของมนุษย์มาเป็นเวลาตั้งพันๆ ปี จนถึงปัจจุบัน และเหตุใดต้นโป๊ยเซียนจึงออกดอก และเจริญงอกงามผิดปกติในเมื่อผู้เป็นเจ้าของจะได้โชคลาภหรือวาสนารุ่งเรือง ความลึกลับในเรื่องนี้ยังไม่มีผู้ใดให้เหตุผลได้ แต่ข้าพเจ้าจะเปิดเผยความลึกลับเรื่องนี้ให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเหตุผลเอาเองว่าควรจะเชื่อเพียงใด

ก่อนจะเปิดเผยความลึกลับเรื่องนี้ จึงต้องหวลมากล่าวเรื่อง กายหัตถรังสีของมนุษย์เสียก่อน (Human Aura) ทางภาษาจีน เรียกว่า “เอี้ยงกวง” เรื่องกายหัตถรังสีนี้ ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วแต่เบื้องต้นว่า ผู้ที่มีโชคดีหรือกรรมดีกำลังให้ผลนั้น รังสีในตัวผู้นั้นมี อยู่ ๓ สี คือสีเขียวนวลมรกต สีเหลือง สีขาว จะเปล่งแสงรุ่งเรืองสุกใสและรังสีในกายตัวมนุษย์นี้ท่านที่ไม่ได้ทางทิพยจักษุย่อมมองไม่เห็น และรังสีในกายตัวของมนุษย์ผู้มีโชคดีนั้น มีกระแสออกรอบๆ กาย (Vibration) แต่ผู้ที่ฝึกจิตทางฌาณสมาบัติอย่างแก่กล้า เช่นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราอาจบังคับจิตเปล่งรังสี ให้ออกรอบๆ กาย ซึ่งเราเรียกว่า “ฉัพพัณณรังสี” ให้ผู้อื่นเห็นด้วยตาเปล่าได้ หรือพวกพระภิกษุหรือพวกโยคีบางองค์เจริญฌาณสมาบัติแก่กล้า เวลานั่งเข้าฌานรังสีจะออกมารอบศีรษะเป็นแสงนวลขาวโดยไม่รู้สึกตัว

ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า ผู้มีโชคดีหรือกรรมดีกำลังส่งผลนั้นกายหัตถรังสีสุกใสรุ่งเรืองและมีกระแส (Vibration) ออกมารอบๆ กาย เมื่อกระแสของรังสีของตัวผู้มีโชคดีมากระทบเซลส์ของต้นโป๊ยเซียนหลายๆ ครั้ง เซลล์ของต้นโป๊ยเซียนก็จะเร่งผลิตดอกและใบเป็นการใหญ่ ดอกโป๊ยเซียนจึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ หลายเท่าในช่อหนึ่งๆ หากผู้นั้นมีโชคดีเป็นระยะเวลายาว ดอกโป๊ยเซียนก็ออกช่อตั้งแต่ ๘ ดอกขึ้นไปอยู่เรื่อย ถ้าผู้นั้นมีโชคดีชั่วขณะหนึ่งดอกโป๊ยเซียนก็ออกดอกช่อหนึ่งๆ ๘ ดอกขึ้นไปเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้เพราะต้นโป๊ยเซียนเป็นต้นไม้มีความไวต่อการสัมผัสกระแสของรังสีของมนุษย์มาก ไม่เหมือนต้นไม้อย่างอื่น ชาวจีน และชาวไทยจึงนิยมกันปลูกไว้เป็นเครื่องเสี่ยงโชคชะตาของตน”

เมื่อฟังตามนี้จะเห็นว่า ต้นโป๊ยเซียนเป็นเพียงเครื่องรับที่แสดงให้เห็นว่า บัดนี้เจ้าของผู้ปลูก เริ่มจะมีแสงแห่งความเจริญขึ้นแล้ว หรือว่าจะอับเฉาลง ไม่ใช่ต้นไม้ที่จะไปกราบไหว้บูชาแล้วจะส่งผลให้เจ้าของเจริญมั่งมีขึ้นได้ แต่ว่าในเวลานี้ก็มีคนเข้าใจกันอย่างนี้มาก บางทีอาศัยเป็นเครื่องเสี่ยงลอตเตอรี่ ออกดอกเท่าไรก็ซื้อตามจำนวนนั้น นี่เป็นความเข้าใจกันอีกทางหนึ่ง
ที่มา:ส.พลายน้อย