ไก่ป่า

By -

ไก่เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์มาแต่โบราณกาล เป็นสัตว์ ๒ เท้า บริเวณตัวและปีกจะมีขนขึ้นปกคลุมอยู่ ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งที่เลี้ยงเพื่อกินเนื้อ และเพื่อกินไข่ มีการพัฒนาสายพันธุ์ต่างๆ ออกไปมากมายไก่ป่า

ไก่บ้านที่เลี้ยงกันอยู่ในปัจจุบันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus(Linnaeus) จัดอยู่ในวงศ์ Phasianidae เป็นไก่ที่พัฒนามาจาก ไก่ป่า(Jungle fowls) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากแถบเอเชียตอนใต้มาทางตะวันออกจนถึงหมู่เกาะมลายู

ลักษณะสำคัญของไก่ป่าตัวผู้ที่แตกต่างจากนกอื่นๆ คือ
๑.มีหงอนที่เป็นเนื้ออยู่บนหัว ไม่ใช่เป็นขน

๒. ทั้งสองข้างของโคนปากและคางมีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาดูสวยงาม

๓. ที่หน้าและคอไม่มีขน จะมีเพียงหนังแบบเกลี้ยงๆ อยู่

๔.ขนตามตัวจะมีสีที่งดงาม ขนหางตรงกลางจะตั้งเรียงกันเป็นสันสูง มีขนหางอยู่ประมาณ ๑๔-๑๖ เส้น โดยที่คู่กลางยาวกว่าคู่อื่น มีปลายแหลมและอ่อนโค้ง ที่เรียกกันว่า “หางกะลวย”

๕. มีเดือยเป็นอาวุธที่บริเวณแข้งข้างละอัน

ตัวเมียมักจะมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ สีขนไม่ฉูดฉาด และไม่งดงามเท่าตัวผู้ ไม่มีเดือยที่แข้ง มีหงอนและเหนียงเล็กมากหรือเกือบไม่มีเลยในบางตัว

ในประเทศไทยพบไก่ป่าเพียงชนิดเดียว คือ Gallus gallus(Linnaeus) ซึ่งจะมีลักษณะของใบหน้าสีแดง ไม่มีขน มีหงอนและเหนียงสีแดง มีติ่งหูอย่างละคู่ มีสีส้มตรงบริเวณคอ หลังจนถึงสะโพก มีขนปีกสีเขียวเป็นมันขลิบสีส้ม ใต้ท้องเป็นสีน้ำเงินดำ หางมีลักษณะโค้งลาดปลายพลิ้ว มีสีเขียวแซมดำและน้ำเงินเข้มเป็นมัน

ตามพุ่มไม้เล็กๆ ในป่าทั่วไปเป็นที่ซึ่งไก่ป่าชอบอาศัยอยู่ จะบินได้ในระดับต่ำๆ และระยะทางสั้นๆ แต่บินได้เร็ว มักอยู่รวมกันทั้งตัวผู้และตัวเมียเป็นฝูงใหญ่ประมาณ ๕๐ ตัว ในฤดูผสมพันธุ์จึงจะแยกกันเป็นฝูงเล็กๆ เพื่อเป็นการครอบครองพื้นที่และแย่งชิงตัวเมียกันประมาณ ๓-๔ ตัว ก็จะมีการต่อสู้กันระหว่างตัวผู้ หลังจากการผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะทำหลุมตื้นๆ บนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆ ในที่ปลอดภัยเพื่อทำรัง ตัวเมียจะวางไข่ครั้งละ ๕-๖ ฟอง ไข่มีลักษณะเป็นสีขาวหรือน้ำตาล และใช้เวลาฟักไข่อยู่ประมาณ ๒๑ วัน เมื่อลูกไก่ป่าอายุได้ ๘ วัน ก็จะเริ่มบินเกาะตามกิ่งไม้ได้ และเริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ เมื่ออายุได้ประมาณ ๑๐ วัน

ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมีอยู่ ๒ ชนิดย่อย คือ
-ไก่ป่าตุ้มหูขาวหรือไก่ป่าอีสาน(Cochin Chinese Red Junglefowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus(Linnaeus) ติ่งหูมีสีขาว พบได้มากในภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ

-ไก่ป่าตุ้มหูแดงหรือไก่ป่าพันธุ์พม่า (Burmese Red Junglefowl) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus spadiceus(Bonnaterre) ติ่งหูมีสีแดง พบไก่ชนิดนี้ได้มากในทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้

คนไทยในสมัยโบราณได้ใช้ตับไก่เป็นอาหารและเพื่อเป็นยา ใช้รักษาโรคตาฝ้าฟางมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งในปัจจุบันเพิ่งทราบว่าโรคตาฝ้าฟางเกิดจากการขาดวิตามินเอ และมีวิตามินชนิดนี้อยู่มากในตับไก่

ไข่ขาวของไข่ไก่ก็ใช้เป็นส่วนผสมในยาพื้นสำหรับยาขี้ผึ้ง(ร่วมกับ “สีผึ้งขาว” หรือ “White Beeswax” )